“ท่านพี่ ไฉนจึงไม่ให้พี่ไป๋เข้ามาด้วย เขา...”
“ยังจะพูดอีก รีบเปลี่ยนเสื้อผ้าเร็วเข้าเถอะ” เสี่ยวฟางนำเสื้อผ้าสะอาดชุดใหม่ยื่นให้แก่เส้าหลิง ก่อนจะบ่นว่า “ใครใช้ให้เ้าพาคนแปลกหน้ากลับมาบ้านด้วย? บิดาก็ไม่อยู่ หากเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นจะทำอย่างไร?”
เส้าหลิงขยับปากโต้เถียง “ข้าบอกแล้วว่าพี่ไป๋ไม่ใช่คนเลวร้าย ไฉนท่านพี่ยังจะระแวงเขาอยู่อีก? ข้าจะบอกให้ พี่ไป๋ฝีมือร้ายกาจ สามารถต่อสู้กับพยัคฆ์ด้วยมือเปล่าจนมันต้องหลบหนีไป ฝีมือยังเก่งกาจกว่าพี่จู้จื่อเสียอีก!”
เสี่ยวฟางตกตะลึงกำลังคิดหาคำพูด ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงดังมาจากด้านหลังบ้าน สีหน้านางก็เปลี่ยนเป็ยินดีก่อนจะกล่าวว่า “บิดากลับมาแล้ว! ดีเลย พวกเราออกไปหาพวกท่านกันเถอะ”
ไป๋หยุนเฟยเองก็พบว่ามีกลุ่มคนเดินลงมาจากบนเขา คนกลุ่มนี้แต่งกายเช่นนายพราน ในมือมีสามง่าม ธนูและลูกศร บางคนถือกระต่ายป่า บางคนก็ถือไก่ป่าหรือไม่ก็สัตว์ที่ล่ามาได้ ทั้งหมดกำลังพูดคุยยิ้มแย้มเดินเข้ามาทางหมู่บ้าน
ขณะไป๋หยุนเฟยลังเลว่าจะเข้าไปทักทายดีหรือไม่ ก็เห็นเส้าหลิงที่เปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วเดินตามเสี่ยวฟางออกมา ยามนี้สีหน้าเสี่ยวฟางปราศจากความหวาดระแวงอีกมิหนำซ้ำยังพยักหน้าให้แก่ไป๋หยุนเฟย จากนั้นจึงเดินเข้าหากลุ่มคนที่กำลังเดินกลับมา
“พี่ไป๋ บิดาข้ากลับมาแล้ว ท่านรอสักครู่ ข้าจะไปบอกกับพวกเขาก่อน” เส้าหลิงกล่าวจบก็วิ่งตามพี่สาวไป
……
หลังจากได้พูดคุยกัน บิดาของเส้าหลิงและคนอื่นๆในหมู่บ้านก็ให้การต้อนรับไป๋หยุนเฟยอย่างอบอุ่น อาจบางทีเป็เพราะคำพูดที่เปิดเผยจริงใจของไป๋หยุนเฟยจึงทำให้ได้รับการยอมรับจากทุกคน แม้แต่เสี่ยวฟางเองก็ยังมีความรู้สึกที่ดีต่อไป๋หยุนเฟยมากขึ้นกว่าเดิม
จะมีก็เพียงผู้ที่ชื่อ จู้จื่อ ซึ่งเป็ชายหนุ่มร่างกำยำที่พอได้ยินว่าไป๋หยุนเฟยจะนอนค้างที่บ้านเส้าหลิงก็แสดงท่าทีเป็ศัตรูออกมา เื่นี้สร้างความงุนงงไม่เข้าใจแก่ไป๋หยุนเฟยว่าเกิดอะไรขึ้น
