หลังจากที่อันเจิงออกจากโรงจวี้ฉ่างมาเขามีความรู้สึกอยากหัวเราะขึ้นมาเสียอย่างนั้นเดิมทีเขาคิดว่าชีวิตใหม่ต้องน่าเบื่อมากแน่ ๆ ใครจะไปคิดว่าความจริงมันจะมีสีสันขนาดนี้เมื่อเทียบกับตอนที่เป็ผู้ดูแลกรมตุลาการชีวิตครั้งใหม่นี้เขาคดเคี้ยวและเ้าเล่ห์กว่าเดิมมาก
เมื่อออกมาจากโรงจวี้ฉ่างได้ไม่นานอันเจิงรู้สึกว่าด้านหลังตัวเองมีแววตาที่เฉียบคมจับจ้องอยู่ความรู้สึกแบบนี้ไม่ค่อยจะดีนัก ครั้งก่อนที่เขาถูกลอบโจมตีบนเทือกเขาชางหมานก็รู้สึกแบบนี้เหมือนกันแต่ตอนนั้นเขากังวลเพียงแค่ความปลอดภัยของเฉินจ่งชวี่เท่านั้น จึงไม่ทันได้ไตร่ตรองเื่อื่นๆ
ความรู้สึกแบบนี้คล้ายกับการเดินผ่านฝูงสัตว์ป่าแล้วหนาวเย็นมาจากด้านหลังเมื่อหันกลับไปมอง...ก็เห็นหมาป่าที่ดุร้ายอยู่ไม่ไกล
ผู้ใหญ่มักจะสอนลูกหลานเสมอหากเดินผ่านฝูงสัตว์ป่าแล้วจู่ ๆ มีอะไรบางอย่างมาแตะไหล่อย่าได้หันกลับไปมองเด็ดขาด หากหันกลับไปหมาป่าจะกัดเข้าที่คอทันทีแต่อย่างไรก็ตาม หมาป่าไม่ได้ใจเย็นขนาดนั้น หากมันใช้กรงเล็บตะปบที่ไหล่ใครแล้วละก็ปากมันต้องกัดทันทีอยู่แล้ว ผู้คนในดินแดนทุ่งหญ้าจะเข้าใจวิสัยหมาป่าได้ดี ดังนั้นชาวแคว้นเยี่ยนที่ไปท่องเที่ยวดินแดนทุ่งหญ้าของชนเผ่าโยวมู่ พวกเขาต่างก็ได้ความรู้กลับมามากมาย
ฉะนั้นอันเจิงจึงมักจะอยู่ในร้านเหล้าและพูดคุยกับคนที่มาจากดินแดนทุ่งหญ้าเสมอ
เมื่อคนในดินแดนทุ่งหญ้าเปรียบเทียบนิสัยของคนกับหมาป่าก็จะมีเพียงสองอย่างคือ...ความโลภและความดุร้าย ความดุร้ายของหมาป่าไม่ได้มีสำหรับเหยื่อเท่านั้นแต่มันยังใช้ความดุร้ายกับตัวเองอีกด้วย ส่วนความโลภจะเป็นิสัยที่ทำให้ผู้คนหวาดกลัวใน่ที่หมาป่าหิวโซและล่าเหยื่อไม่ได้ มันมักจะออกมากินม้าและแกะที่เป็เครื่องมือหากินของคนในดินแดนทุ่งหญ้าอันเจิงเคยได้ยินคนเลี้ยงม้าเล่าว่า เมื่อหมาป่ากัดเหยื่อของตัวเองแล้วไม่ว่าจะเป็เื่อะไรหรือใครใช้แรงมากขนาดไหน ก็ไม่สามารถทำให้มันอ้าปากได้ นี่คือความโลภของหมาป่า
