ในเมื่อศาลาปีก์ไม่มีลูกค้ามาใช้บริการเป็บุคคลแรก แน่นอนว่าพวกเขายังไม่มีความน่าเชื่อถือและไม่มีผลงานมากพอให้ลูกค้ามั่นใจในการลอบสังหาร
ดังนั้นจำต้องเลือกเป้าหมายผู้ที่กระทำความผิดต่อบุคคลจำนวนมากเพื่อเป็การเชือดไก่ให้ลิงดู!
และคนเ่าั้ต้องมีชื่อเสียงพอสมควรในเมืองเทียนหยุน อาจจะถึงขั้นที่บุคคลธรรมดามิอาจแตะต้องได้
การกระทำเช่นนี้ก็เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือไปอีกระดับ เมื่อมีความน่าเชื่อถือบุคคลทั้งหลายระดับรากหญ้าก็มีโอกาสในการให้สังหารบุคคลระดับสูงได้หากมีค่าใช้จ่ายที่เหมาะสม สิ่งนี้จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำระหว่างระบบชนชั้นได้เป็อย่างดี
ในโลกใบนี้ผู้อ่อนแอเกรงกลัวผู้แข็งแกร่ง ต่อให้ถูกรังแกย่ำยีเพียงใดก็ไม่สามารถเอาผิดผู้ที่มีชนนั้นเหนือกว่าได้
และศาลาปีก์ก็มีไว้เพื่อตอบสนองความ้าผู้อ่อนแอจำพวกนั้น!
แน่นอนว่าเป้าหมายทั้งหมดก่อนที่จะรับภารกิจต้องผ่านการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียดถี่ถ้วน จึงจะสามารถลงมือลอบสังหารได้และนำส่งให้แก่นักฆ่ารายบุคคลได้
ต่อจากนี้แม้แต่ตระกูลฉินก็มิอาจหยุดยั้งภารกิจการลอบสังหารของศาลาปีก์ได้!
นั่นเป็เพราะหากไป๋เฉินปรากฏตัวต่อหน้าฉินเหยียน ฉินเหยียนจะไม่มีวันมาสืบสาวและนำเขามาลงโทษเพราะบุคคลที่มีรายชื่ออยู่ในบัญชีดำล้วนแล้วแต่เป็คนชั่วช้าที่สร้างความเสียหายให้แก่ประชากรเมืองเทียนหยุนทั้งสิ้น
ทุกคนล้วนมีด้านมืด ต่อให้เป็ตระกูลใหญ่ๆที่มีอัธยาศัยดีเพียงใด ไม่มีผู้ใดรู้ว่าเบื้องลึกเื้ัของคนพวกนั้นมีการกระทำที่ไม่ต่างจากฉินิหยวนแม้แต่น้อย
ไม่ว่าจะเป็การลักพาตัวหญิงสาวและนำไปขายในย่านบุปผาโดยที่ฝ่ายหญิงสาวไม่มีแม้แต่เศษเหรียญแดงเดียวตกถึงกระเป๋า บุคคลที่มีความเกี่ยวข้องในธุรกิจชั่วร้ายเป็เป้าหมายที่ดีที่สุดในการสังหาร
และศาลาปีก์จะทำการขยายชื่อเสียงและอำนาจไปทั่วทุกแห่งคนในเมืองเทียนหยุน
หลวนซิงเก็บม้วนกระดาษไว้อย่างมิดชิด ก่อนจะประสานมือพลันกล่าวถามต่อ "ท่านอาจารย์ มีงานอะไรให้ข้าทำอีกหรือไม่?"
ไป๋เฉินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยื่นม้วนกระดาษอีกสิบแผ่นให้แก่หลวนซิงที่ผ่านการวาดบางอย่างลงไป กระดาษแผ่นนั้นเป็ตราสัญลักษณ์ของปีกที่กำลังสยายออก นั่นคือสัญลักษณ์ของศาลาปีก์!
