บทที่ 4 คำเตือนจากยมทูตสาว
สายหมอกยามเช้ายังคงลอยอ้อยอิ่งปกคลุมผืนป่าหลังจวนแม่ทัพโหย่ว บรรยากาศรอบกระท่อมร้างในยามนี้ดูราวกับภาพวาดพู่กันจีนที่นุ่มนวลและพร่าเลือน แสงแดดรำไรสีทองอ่อนพยายามแทรกผ่านรอยร้าวของบานหน้าต่างไม้ผุ มารวมตัวกันเป็ลำแสงเล็กๆ ตกกระทบลงบนร่างของ ไป๋ซู่หลาน ที่กำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนแคร่ไม้ แสงเ่าั้ขับเน้นให้ผิวพรรณของนางที่เพิ่งผ่านการผลัดเปลี่ยนดูราวกับหยกมันแพะที่แช่อยู่ในน้ำพุเย็น ขาวนวล ละเอียดอ่อน และมีประกายชมพูระเรื่อจางๆ
ไป๋ลู่ลืมตาขึ้นช้าๆ แววตาของนางนิ่งสงบดุจบึงน้ำลึกที่มองไม่เห็นก้น นางยกมือขึ้นััใบหน้าซีกซ้าย ปานแดงที่เคยหนาเตอะและขรุขระบัดนี้กลายเป็เพียงรอยแดงจางๆ ราวกับกลีบกุหลาบที่ร่วงหล่นลงบนหิมะ หากมองเพียงผิวเผินในความสลัว รอยนั้นกลับดูเหมือนรอยสักโบราณที่เพิ่มเสน่ห์อันลึกลับให้นางมากกว่าความอัปลักษณ์
ทว่าความสุนทรีของเช้าวันใหม่กลับถูกรบกวนด้วยััที่เฉียบคมของศัลยแพทย์สนาม ประสาทััของนางรับรู้ถึง ความผิดปกติ ที่กำลังใกล้เข้ามา
“มาเร็วกว่าที่คิดสินะ” นางพึมพำกับตัวเองด้วยน้ำเสียงที่ไร้อารมณ์ ก่อนจะก้าวเข้าสู่มิติหีบโอสถอย่างเงียบเชียบ
ภายในห้องปฏิบัติการสีขาวสะอาดสะอ้าน ไป๋ลู่เดินตรงไปยังตู้เก็บสารเคมีอันตราย มือเรียวหยิบหลอดแก้วและบีกเกอร์ออกมาด้วยความคล่องแคล่ว นางไม่ได้กำลังจะเตรียมยาช่วยชีวิต แต่กำลังจะสร้าง เกราะป้องกันชนิดใหม่
ในโลกที่คมดาบและแผนการสกปรกตัดสินความเป็ตาย นางรู้ดีว่าความเมตตาคือยาพิษที่ร้ายแรงที่สุด
นางใช้ปิเปตดูดสารสกัดจาก พืชตระกูลสไตรีน ผสมเข้ากับอนุภาคนาโนที่ถูกสังเคราะห์ขึ้นใหม่ ค่อยๆ หยดสารละลายที่ไม่มีสี ไร้กลิ่น และไร้รสลงในขวดแก้วใบจิ๋ว นี่คือยาพิษทำลายระบบประสาทส่วนกลางแบบเฉียบพลันที่นางพัฒนาขึ้นด้วยความรู้เคมีสมัยใหม่ มันจะไม่ทิ้งร่องรอยใดๆ ในกระแสเืหลังผ่านไป 12 ชั่วยาม และที่สำคัญ แม้แต่นักชิมพิษชั้นเลิศก็ไม่มีวันััได้ถึงการมีอยู่ของมัน
“ในเมื่อท่านอยากลองเล่นบท นายผู้เมตตา ข้าก็จะจัด อาหารมื้อพิเศษให้ตามคำขอ”
นางกลับออกมาจากมิติในจังหวะเดียวกับที่เสียงฝีเท้าหนักๆ ของสตรีผู้หนึ่งหยุดลงที่หน้าประตูกระท่อม
“คุณหนูใหญ่ ท่านตื่นหรือยังเ้าคะ? ฮูหยินรองทรงเป็ห่วงท่านมาก เห็นว่าท่านไม่สบายจึงสั่งให้ข้านำ รังนกตุ๋นโสม มาให้บำรุงกำลังเ้าค่ะ”