ขณะที่คนเลี้ยงม้าเล่าเื่นี้นั้นเห็นได้ชัดว่าเขาหวาดกลัวเป็อย่างมาก เขาเล่าว่า มีครั้งหนึ่งหมาป่าบุกเข้ามาในโรงม้าของชนเผ่าเพราะคนในชนเผ่าต่างก็เกรงกลัวหมาป่า ฉะนั้นโดยปกติพวกเขาจะไม่ไปล่ามันแต่เมื่อม้าที่เป็เครื่องมือทำมาหากินตกอยู่ในอันตราย พวกเขาจะนำมีดประจำเผ่าออกมาต่อสู้
คนเลี้ยงม้าคนนั้นเคยฆ่าหมาป่าตัวเมียด้วยตัวเองตอนนั้นหมาป่ากัดเข้าที่ท้องของม้า ส่วนม้าก็เ็ปและวิ่งไปมาอย่างบ้าคลั่งคนเลี้ยงม้าวิ่งตามไป จากนั้นก็ฟันตัวหมาป่าขาดเป็สองท่อนแต่ทว่าท่อนบนของหมาป่ายังคงติดตัวม้าที่วิ่งออกไปแบบนั้น ไม่นานม้าก็ล้มลงเพราะเสียเืไปมากทันใดนั้นเอง หมาป่าที่เหลือเพียงร่างท่อนบนก็ใช้แรงสุดท้ายกัดเนื้อก้อนนั้นจนขาดและกลืนมันลงไปท่าทางมันดูพอใจเป็อย่างมาก
นี่ก็คือหมาป่า ทั้งดุร้ายและโลภมาก
อันเจิงรู้สึกว่าด้านหลังของเขาราวกับมีประกายตาโเี้ของหมาป่าจ้องอยู่ไม่ต่างไปจากการเปรียบเปรยของชนเผ่าโยวมู่
ห้ามหันหลังรึ?
อันเจิงยิ้มเล็กน้อยจากนั้นก็หยุดฝีเท้าลงแล้วหันหลังทันที
เขาหันกลับไปเจอใครบางคนที่ตัวเองรู้จักและไม่นานมานี้ก็เพิ่งสู้กันไปด้วย
ติงเซิ้นซา
ใบหน้าของติงเซิ้นซามีรอยแผลเป็ยาวที่เห็นได้ชัดเจนแผลนั้นดูไม่ต่างจากตัวตะขาบที่คลานอยู่บนหน้า ทำให้คุณชายที่สง่างามและดูดีกลายเป็คุณชายอัปลักษณ์แต่ถึงอย่างนั้น ด้วยฐานะของติงเซิ้นซา ต่อให้เขาจะอัปลักษณ์แค่ไหนก็ต้องมีหญิงสาวที่พร้อมจะแต่งงานด้วยอยู่แล้วแต่เขาก็น่าจะรู้ดีที่สุดว่าหญิงสาวที่ถูกเขาทับอยู่ด้านล่างคงไม่อยากจ้องหน้าเขาแน่นอน
ความเคียดแค้นที่ติงเซิ้นซามีต่ออันเจิงส่วนใหญ่ก็มาจากรอยแผลเป็นี้นั่นเอง
เมื่อเขาเห็นอันเจิงหันกลับมาจึงหัวเราะขึ้น“ทำไม คิดไม่ถึงรึ?”
อันเจิงไม่ได้พูดอะไรแต่กลับมองคนตรงหน้าอย่างสงบนิ่ง
ติงเซิ้นซายกมือขึ้นลูบแผลเป็บนใบหน้าเบาๆ “เ้ากำลังดูแผลนี้อยู่รึ? นี่เป็ของที่เ้ามอบให้ข้าอย่างไรเล่าเ้าคิดว่าการฝากรอยแผลบนใบหน้าข้าสนุกมากใช่หรือไม่?”
อันเจิงส่ายหน้า “ไม่สนุกข้าลืมไปแล้วว่าเคยอัดหน้าเ้าหรือไม่”
“ลืมแล้ว?!”
สีหน้าติงเซิ้นซาเปลี่ยนเป็ซีดขาวทันที“เ้าทำลายใบหน้าข้า ทำลายทุกอย่างในชีวิตข้า แต่เ้ากลับลืมมัน?! เ้ากล้าลืมมัน?!”
