“นายท่าน”
เมื่อเห็นพ่อบ้านและจิ้งหยวนเดินมายังด้านหลังสวนของจวน หวางสื่อก็ก้าวขายาวๆ เข้ามาหา
“เกิดอะไรขึ้นรึ?” จิ้งหยวนก็ถามอย่างสงสัย ที่นี่นอกจากหวางสื่อแล้ว ก็ยังมีบ่าวใช้อีกสามคน ที่กำลังยืนล้อมอะไรบางอย่างอยู่ ก่อนที่หวางสื่อจะพูดออกมาว่า
“เรียนนายท่าน ขณะที่ข้ากำลังเข้านอน ข้าได้ยินเสียงบางอย่างแล้วเดินไปดู ก่อนจะเจอเข้ากับกลุ่มคนแปลกหน้าประสงค์ร้ายพยายามปืนกำแพงด้านหลัง คิดว่าพวกเขาต้องมาทำลายสวนแน่ๆ ข้าจึงลงมือแล้วขอให้บ่าวคนอื่นๆ เอาเชือกมามัด” หวางสื่อพูดแล้วผายมือไปที่ข้างโรงเก็บฟืน ก่อนจะพบกับกลุ่มชายชุดดำเจ็ดคนที่ถูกมัดไว้นอนหลับคล้ายเป็ลมหมดสติ
ซึ่งในจุดที่ไม่ห่างไกลจากคนเหล่านี้ ยังมีคบเพลิงและถังน้ำมันก๊าดที่หล่นอยู่ ดูเหมือนว่าคนเหล่านี้จะมาที่นี่เพื่อ้าวางเพลิง
เพราะด้านหลังอยู่ใกล้กับคลังสินค้าจำพวกแชมพู จนทำเอาจิ้งหยวนที่เห็นแบบนี้เกิดความโกรธ เพราะสำหรับการลุกไหม้ของไฟที่ไม่มีรถหรือมาตรการรับมือในยุคโบราณของโลกนี้
มันร้ายแรงจนหากติดไฟก็แทบจะไม่เหลืออะไรไว้ดูต่างหน้าเลย นอกจากฐานกิน ตัวเรือนล้วนแต่ทำมาจากไม้กับกระดาษหยาบ แค่มีประกายไฟแล้วลุกไหม้ก็เป็ไปได้ยากที่จะควบคุมเพลิง
ยิ่งหากเกิดขึ้นในยามดึกที่ผู้คนนอนเกือบหมด ทางการก็ปิดทำการไม่มีใครอยู่ มีคนเคาะยามบอกเวลาแต่ก็แค่เ้าหน้าที่ตัวเล็ก มีโอกาสสูงมากที่นอกจากทรัพย์สินจะเสียหายแล้ว แม้แต่ชีวิตของบ่าวและสาวใช้ที่พักอยู่ใกล้ๆ ก็อาจจะเสียชีวิตได้โดยไม่รู้ตัว
“เปิดหน้าพวกเขา”
คนทั้งเจ็ดคนที่นอนสลบอยู่ ล้วนแต่แต่งกายชุดดำสวมหมวกและใส่ผ้าปิดหน้า และทันทีที่บ่าวใช้ปลดผ้าปิดหน้าออก จิ้งหยวนก็คาดไม่ถึงว่าคนร้ายพวกนี้จะเป็จางฉิ โกซิงแล้วก็ฟางยี่ที่ถูกเขาทำร้ายเมื่อหลายวันก่อน ส่วนคนอื่นๆ เกินกว่าจะเป็คนธรรมดาแต่น่าจะเป็ทหารองครักษ์ของใครสักคน
ซึ่งกลุ่มที่พอจะเป็ไปได้ การก่อเหตุนี้คงจะเป็โจทก์เก่าของเขาอย่างรัชทายาทเป็แน่ที่สนับสนุนอยู่เื้ัในเื่นี้
การแก้แค้นแบบส่วนตัวสำหรับจิ้งหยวนไม่มีปัญหา แต่หากกล้าลากคนอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องด้วยมันคือสิ่งที่จิ้วหยวนไม่ชอบ
และเหมือนคนพวกนี้จะทำตัวเคยชินมีคนหนุนหลังจนเป็สันดาน ถึงทำให้พวกเขาริเริ่มกล้าก่อการใหญ่อย่างการวางเพลิง บุกเข้ามาในยามวิกาลแต่ดันมาเจอหวางสื่อที่นอนอยู่ในกระต๊อบเพิงหญ้าด้านหลัง แม้จะจัดห้องดีๆ ให้แต่หวางสื่อบอกว่าเขาคุ้นเคยกับกระต๊อบและหญ้าอุ่นเพราะมันนอนสบายกว่า