เสียงนั้นแหลมสูงทว่าพยายามดัดให้ดูอ่อนน้อม แต่มันกลับฟังดูน่าขยะแขยงในหูของไป๋ลู่ นางจำเสียงนี้ได้ เสี่ยวเหอ สาวใช้คนสนิทของฮูหยินหลู นางผู้นี้เองที่เป็คนคอยถ่มน้ำลายลงในข้าวต้มของไป๋ซู่หลานในยามที่นางล้มป่วย
ไป๋ลู่รีบคว้าผ้าขี้ริ้วเก่าๆ มาคลุมใบหน้าไว้ดังเดิม แสร้งทำเป็ไอแห้งๆ พลางเอนตัวพิงฝาผนังไม้ด้วยท่าทางอ่อนแรง
“เข้ามา”
เสี่ยวเหอผลักประตูเข้ามา แสงแดดที่สาดส่องตามหลังนางทำให้เห็นฝุ่นที่ฟุ้งกระจาย นางกวาดสายตามองไปรอบๆ กระท่อมด้วยความรังเกียจปิดไม่มิด ก่อนจะวางถาดไม้ที่มีถ้วยกระเบื้องสีขาวนวลลงบนโต๊ะข้างแคร่
“คุณหนูใหญ่ ทานตอนร้อนๆ เถิดเ้าค่ะ รังนกนี่ฮูหยินรองสั่งเคี่ยวเป็พิเศษเชียวนะเ้าคะ” เสี่ยวเหอยิ้มเยาะที่มุมปาก สายตาจับจ้องไปที่นิ้วมือผอมบางของไป๋ลู่ที่ค่อยๆ ยื่นออกมา
ไป๋ลู่มองถ้วยรังนกนั้น กลิ่นหอมของโสมและน้ำตาลกรวดลอยขึ้นมาแตะจมูก ทว่าภายใต้กลิ่นหอมเ่าั้ นางกลับััได้ถึงกลิ่นอายที่ ตายด้าน ของสารสกัดจากราก ตานฉาน พืชมีพิษที่ทำให้หัวใจหยุดเต้นอย่างฉับพลันดูเหมือนอาการไหลตาย
นางไม่ได้รีบร้อนกิน แต่กลับเงยหน้าขึ้นมองเสี่ยวเหอผ่านผ้าคลุม แววตานั้นนิ่งเฉียบจนสาวใช้ถึงกับชะงัก
“เสี่ยวเหอ! เ้าอยู่ข้างกายฮูหยินหลูมานานเท่าไหร่แล้ว?”
“เอ๊ะ! ทะ ทำไมถึงถามเื่นี้เล่าเ้าคะ? ข้าก็อยู่มาั้แ่สิบปีก่อนแล้วเ้าค่ะ!”
“สิบปี” ไป๋ลู่พยักหน้าช้าๆ
“สิบปีที่เ้าช่วยนางวางยาพิษในอาหารของข้า สิบปีที่เ้าคอยหยิกทึ้งเนื้อตัวข้าเวลาท่านแม่ทัพไม่อยู่! วันนี้ฮูหยินรองส่งเ้ามาเพื่อ จบบทเรียน สิบปีนี้สินะ?”
เสี่ยวเหอหน้าซีดเผือด
“คุณหนูพดูเื่อันใดเ้าคะ! ข้าไม่เข้าใจ!”
“เ้าเข้าใจดี” ไป๋ลู่ลุกขึ้นยืนช้าๆ ร่างที่เคยดูอ่อนแรงกลับตั้งตรงอย่างสง่างาม ท่วงท่าที่เปลี่ยนไปอย่างกะทันหันทำให้เสี่ยวเหอเผลอก้าวถอยหลังจนชนเข้ากับขอบโต๊ะ
ไป๋ลู่หยิบถ้วยรังนกขึ้นมา หมุนถ้วยในมืออย่างอ้อยอิ่ง
“เ้ารู้ไหมว่าศัลยแพทย์สนามอย่างข้าเรียนรู้อะไรเป็อย่างแรก? เราเรียนรู้ที่จะแยกแยะ สิ่งแปลกปลอม ออกจากร่างกาย รวมถึงแยกแยะยาพิษออกจากอาหารด้วย”
นางเดินเข้าไปหาเสี่ยวเหอช้าๆ ระยะห่างที่ลดลงทำให้เสี่ยวเหอััได้ถึงรังสีอำมหิตที่แผ่ออกมา มันไม่ใช่ความโกรธเกรี้ยวของเด็กสาวที่ถูกรังแก แต่เป็ความเยือกเย็นของเพชฌฆาตที่กำลังจะลงมือ
“คุณหนู! ท่าน! ท่านจะทำอะไรเ้าค่ะ!”