อันเจิงยักไหล่“การทำร้ายคนอื่นไม่ได้เป็เื่สนุกสักหน่อย ต่อให้จะชนะก็ตามทีเถอะ หากไม่จำเป็ข้าจะไม่เริ่มทำร้ายใครก่อนความแข็งแกร่งของข้าไม่ได้วัดจากการทำร้ายใคร และข้าก็ไม่ใช่คนที่ล้มคนอื่นได้แล้วจะถือว่าตัวเองชนะ”
ติงเซิ้นซาเบ้ปาก “เ้ามาพูดเื่พวกนี้ตอนนี้หมายความว่าอย่างไร?อยากบอกข้าว่าเ้าไม่ได้เห็นข้าอยู่ในสายตารึ?”
อันเจิงพูดขึ้น “ถึงแม้ไม่รู้ว่าเ้าอยากจะสื่ออะไรแต่คำนี้เ้าพูดถูก”
สายตาที่ดุร้ายของติงเซิ้นซาอ่อนลงทันทีตอนนี้อันเจิงแน่ใจว่าคนที่เขาเห็นไม่ใช่ติงเซิ้นซาคนเดิมอีกต่อไป แต่กลายเป็เหมือนหมาป่าติงเซิ้นซาคิดว่าอันเจิงทำลายทุกอย่างในชีวิตเขา แต่ความจริงแล้วก็แค่คำว่า...ศักดิ์ศรีเท่านั้นคำว่าศักดิ์ศรีในสายตาของติงเซิ้นซาก็เหมือนหมาป่าตัวเมียในเื่ที่คนเลี้ยงม้าเล่าสำหรับติงเซิ้นซา ตอนนี้อันเจิงไม่ต่างไปจากอาหารในสายตาของหมาป่าเลยไม่ว่าใครก็ห้ามแย่งมันไปเด็ดขาด
ติงเซิ้นซามองไปยังอันเจิงแล้วพูดขึ้นทีละคำ“ข้าก็จะฝากรอยแผลไว้ที่หน้าเ้าเหมือนกัน...ให้ลึกยิ่งกว่าและยาวยิ่งกว่านี้อีก”
อันเจิงหัวเราะ “ตอนนี้เลยรึ?”
ติงเซิ้นซาส่ายหน้า “ไม่ข้าจะหยามหน้าเ้าต่อหน้าทุกคน อีกไม่นานในสำนักวรยุทธ์ชางจะมีการประลองเพื่อหาตัวแทนไปร่วมงานเทศกาลใบไม้ร่วงเพื่อความยุติธรรม นักเรียนใหม่ก็สามารถเข้าร่วมประลองได้ข้าหวังว่าเ้าจะไม่เป็เต่ามุดหัวอยู่ในกระดองนะ ข้าจะทำให้เ้าพ่ายแพ้ข้าต่อหน้าทุกคนในสำนักวรยุทธ์ชาง”
อันเจิงยิ้มพลางพูด “เ้าพูดถึงขนาดนี้ข้าแทบจะไม่อยากเข้าร่วมทดสอบแล้วนะนี่”
ติงเซิ้นซาหัวเราะด้วยน้ำเสียงเย็นะเื“เ้ากำลังกลัวรึ?”