"หลังจากสังหารเป้าหมายให้นำตราสัญลักษณ์โยนแบบสุ่มๆไว้ในที่เกิดเหตุ พวกเราจะค่อยๆสั่งสมชื่อเสียงของศาลาปีก์ไปทีละขั้นตอน หลังจากนี้พวกเ้าอาจจะมีงานล้นมือจนถึงขั้นสังหารไม่หวาดไม่ไหวเป็แน่" ไป๋เฉินอธิบายด้วยรอยยิ้มลึกๆ สีหน้าของเขายามนี้แลดูตื่นเต้นอย่างยิ่ง
หลวนซิงพยักหน้าอย่างเข้าใจและเก็บม้วนกระดาษกลับไปในอาภรณ์อย่างเดิม
ไป๋เฉินยกถ้วยชาขึ้นมาจิบเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวเบาๆ "พวกเ้าไปได้แล้ว เมื่อถึงยามพลบค่ำข้าจะไปหาพวกเ้าเอง"
หลวนซิงและหลิวอี้หลิวมองหน้ากัน พร้อมทั้งโค้งคำนับ "เช่นนั้นข้าขอตัว"
"พรึ่บ!"
ร่างทั้งสองหายไปด้านหลังกระโจม แม้นจะเป็เวลากลางวันแต่ด้วยทักษะลอบเร้นที่ไป๋เฉินได้สอนสั่ง พวกเขาทั้งสองสามารถซ่อนเร้นจนถึงขั้นผสานกันกับสีของสภาพแวดล้อมได้อย่างแเี
ในเวลาเดียวกันนั้นมีร่างสีเทาของฉางเฟิงและร่างชายวัยกลางคนของลุงเซี่ยค่อยๆย่างกรายเข้ามา ไป๋เฉินแหงนหน้ามองก่อนจะผายมือไปยังตำแหน่งเก้าอี้หินอ่อนด้วยรอยยิ้มจางๆ "ฉางเฟิง ลุงเซี่ย นั่งลงก่อน"
ฉางเฟิงและลุงเซี่ยประสานมือก่อนจะนั่งลง
ไป๋เฉินเบือนสายตาพลางกล่าวถามด้วยรอยยิ้ม "ลุงเซี่ยมีข่าวใดๆเพิ่มเติมหรือไม่?"
ม้วนกระดาษแผ่นเล็กปรากฏในมือของลุงเซี่ย ก่อนจะอ่านออกเสียงอย่างชัดถ้อยชัดคำ "นายน้อย มีข่าวคราวว่ามีบุคคลจากตระกูลเ้าเมืองเทียนเฟิงกำลังเข้ามาในเมืองเทียนหยุน และเกรงว่าอาจจะมาถึงเมืองเทียนหยุนในวันพรุ่งนี้"
คิ้วของไป๋เฉินขมวดชนกัน ข่าวคราวที่ได้มานี้มิใช่เื่ที่ควรมองข้ามอีกต่อไป "พวกมันมากันกี่คน?"
ลุงเซี่ยเอ่ยตอบด้วยแววตาเย็นะเื "มีข่าวคราวว่ามากันสี่คน บุคคลแรกคือผู้าุโลำดับที่สอง บุตรชายของเ้าเมืองเทียนเฟิง และผู้ติดตามอีกสองคน"
ลุงเซี่ยและฉางเฟิงมีเครือข่ายข่าวสารพอๆกันกับหลิวอี้หลิว เพราะพวกเขาได้ออกเดินทางตามหาผู้ที่สังหารไป๋หนานเทียนตลอดสองปี หากจะกล่าวได้ว่าเขาได้วางเครือข่ายข้อมูลไว้ทั่วทั้งสี่เมือง
ไป๋เฉินเทชาลงถ้วยพลางถามต่อ "พวกท่านรู้วัตถุประสงค์การมาถึงของพวกมันหรือไม่?"