ตอนแรก เขาก็คิดว่าจะปล่อยองค์รัชทายาทให้มีชีวิตที่ดีไปสักหน่อย แต่ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายเริ่มก้าวขาล้ำเส้น จนจิ้งหยวนจะไม่รังเกียจเลยที่จะทำให้รัชทายาทและคนพวกนี้ได้รับบทเรียนครั้งใหญ่ เพื่อที่อีกฝ่ายจะได้ไม่ต้องทำตัวเอิกเกริกในตอนที่เขาไม่อยู่มาทำเื่ไม่ดีแบบนี้อีก
“หวางสื่อ”
“ขอรับ” เมื่อถูกจิ้งหยวนทัก หวางสื่อก็ขานรับตอบสนอง
“แน่ใจรึว่าเ้าไม่ทำเกินกว่าเหตุ?” จิ้งหยวนมองไปยังหนูเจ็ดตัวที่นอนอยู่ตรงพื้นแล้วถามขึ้น
“ไม่นะขอรับ” ”
“บ่าวแค่สะกิดเบาๆ เท่านั้น อาจเพราะพวกเขาอ่อนแอเกินไป เพียงหนึ่งฝ่ามือก็หลับกลางอากาศไม่ลุกขึ้นมาอีก” คนั์พูดขึ้นด้วยความซื่อ แต่พอจิ้งหยวนก้มมองมือใหญ่ๆ เท่าใบตาลที่เรียกว่าสะกิด สภาพคนที่โดนตบเขาก็เกือบจะคิดไปแล้วว่าคนพวกนี้น่าจะถูกรถสิบล้อพุ่งเข้าชน
“ต้าเซี่ยน เ้าพาคนไปดูของในคลังสินค้าว่ามีอะไรหายไปหรือเปล่า” จิ้งหยวนหันไปทางต้าเซี่ยนเพื่อขอให้เขาไปตรวจดูคลัง จากนั้นก็กลับมาบอกว่าไม่มีอะไรเสียหายนอกจากกลิ่นและคราบน้ำมันถูกเท
ถึงจะทันเวลาหยุดเื่ร้ายได้ แต่มันก็ยังคงทำให้จิ้งหยวนไม่พอใจ ก่อนที่เขาจะยืนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็กระซิบข้างหูให้ต้าเซี่ยนฟังคนเดียว ทำเอาเ้าตัวเบิกตากว้างไม่อยากจะเชื่อกับสิ่งที่นายของเขาบอก แต่เมื่อเห็นจิ้งหยวนพยักหน้ายืนยันอย่างหนักแน่น ต้าเซี่ยนก็ยกมือเกาหัว แล้วเดินเรียกบ่าวชายสองสามไปทำตามที่นายของเขาบอกมา
ส่วนจิ้งหยวนที่มองต้าเซี่ยนกลับไปที่คลังสินค้าทำภารกิจที่ได้รับมอบหมาย เขาก็หันไปหาหวางสื่อแล้วพูดว่า
“เื่ทางนี้พ่อบ้านและคนที่เหลือจะจัดการเอง”
“ส่วนเ้าแบกคนทั้งหมดแล้วตามข้ามา”
จิ้งหยวนพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่เย็นเฉียบ ก่อนที่เขาและหวางสือจะหายตัวไป ไม่ใช่เื่ลำบากที่จะยกคนทั้งเจ็ดขึ้นบ่า เพราะขนาดสิงโตหินหนักเป็ตันหวางสื่อยังยกได้ ก่อนที่หลังจากนั้นทั้งคู่จะพากันกลับมาที่จวนเพื่อเข้านอนเหมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาก่อน
เช้าวันใหม่ที่ท้องฟ้าแจ่มใส่
ผู้คนมากมายเริ่มออกมาเดินตามถนนใหญ่กลางเมืองหลวง