อันเจิงส่ายหน้า “เหยียบขี้สุนัขได้โชค แต่ข้าไม่อยากเหยียบซ้ำครั้งที่สองเพราะี้เีซื้อรองเท้าใหม่น่ะสิ”
ติงเซิ้นซากำหมัดแน่นแน่นจนเส้นเืนูนขึ้นมาเลยทีเดียว
เขาสูดลมหายใจเข้าลึก “อันเจิงอย่าได้ใจไปหน่อยเลย อย่าคิดว่าเฉินไจ่เหยียนชอบเ้าแล้วเ้าจะทำอะไรตามอำเภอใจได้สำนักวรยุทธ์ชางไม่ใช่สำนักของเ้า และหน่วยทหารก็ไม่ใช่ของเ้าเหมือนกัน”
อันเจิงพูดอย่างไม่ใส่ใจ“แน่นอนว่ามันไม่ใช่ของข้า แต่ก็ยังโชคดีที่ข้าไม่ใช่เ้า”
ติงเซิ้นซาหันหลังเดินกลับ“อย่าให้ข้าต้องดูถูกเ้า ข้าจะรอเ้าที่สนามประลองในสำนักวรยุทธ์ชาง”
อันเจิงมองแผ่นหลังของติงเซิ้นซาที่เดินจากไปทันใดนั้นก็รู้สึกว่าชีวิตสนุกขึ้นมา
เมื่ออันเจิงเดินมาถึงหน้าสำนักวรยุทธ์เบิก์ก็เห็นมีคนจำนวนมากยืนโหวกเหวกโวยวายหน้าประตูสำนัก ชายร่างกำยำหลายคนยืนขวางไม่ให้พวกเขาบุกเข้าไปในสำนักได้เมื่อเห็นอันเจิงเดินมา คนกลุ่มนั้นก็ราวกับเป็หนูที่เห็นของกิน พวกเขากรูเข้ามาหาอันเจิงทันที
“เ้าสำนักอันท่านต้องตัดสินให้เราอย่างเป็ธรรมนะ!”
หญิงนางหนึ่งเดินมายืนอยู่ตรงหน้าอันเจิงจากนั้นก็ดึงเสื้ออันเจิงเอาไว้ “คนของสำนักพวกเ้ารังแกคนอื่น เ้าจะไม่สนใจอีกหรือไม่?”
อันเจิงหันไปถามชายร่างกำยำที่ยืนหน้าประตู“นี่มันเื่อะไรกัน?”
ตู้โซ่วโซ่วเบียดผู้คนที่มุงกันอยู่แล้วเดินมากระซิบข้างหูอันเจิง“หญิงคนนี้เป็มิจฉาชีพ พวกเรานั่งรถม้าออกมาซื้อผัก จู่ ๆ นางก็ลงไปนอนกับพื้นและบอกว่ารถม้าเราชนนางข้าถามจิงสานลิ้งแล้ว เขาสาบานว่าไม่ได้ชนใคร จากนั้นคนพวกนี้ก็มุงเข้ามาและเรียกร้องค่าเสียหายแต่เ้าเคยบอกว่า หากไม่มีเหตุผลเราจะไม่ยอมเสียเงินออกไปแม้แต่ตำลึงเดียว”
ตู้โซ่วโซ่วมองไปยังเ้าหน้าที่ของศาลที่ยืนอยู่ไม่ไกล“คนของหน่วยฟางกู้ก็มาแล้ว พวกเขา้าให้เราจ่ายเงินค่าเสียหายเพื่อจบเื่ บอกว่าคนแก่แบบนี้อยู่อีกไม่นานก็ต้องตายแล้วอย่าไปใส่ใจให้มากเลยหากพวกเขาก่อเื่ขึ้นหน่วยฟางกู้ก็ไม่ยอมไกล่เกลี่ยให้ ได้ยินมาว่า ก่อนหน้านี้ก็มีรถม้าถูกคนพวกนี้ต้มตุ๋นเดิมทีคนขับรถม้าก็ไม่ยอมจ่ายเงิน เพราะราวกับเขาก็พอมีเส้นสายอยู่เหมือนกัน”