ครอบครัวเส้าหลิงมีด้วยกันห้าคน เส้าหลิงเอง พี่สาวนามว่าเสี่ยวฟาง บิดามารดาและท่านย่า ท่านย่าของเส้าหลิงเจ็บป่วยนอนติดเตียง ส่วนมารดาออกไปด้านนอกเพื่อเก็บสมุนไพรคาดว่าอีกไม่นานจะกลับมา ค่ำนี้ครอบครัวเส้าหลิงทำอาหารเพื่อต้อนรับไป๋หยุนเฟย ระหว่างมื้อค่ำเส้าหลิงพร่ำพรรณนาถึงความเก่งกาจของไป๋หยุนเฟยที่ต่อสู้กับพยัคฆ์ด้วยมือเปล่าราวกับเป็ผู้ต่อสู้ด้วยตนเอง --- ที่จริงยามนั้นมันแตกตื่นจนิญญาแทบหลุดจากร่าง แม้แต่ไป๋หยุนเฟยลงมืออย่างไรก็ยังดูไม่ชัดตาด้วยซ้ำ
ค่ำคืนนั้นปรากฏฝนตกหนัก ยิ่งทำให้ไป๋หยุนเฟยรู้สึกว่าตนเองโชคดีนักที่หาที่พักได้ แน่นอนว่าเหตุผลที่มันติดตามเส้าหลิงมาส่วนหนึ่งก็เพราะอ่อนล้าจากการจากการต้องค้างแรมในป่ามาหลายวัน บวกกับที่วันนี้ผ่านการต่อสู้และถูกไล่ล่าก็ยิ่งทำให้ไป๋หยุนเฟย้าที่จะพักผ่อนให้เต็มที่ --- และที่สำคัญยัง้าถามทางอีกด้วย...
ในห้องนอนของเส้าหลิงปูที่นอนเพิ่มขึ้นอีกชุด ไป๋หยุนเฟยรอกระทั่งเส้าหลิงหลับไปแล้วจึงลุกขึ้นนั่งขัดสมาธิตรวจสอบภายในร่างตนอีกครั้ง กระทั่งแน่ใจว่าขจัดพิษแมงป่องออกจากร่างได้หมดจึงเริ่มนึกย้อนถึงการต่อสู้กับแมงป่องั์เมื่อตอนกลางวันเพื่อเรียนรู้ข้อผิดพลาดเป็บทเรียน
“อย่าได้ถูกรูปลักษณ์ภายนอกของศัตรูหลอกลวง แม้ว่าศัตรูจะมีลักษณะเช่นแม่งป่องก็อย่าได้คิดว่ามันเป็แม่งป่องจริงๆ --- เพราะมันอาจจะเป็แมงป่องที่มีปีกเช่นเดียวกับแมลงปอก็ได้...” นี่เป็บทเรียนแรกที่ไป๋หยุนเฟยนึกถึง
“การฝึกปรือสองธาตุร่วมกันไม่ได้หมายความว่าจะมีพลังมากยิ่งขึ้น การควบคุมพลังและต่อสู้ได้หลายรูปแบบก็เป็เช่นดาบสองคม ซึ่งทำให้มีแนวโน้มที่จะไม่อาจควบคุมทั้งสองธาตุได้อย่างเชี่ยวชาญ ส่งผลให้ไม่อาจใช้พลังธาตุต่อสู้กับผู้ที่ฝึกเพียงธาตุเดียวในระดับเท่ากันได้... ดูท่าแล้วข้าควรจะคร่ำเคร่งฝึกปรือพลังธาตุไฟเพียงอย่างเดียว หากยังไม่มีพลังที่เข้มแข็งพอก็ยังไม่ควรจะฝึกปรือธาตุที่สองเพิ่ม”
“ด้วยอาวุธที่ผ่านการอัพเกรดมา ทำให้พลังข้ายกระดับขึ้นอีกมากมายนัก เ้าแมงป่องั์นั้นแม้จะฝึกพลังสองธาตุจนแต่ละธาตุอ่อนด้อยลง แต่จะอย่างไรมันก็ยังเป็อสูริญญาระดับห้าขั้นต้น ข้าต้องทุ่มเทใช้อาวุธที่ผ่านการอัพเกรดทั้งมวลจึงจะค่อย่ชิงความมีเปรียบมาได้...”