ลุงเซี่ยส่ายศีรษะเบาๆ "ข้าไม่แน่ใจเช่นกัน แต่มันเพิ่งจะออกเดินทางมาเมื่อเช้านี้"
หลังจากผ่านไปสิบลมหายใจไป๋เฉินยืนขึ้นมองไปยังทิศทางของเมืองเทียนเตี้ยนในขณะมีมือไพล่หลัง สีหน้าปรากฏร่องรอยของการครุ่นคิดอย่างหนัก "ในที่สุดปลาใหญ่ก็ปรากฏตัว... เช่นนั้นก็ดี ข้าได้ไม่จำเป็ต้องเดินทางไกล"
ฉางเฟิงที่ได้ยินรีบกล่าวเตือนด้วยสีหน้าเคร่งขรึม "แต่นายน้อย ท่านควรระวังตัวให้ดี ผู้าุโลำดับที่สองของพวกมันมีระดับการบำเพ็ญปราณลึกลับ การจะลงมือทำสิ่งใดเป็สิ่งที่ยากอย่างยิ่ง..."
"ข้าเข้าใจ ข้าเพียงแค่้ารู้จุดประสงค์การมาถึงของพวกมันเท่านั้น" ไป๋เฉินพยักหน้าอย่างเข้าใจ หากกลุ่มคนจากเมืองเทียนเฟิงเข้าสู่เมืองเทียนหยุนในขณะนี้ พวกมันต้องมีจุดประสงค์บางอย่างที่เขายังไม่รู้
'ขณะนี้เมืองเทียนหยุนเพิ่งจะสูญเสียกองกำลังไปมากมายไม่ว่าจะเป็ตระกูลหยาง กองกำลังของฉินฟงหรือแม้แต่กองโจรมายา หากจะกล่าวได้ว่าขณะนี้สถานการณ์ภายในของเมืองเทียนหยุนยังคงอ่อนแอ่ การที่พวกมันมาถึงหลังจากการต่อสู้ครั้งใหญ่ เกรงว่าพวกมันคงมิได้มาด้วยจุดประสงค์ดีเป็แน่' ไป๋เฉินลูบคางพลางไตร่ตรองในใจ
เขาพยายามจะอ่านวัตถุประสงค์ของพวกมันในมุมตรงกันข้าม แต่เขากลับไม่มีข้อมูลหรือมูลเหตุที่เป็แรงจูงใจเพียงพอในการมาถึงของพวกมัน
การที่สถานการณ์ดำเนินมาถึงขั้นนี้ เขาไม่สามารถคาดเดาสันนิษฐานได้จนกว่าพวกมันจะมาถึงเมืองเทียนหยุน แต่หากเป็เช่นนั้นคงยากที่เขาจะวางแผนรับมือไว้ล่วงหน้า
จู่ๆไป๋เฉินกลับหวนนึกบางอย่างขึ้นได้ 'ถูกต้อง! ฉางเอ๋อร์ถูกส่งมาจากเมืองเทียนเฟิง บางทีนางอาจจะรู้อะไรบางอย่าง!'
โดยไม่รอช้าเขาสะบัดอาภรณ์สีดำคลุมกายด้วยท่วงท่างดงาม เขากล่าวกับทั้งสองด้วยสุ้มเสียงทุ้มลึก "พวกท่านทั้งสองรออยู่ที่นี่ อีกไม่นานข้าจะกลับมา ส่วนเื่ของตระกูลฉิน ข้าจะมาจัดการหลังจากนี้"
เขาจำเป็ต้องมีข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจเสียก่อนที่พวกเมืองเทียนเฟิงจะมาถึง มิเช่นนั้นเขาอาจจะไม่ได้ประโยชน์จากการมาถึงของพวกมันแม้แต่น้อย
ฉางเฟิงและลุงเซี่ยพยักหน้าอย่างเข้าใจ พวกเขาทั้งสองยืนขึ้นและหายไปทางด้านหลังกระโจม
"พรึ่บ!"