“แต่ดูก็รู้ว่าคนพวกนี้มีการเตรียมตัวมาเป็อย่างดีพวกเขารู้วิธีการทำให้เื่นี้เป็เื่ใหญ่ คนกลุ่มนี้แบ่งงานกันทำเมื่อมีคนแกล้งถูกรถชน คนอื่น ๆ ก็จะมาล้อมเอาไว้ไม่ให้รถม้าออกไปได้ ส่วนคนที่เหลือก็วิ่งออกมาร้องะโให้คนรอบด้านสนใจและมามุงดูมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเื่นี้กลายเป็เื่ใหญ่แม้แต่คนของทางการก็ยังไม่กล้าตัดสินแบบสุ่มสี่สุ่มห้า”
อันเจิงพยักหน้าเล็กน้อย“เรียกจิงสานลิ้งมา”
ตู้โซ่วโซ่วหันกลับไปโบกมือจิงสานลิ้งก้มหน้าก้มตาและเดินออกมาจากด้านหลังของกลุ่มคนเ่าั้ พวกคนที่แกล้งสร้างเื่ทั้งดึงทึ้งเสื้อผ้าทั้งฟาดหมัดมาที่ร่างของจิงสานลิ้งแต่ทว่าเขากลับไม่ได้ต่อต้านเลยแม้แต่น้อย
อันเจิงยื่นมือออกไปจัดระเบียบเสื้อผ้าให้จิงสานลิ้งจากนั้นก็หัวเราะแล้วพูดขึ้น “บอกข้าแค่คำเดียว เ้าขับรถม้าชนคนหรือไม่”
จิงสานลิ้งเงยหน้าขึ้น จากนั้นน้ำตาก็เอ่อคลอเบ้าของชายหนุ่มร่างกำยำ“ไม่! ข้าเป็คนฝึกพลังวัตร การเคลื่อนไหวของมือก็ไม่ได้ช้ามาก ตอนที่รถม้าหยุดลงยังอยู่ห่างจากตัวนางอย่างน้อยสองเมตร”
อันเจิงตบบ่าของเขา “แค่นี้ก็พอข้าเชื่อเ้า”
อันเจิงพูดเสียงดัง “เมื่อครู่จิงสานลิ้งถูกพวกเขาตีพวกเ้าช่วยเอาคืนหรือยัง?”
ชายร่างกำยำที่ออกมาควบคุมสถานการณ์ส่ายหน้า“ไม่ เ้าสำนักอันเคยบอกไว้ ห้ามเรารังแกประชาชน”
อันเจิงพยักหน้า “ใช่แล้วข้าเคยบอกว่าห้ามรังแกประชาชน แต่ข้าก็เคยบอกเช่นกันว่า ใครก็ห้ามรังแกคนของเราั้แ่เื่เกิดจนถึงตอนนี้ พวกเ้าอยู่ในเหตุการณ์ตลอดใช่หรือไม่?ก่อนหน้านี้จิงสานลิ้งถูกตีพวกเ้าก็ดูอยู่?”
ชายร่างกำยำหนึ่งในนั้นตอบ “เ้าสำนักอันคนพวกนี้ใครที่ลงมือทำร้ายร่างกายจิงสานลิ้ง พวกข้าดูไว้หมดแล้ว”
อันเจิงพยักหน้าก่อนจะพูดขึ้น “ดี! ลากตัวมันออกมาอย่าปล่อยไปแม้แต่คนเดียว”
เมื่อชายร่างกำยำได้รับอนุญาตแล้ว พวกเขาก็ไปนำตัวคนที่ทำร้ายจิงสานลิ้งมาทั้งหมดพวกคนที่ทำชั่วกินปูนร้อนท้องทันที หญิงสาวนอนลงบนพื้นแล้วกลิ้งไปกลิ้งมา “โอ้์ฟ้าดินไม่เป็ธรรม คนของสำนักวรยุทธ์เบิก์รังแกประชาชน รถม้าพวกเขาชนคนแล้วไม่ยอมชดใช้แล้วยังจะมาทำร้ายพวกข้าอีก”
หญิงสาวอีกหลายคนก็นอนแล้วกลิ้งบนพื้นด้วยเช่นกัน“พวกชั่วช้า กล้าทำตัวป่าเถื่อนในเมืองหลวงนี้ บ้านเมืองยังมีกฎหมายอยู่อีกหรือไม่”
พวกเขาก่อเื่มากมายเช่นนี้ แต่เ้าหน้าที่ของศาลที่ยืนอยู่กลับไม่มีทีท่าจะทำอะไรั้แ่แรก คนของหน่วยฟางกู้ก็ไม่ได้รู้สึกดีกับอันเจิงอยู่แล้วเพราะอันเจิงเพิ่งเข้าเมืองฟางกู้วันแรกก็กำจัดเ้าหน้าที่คนหนึ่งในศาลไป