“เ้าบอกว่านี่คือรังนกชั้นเลิศที่ฮูหยินรองส่งมาให้บำรุงข้าเป็พิเศษใช่หรือไม่?” ไป๋ลู่ยิ้มเย็น
“ในเมื่อมันดีถึงเพียงนี้ ข้าเองก็เป็คนกตัญญู ย่อมไม่อาจที่จะทานเพียงลำพังคนเดียวได้ เ้าทำงานหนักมานาน จงทานเป็เพื่อนข้าเสียหน่อยเถิด”
“ไม่! ข้าไม่ทาน! ข้าอิ่มแล้วเ้าค่ะ!” เสี่ยวเหอพยายามจะวิ่งหนี
ทว่ามือเรียวบางของไป๋ลู่กลับพุ่งออกไปราวะุ คว้ารวบข้อมือของสาวใช้ไว้แน่นด้วยพละกำลังที่เหนืุ์ (ซึ่งเป็ผลจากการใช้สารสังเคราะห์ฟื้นฟูกล้ามเนื้อเมื่อคืน) นางบิดแขนของเสี่ยวเหอจนสาวใช้ร้องลั่น ก่อนจะกดนางลงกับเก้าอี้ไม้
“กิน! เข้า! ไป!”
ไป๋ลู่บีบขากรรไกรของเสี่ยวเหออย่างแรงจนนางต้องอ้าปากออกด้วยความเ็ป ก่อนจะเทรังนกตุ๋นโสมครึ่งถ้วยลงไปในลำคอของนางอย่างรวดเร็วและแม่นยำ
“อึก! อ่อก! แค่กๆ!” เสี่ยวเหอพยายามจะคายออกมา แต่นางก็ถูกไป๋ลู่ปิดปากไว้แน่นจนต้องจำใจกลืนลงไป
ไป๋ลู่ปล่อยมือออก ยืนมองสาวใช้ที่กำลังดิ้นรนตะเกียกตะกายอยู่บนพื้น แววตาของนางเ็าเหมือนมองสัตว์ทดลองในห้องแล็บ
เพียงไม่กี่อึดใจ พิษจากรากตานฉานที่ถูกสกัดเข้มข้นก็เริ่มออกฤทธิ์ เสี่ยวเหอเริ่มตาเหลือกเหลือก ใบหน้าเขียวคล้ำ ร่างกายของนางชักเกร็งจนหลังแอ่น มือเท้าบิดม้วนเข้าหากัน น้ำลายผสมฟองเืเริ่มผุดขึ้นที่มุมปาก
“นี่คือความรู้สึกของคนที่ถูกแย่งชิงลมหายใจไปทีละน้อย” ไป๋ลู่เอ่ยเสียงเรียบพลางเดินไปหยิบเศษผ้าสะอาดมาเช็ดมือ
“แต่ไม่ต้องกังวล ข้าเป็หมอ ข้าจะไม่ปล่อยให้เ้าตายง่ายๆ ที่นี่ เพราะเ้าต้องนำสาร ไปส่งให้ผู้เป็นายของเ้าเสียก่อน”
ไป๋ลู่ก้าวเข้าสู่มิติอีกครั้ง หยิบหลอดฉีดยาที่บรรจุ สารกระตุ้นหัวใจ และ ยาต้านพิษเบื้องต้นออกมา นางแทงเข็มลงที่หน้าอกของเสี่ยวเหออย่างแรง สารเคมีเ่าั้จะช่วยประคองชีวิตนางไว้ให้ทรมานต่อไปได้อีกหลายชั่วยาม แต่จะไม่อาจล้างทำลายความเสียหายที่เกิดขึ้นกับระบบประสาทได้ทั้งหมด
เสี่ยวเหอที่กำลังชักกระตุกเริ่มสงบลง แต่นางยังคงสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้ ดวงตาพร่าเลือนของนางมองเห็นใบหน้าของไป๋ลู่ที่โน้มลงมาใกล้
ไป๋ลู่ดึงผ้าคลุมหน้าออก เผยให้เห็นใบหน้าที่เริ่มงดงามราวกับปีศาจจำแลง แววตาของนางส่องประกายวาววับในความสลัว
“เสี่ยวเหอ! กลับไปหาฮูหยินหลูของเ้า บอกนางว่า ข้า! ไป๋ซู่หลาน ยังไม่ตาย!”