ไป๋เฉินผงกศีรษะเบาๆ หน้ากากไหมสีดำปรากฏขึ้นสวมใส่อย่างเด็ดเดี่ยว รูม่านตาส่องแสงสีแดงโลหิตฉายแววแห่งความชั่วร้าย "ในที่สุด...พวกที่วางแผนสังหารไป๋หนานเทียนมาถึง ข้ารับค่าจ้างมาแล้วจะไม่ทำให้ภารกิจสำเร็จได้อย่างไร?"
.
.
.
ภายในกระโจมรกร้างใจกลางเมืองเทียนหยุน เผยให้เห็นร่างเพรียวบางสองร่างกำลังนั่งอย่างสงบเสงี่ยมหันหน้าเขาหากัน หนึ่งในนั้นคือฉางเอ๋อร์ที่ถอดหน้ากากจิ้กจอกแดงออกแล้ว ตรงหน้าของนางคือชิงเอ๋อร์นักฆ่าจิ้งจอกขาว!
ทั้งสองกำลังวางแผนการดำเนินการหลังจากที่รับรู้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตระกูลฉิน
ชิงเอ๋อร์มองหน้าฉางเอ๋อร์และกล่าวถามด้วยคิ้วที่ชนกัน "พวกเราจะลอบสังหารไป๋เฉินให้รู้แล้วรู้รอดเลยหรือไม่? พวกเราใช้เวลานานเกินไปในการสังหารชายหนุ่มแค่คนเดียวเช่นนี้"
ฉางเอ๋อร์สะดุ้งเบาๆ นางรีบกล่าวห้ามโดยพลัน "พี่สาว เกรงว่าการกระทำเช่นนั้นอาจจะไม่ก่อให้เกิดผลดี"
แววตาของชิงเอ๋อร์เปี่ยมไปด้วยความสงสัยที่ค่อยๆเพิ่มขึ้น
แต่นางกลับกล่าวถามเปลี่ยนหัวข้อ "ฉางเอ๋อร์ เมื่อเช้าเ้าหายไปไหนมา? ข้าตามหาเ้าไปทั่วแต่ไม่เจอสักที่"
ฉางเอ๋อร์ก้มหน้าลงอย่างกระสับกระส่าย "ข้าไปหาใครบางคน..."
"ใครบางคน-" ไม่ทันที่ชิงเอ๋อร์จะได้กล่าวจบ กลับมีแรงกดดันโหมกระหน่ำดุจดั่งการมาถึงของปีศาจจากขุมนรก!
"วู้ม!!!"
เหงื่อเย็นๆเริ่มไหลลงมาจากหน้าผากของชิงเอ๋อร์ นางที่กำลังตัวสั่นค่อยๆหันหน้าไปยังทิศทางของแรงกดดัน
"ตุบ"
"ตุบ"
"ตุบ"
"ตุบ"
เสียงฝีเท้ามั่นคงมาพร้อมกับแรงกดดันอันหนักหน่วง ั์ตาโลหิตส่องประกายแสงแห่งจิตสังหารกดข่มมาแต่ไกล! ทำให้หญิงสาวทั้งสองรู้สึกอึดอัดจนแทบจะหายใจไม่ออก
แต่จู่ๆั์ตาของฉางเอ๋อร์สว่างขึ้น นางเผลอโพล่งออกมาเสียงดัง "สามี!"
"แค่ก! แค่ก! แค่ก!" ไป๋เฉินที่วางมาดโเี้แทบจะสะดุดล้ม เขาสำลักน้ำลายอย่างรุนแรงราวกับเป็วัณโรค
'โอ้มายก็อด! ข้าไปเป็สามีนางั้แ่เมื่อใด!?'
'ทักข้าเช่นนั้นข้าจะเอาความน่าเกรงขามไปไว้ที่ใดกัน!?'
'แล้วข้าจะข่มขู่หญิงสาวอีกนางหนึ่งได้อย่างไร?'