แต่ไม่ว่าหญิงสาวจะโวยวายอย่างไรในเมื่อชายร่างกำยำได้รับอนุญาตจากอันเจิงแล้ว พวกเขาก็เป็เหมือนหมาป่าและเสือที่ลงมือจัดการคนพวกนั้นอย่างดุร้าย
ชายร่างกำยำของสำนักวรยุทธ์เบิก์กดตัวคนพวกนั้นให้คุกเข่าอยู่บนถนนคนพวกนั้นต่างด่าทอออกมาเสียงดัง ส่วนหญิงสาวก็วิ่งออกมาทุบตีชายร่างกำยำ มีบางคนเริ่มฉีกเสื้อผ้าตัวเองแล้วด้วย
อันเจิงขมวดคิ้ว “ไม่ว่าชายหรือหญิงหากลงมือก็จับไว้ทั้งหมด”
ชายร่างกำยำอีกหนึ่งกลุ่มพุ่งออกไปจากนั้นก็จับตัวหญิงที่ออกมาโวยวายกดลงกับพื้น
อันเจิงลากแขนของจิงสานลิ้งเดินมายืนอยู่ด้านหน้ามองไปที่หน้าตาบูดเบี้ยวและชั่วร้ายของคนกลุ่มนั้น “จิงสานลิ้งอายุมากกว่าข้าสิบปีข้านับถือเขาเป็พี่ใหญ่ ตอนนั้นที่เขาตกระกำลำบาก ต่อให้จะขัดสนเงินแต่ก็ไม่เคยทำร้ายประชาชนทว่าเขาถือมีดเล่มหนึ่งไล่ฟันโจรชั่วที่รังแกประชาชนไปสิบสามคน คนที่ดีแบบนี้พวกเ้ากลับลงมือตีเขา ด่าทอเขา ทำให้เขาอับอายแต่เขาก็ไม่ได้ลงไม้ลงมือกับพวกเ้า หากเขาอยากทำละก็ พวกเ้าทุกคนได้ลงนรกกันถ้วนหน้าไปแล้ว”
อันเจิงชี้ตัวเอง “ข้าเคยบอกว่าสำนักวรยุทธ์เบิก์ห้ามรังแกประชาชนนั่นเป็เพราะพวกเราต่างมาจากรากฐานเดียวกันทั้งนั้น พ่อแม่เราต่างก็ยากจนแต่หากเราถูกคนอื่นรังแก ไม่ว่าคนคนนั้นจะเป็ใครก็ตามเราต้องทวงความยุติธรรมกลับคืนมาให้ได้”
เขามองกลุ่มคนที่ถูกกดอยู่“เมื่อครู่ที่จิงสานลิ้งถูกทำร้ายร่างกายและพวกเ้าไม่ได้ช่วยนั่นเป็เพราะคำสั่งของข้า ข้าจะลงโทษกักตัวเองอยู่ในห้องเป็เวลาสามวันเพื่อสำนึกความผิดส่วนพวกเ้า ข้าจะหักเงินเดือนทุกคนเป็เวลาสิบวัน แต่ตอนนี้ ทุกคนที่ทำร้ายจิงสานลิ้งจับมันหักขาทั้งสองข้างให้หมดทุกคน ส่วนผู้หญิงพวกนี้หากใครกล้าลงมือกับพวกเ้าอีกก็อย่าได้ละเว้น”
อันเจิงเดินไปนั่งที่ใต้ต้นไม้จากนั้นก็หยิบเหล้าออกมาหนึ่งไห เขาดื่มมันก่อนจะยื่นให้จิงสานลิ้ง“ลำบากเ้าแล้วนะ”
จิงสานลิ้งขยี้ตาที่แดงก่ำ “ข้าไม่กลัวความลำบากกลัวแต่จะทำให้สำนักวรยุทธ์เบิก์ของเราเสียชื่อเสียง”
อันเจิงตบบ่าของเขา “ไม่เป็ไร ข้าเอาคืนให้เ้าเอง”
กลุ่มชายร่างกำยำเริ่มจัดการพวกผู้ชายที่ก่อเื่วุ่นวายขณะนั้นได้ยินแต่เสียงร้องไห้และเสียงกระดูกที่แตกหัก