“แต่ว่า ข้าพึงพาอาวุธอัพเกรดมากเกินไปหรือไม่? หากไม่มีอาวุธเหล่านี้ข้าจะอ่อนแอลงหรือไม่?” ยามไป๋หยุนเฟยจับจ้องไปยังปลอกแขนมีดเพลิงบนแขนขวาก็บังเกิดความกังวลขึ้น แต่หลังจากนิ่งเงียบงันไปสักพักมันก็ส่ายหน้าหัวเราะเยาะตนเอง “จะครุ่นคิดให้มากความทำไม มีอาวุธที่ร้ายกาจแล้วไม่ใช้ ยังไม่เรียกว่าโง่เขลาหรอกหรือ? การอัพเกรดก็เป็ความสามารถส่วนหนึ่งของข้าช่วยให้อาวุธมีพลังอันร้ายกาจ นับเป็ความสามารถอันเหนือล้ำที่ไม่มีผู้ใดเสมอเหมือน! แล้วไฉนข้าจะต้องมาวิตกต่อการที่จะพึ่งพาพวกมันด้วยเล่า ช่าง...”
“อีกอย่าง ยิ่งข้ามีพลังฝีมือเข้มแข็งขึ้นก็ยิ่งได้พบเจอศัตรูที่แข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น แต่อาวุธประจำตัวกลับไม่อาจพัฒนาตามได้ทัน” ไป๋หยุนเฟยถอดเกราะิญญาไหมทองออกมาวางไว้ตรงหน้า บนเกราะปรากฏรอยกรีดตัดขวางและตามยาวหลายเส้น บางเส้นกรีดลึกจนแทบจะทะลุจนขาดออก --- ร่องรอยเหล่านี้ได้มาจากการต่อสู้หลายต่อหลายครั้งที่ผ่านมาของไป๋หยุนเฟย
“นอกจากนี้คุณสมบัติเพิ่มเติมของเครื่องประดับทั้งหลายนับวันก็ยิ่งเห็นผลน้อยลงทุกที ยังดีที่ยังมีคุณสมบัติบางอย่างช่วยเพิ่มพูนพลังิญญาตามอัตราส่วน ทำให้ยิ่งพลังเพิ่มขึ้นก็ยิ่งได้รับคุณสมบัติเพิ่มเติมมากขึ้นตามไปด้วย...”
เครื่องประดับที่ดีที่สุดของไป๋หยุนเฟยนั้นเป็เครื่องประดับ‘ชั้นดี’ระดับ +10 ซึ่งช่วยเพิ่มคุณลักษณะเพิ่มเติมได้ถึงหกสิบแต้ม แม้ว่าประโยชน์ของมันต่อไป๋หยุนเฟยจะไม่มากเท่าแต่ก่อนแล้ว แต่หากสวมใส่ร่วมกันหลายชิ้นก็ยังให้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจอยู่
ยามลูบคลำเกราะิญญาไหมทองซึ่งอยู่ร่วมกันมาครึ่งปี ไป๋หยุนเฟยก็หวนรำลึกถึงเื่ราวทั้งหลายที่ผ่านมา ทีแรกนั้นเพื่อที่จะเพิ่มพูนพลังฝีมือจึงบุกเข้าไปยังภูไม้ดำ จนได้พบกับหลี่เฉิงเฟิง ได้ต่อสู้กับผู้ฝึกปรือิญญาด่านปัจเจกิญญาและวีรชนิญญากระทั่งล้มล้างค่ายไม้ดำได้สำเร็จ ซึ่งผู้ฝึกปรือิญญาที่ผ่านมาทั้งหลายนั้น ด้วยความสามารถของไป๋หยุนเฟยในยามนี้เพียงกระดิกนิ้วก็สังหารได้อย่างง่ายดาย แต่ครั้งนั้นกลับต้องต่อสู้อย่างยากเย็นไม่ง่ายดายเลยแม้แต่น้อย...