น้ำเสียงแ่เบา แต่เย็นเยียบราวกับลมหายใจจากปรโลก ทำให้ผู้ฟังถึงกับขนลุกชัน
“และจงบอกนางให้ชัด ข้ายังตายไม่ได้! ตราบใดที่ยังไม่ได้เห็นนางลงนรกด้วยตาตนเอง!”
นางหยุดเล็กน้อย ดวงตาแข็งกร้าวเ็า
“หากนางยังกล้าส่งเศษสวะพวกนั้นมาอีก ครั้งหน้า ข้าจะไม่เพียงให้มันลิ้มรสยาพิษของตัวเอง!”
มุมปากนางยกขึ้นเล็กน้อยอย่างอำมหิต
“แต่ข้าจะกรีดเนื้อพวกมันทีละชิ้น! แล้วโยนให้สุนัขกินเป็อาหาร!” นางกระซิบถ้อยคำที่ทำให้คนฟังถึงกับขนลุกชัน
ไป๋ลู่เตะร่างของเสี่ยวเหอเบาๆ เป็สัญญาณให้ลุกขึ้น
“ไปซะ! ก่อนที่ข้าจะเปลี่ยนใจใช้มีดหมอเลาะกระดูกเ้าเล่น!”
เสี่ยวเหอที่บัดนี้หวาดกลัวจนสติแทบแตกกระเจิง คลานออกจากกระท่อมไปอย่างทุลักทุเล ร่างกายของนางยังคงมีอาการกระตุกเป็ระยะๆ เสียงร้องไห้โฮด้วยความหวาดกลัวดังโหยหวนไปทั่วป่าหลังจวน
เมื่อความสงบกลับคืนมา ไป๋ลู่นั่งลงที่โต๊ะไม้เดิม นางหยิบขวดแก้วใบจิ๋วที่บรรจุพิษไร้กลิ่นที่นางเพิ่งปรุงขึ้นมาพิจารณา แสงแดดยามสายส่องผ่านขวดแก้วจนเกิดประกายสีเงินวาววับ
“สารหนูอาซินิกผสมพิษประสาท ต่อให้เป็หมอหลวงที่เก่งที่สุดในแผ่นดิน ก็จะวินิจฉัยว่าเป็อาการหัวใจล้มเหลวตามธรรมชาติ”
นางคลี่แผนผังจวนแม่ทัพโหย่วที่นางวาดขึ้นคร่าวๆ จากความทรงจำ แววตาเต็มไปด้วยแผนการที่ซับซ้อนและเยือกเย็น
“ฮูหยินหลู ท่านใช้เวลาสิบปีในการวางพิษข้า แต่ข้าจะใช้เวลาเพียงพริบตาเดียวในการทำให้โลกทั้งใบของท่านล่มสลาย”
ความเงียบสงบในกระท่อมไม่ได้หมายถึงความพ่ายแพ้ แต่มันคือการสะสมพลังของพายุที่กำลังจะพัดถล่มจวนแม่ทัพในไม่ช้า ลมหายใจของไป๋ลู่ในยามนี้มั่นคงและเยือกเย็น ยิ่งกว่าน้ำแข็งที่ก้นหุบเขา
ยมทูตสาวในคราบคุณหนูใหญ่ได้ปักป้ายเตือนไว้แล้ว และผู้ใดที่บังอาจก้าวข้ามเส้นทางของนาง ย่อมต้องเตรียมตัวแลกด้วยิญญา!