โดยไม่ทันรู้ตัวยามนี้ก็ผ่านไปครึ่งปีแล้ว โดยไม่ทันรู้ตัวยามนี้มันไม่ได้เป็เด็กหนุ่มอ่อนแอไร้กำลังเช่นตอนแรกอีกแล้ว
……
ไม่ทราบว่าผ่านไปนานเท่าใด ไป๋หยุนเฟยก็ถูกเสียงละเมอของเส้าหลิงปลุกให้สะดุ้งตื่นจากภวังค์ครุ่นคิด มันส่ายหน้าเบาๆระงับอารมณ์ความรู้สึกลง จากนั้นจึงนำเกราะิญญาไหมทองขึ้นมาเช็ดรอบหนึ่งก่อนจะสวมกลับลงไปดังเดิม --- มันยังไม่อาจหักใจอัพเกรดเกราะิญญาไหมทองเพิ่มขึ้นได้ เนื่องเพราะเกราะชิ้นนี้เป็เครื่องป้องกันเพียงชิ้นเดียวที่ไป๋หยุนเฟยมีอยู่ หากว่าอัพเกรดผิดพลาดจนสลายไปก็ไม่มีสิ่งใดจะมาทดแทนได้แล้ว ยามนี้จึงได้แต่รอคอยให้มีสิ่งที่จะมาทดแทนได้ก่อนค่อยลงมืออัพเกรด
“อัพเกรดตามกิจวัตรแล้วค่อยพักผ่อนเถอะ พักค้างแรมในหมู่บ้านนี้สักสองวันแล้วค่อยเดินทางต่อไปยังมณฑลผิงชวนก็แล้วกัน”
คำว่าอัพเกรดตามกิจวัตรของมันหมายถึงก่อนนอนทุกวันไป๋หยุนเฟยจะต้องทำการอัพเกรดสิ่งของหลายชิ้นหรือบางวันก็สิบกว่าชิ้น ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในแต่ละวัน หากโชคไม่ดีก็จะหยุด แต่หากวันใดโชคดีก็จะอัพเกรดต่อไปอีกหลายชิ้น
……
ผ่านไปราวชั่วน้ำเดือดสองครั้ง
“อัพเกรดสำเร็จ”
“ระดับไอเทม: ชั้นสูง”
“ระดับการอัพเกรด: +10”
“คุณลักษณะเพิ่มเติม: พละกำลัง +58”
“ผลกระทบเพิ่มเติมระดับ +10: เพิ่มพละกำลังขึ้นอีก 112 แต้ม”
“สิ่งจำเป็ในการอัพเกรด: แต้มิญญา 29 แต้ม”
ไป๋หยุนเฟยมองดูแหวนมรกตในมือพร้อมกับพยักหน้าด้วยความพอใจ “ฮ่า ฮ่า ดีมาก คิดไม่ถึงว่าการอัพเกรดในครั้งนี้จะได้รับเครื่องประดับ +10 มาถึงสามชิ้น แม้ว่าผลกระทบเพิ่มเติมจะไม่มีอะไรพิเศษ แต่ก็ยังนับว่าเป็เื่ดีอยู่ไม่น้อย”
“อืม? ไม่ทันรู้ตัวก็อัพเกรดจนหมดสิ้นแล้ว?” ไป๋หยุนเฟยเก็บแหวนเข้าไว้ ขณะที่เตรียมจะอัพเกรดเพิ่มอีกก็พบว่าในแหวนช่องมิตินั้นไม่หลงเหลือเครื่องประดับที่ยังไม่อัพเกรดอยู่อีกแล้ว
“เฮ้อ! สิ้นเปลืองสิ่งของไม่น้อยเลย...” ไป๋หยุนเฟยส่ายหน้า ขณะที่กำลังเก็บของเตรียมจะนอนลงก็ฉุกคิดขึ้นก่อนจะพลิกฝ่ามือ แล้วในมือก็ปรากฏของสิ่งหนึ่งขึ้น
สิ่งนั้นเป็ของที่มันชอบสวมไว้บนศีรษะยามเดินทาง นั่นก็คือ หมวกฟางเก่าระดับ +8
ฉวยโอกาสที่‘โชค’ในวันนี้ดูจะไม่เลวนัก ลองอัพเกรดดูอีกชิ้นก็แล้วกัน
“อัพเกรด”
“อัพเกรดสำเร็จ”
“อัพเกรด...”
“อัพเกรดสำเร็จ”
“...”