สำหรับยุคนี้ มีกฏว่ายามค่ำคืนห้ามเดินเพ่นพ่าน มิฉะนั้นจะถูกทางการจับ
ตอนแรก ผู้คนก็พากันเดินตามถนนตามกิจวัตรประจำวันของพวกเขา จนเมื่อคนเริ่มเยอะขึ้น ก็มีใครบางคนสั่งเกตว่าที่ลานหน้าเมืองมีบางอย่างผิดปกติ
จุดๆ หนึ่งมีการเกาะกลุ่มคล้ายจะมุงดูอะไรสักอย่างที่น่าสนใจ พอแหวกฝูงชนเต็มไปด้วยอยากรู้อย่างเห็น ก็พากันผงะเล็กน้อยเมื่อคนที่เบียดเข้ามาเจอเข้ากับพวกกลุ่มวิตถารจำนวนเจ็ดคน ที่พากันยืนเปลือยนุ่งผ้าเตี่ยวกอดกันอยู่กลางทางเข้าถูกมัดไว้ที่เสาหน้าประตูเมือง
สายลมเย็นคู่หนึ่งพัดผ่านก้นที่เปลือยเปล่าจนเย็นวาบ จางฉิและสหายอีกสองคนพร้อมองครักษ์คนอื่นๆ ก็ค่อยๆ ตื่นได้สติ แต่เมื่อพวกเขาลืมตามองดูโลก
คนทั้งเจ็ดก็ใมาก ที่พบว่าพวกเขากำลังถูกผู้คนขว้างไข่เน่าและเศษผักมาใส่ จนทำเอาพวกเขาเต็มไปด้วยความละอายใจไม่กล้าเงยหน้า เคราะห์ดีที่ไข่เน่าและเศษผักพวกนี้ได้เปอะเปื้อนไปทั่วทั้งตัว ทำให้ไม่มีผู้ใดรู้ว่าพวกเขาคือลูกหลานของตระกูลขุนนาง
ที่สำคัญคือ เหมือนว่าพวกเขาถูกเชือกเส้นโตมัดไว้จนขยับไม่ได้ จนทั้งเจ็ดจะพากันตัดสินใจแสร้งทำเป็หมดสติต่อไป ไม่กล้าเงยหน้าให้ฝูงชนได้เห็น
ไม่รู้ว่าเวลาแห่งการสาปแช่งนานแค่ไหน ในที่สุดก็มีคนรายงานเื่นี้ไปยังทางการ จนทำให้หน่วยงานมือปราบหวงต้องรีบเข้ามาดูแล
จนเมื่อหัวหน้ามือปราบมาถึงที่เกิดเหตุ แล้วเห็นภาพที่น่าขยะแขยงและอุบาทว์ตาเบื้องหน้า เขาก็ได้แต่ยิ้มออกมาอย่างข่มขืน ที่คดีแรกของวันกลายเป็ว่าเขาต้องมาจัดการกับพวกวิตถารชอบแก้ผ้าโชว์ก้นตากหมอกในตอนเช้าตรู่
“มือปราบ..จิน ขอเสื้อผ้าให้พวกเราหน่อยได้หรือไม่?”
“หือ!! เ้ารู้จักข้าด้วยเช่นนั้นรึ?”
เมื่อสั่งให้ทหารตัดเชือกและนำคนทั้งเจ็ดลงมาเตรียมจะโยนใส่กรงบนรถม้า หัวหน้ามือปราบก็รู้สึกประหลาดใจมิใช่น้อย ที่หนึ่งในพวกวิตถารเหล่านี้รู้จักตัวตนของเขา
“ท่านจิน ข้าเอง ข้าคือจางฉิไง”
จางฉิ?
เฮ้!!มนุษย์วิตถาร เ้ากำลังล้อข้าเล่นอยู่หรือเปล่า?
หลานชายของเสนาบดีจางจะมาถูกจับแก้ผ้ามัดเสาและโดนปาไข่ที่หน้าเมืองหลวงได้อย่างไร?
“ทะ…ท่านคือนายน้อยจางจริงๆ รึ?”
มือปราบจินก็ถามออกมาอีกรอบเพื่อความแน่ใจ แต่ก่อนที่เขาจะได้คำตอบ มือปราบคนอื่นที่จับกุมคนเหล่านี้ก็เข้ามากระซิบว่าในกลุ่มนี้ไม่ใช่แค่จางฉิเท่านั้น แต่ยังมีฟางยี่ โกซิง แล้วก็ทหารองครักษ์ประจำวังเฉวียนขององค์รัชทายาทอยู่ด้วย
ตอนแรก เขาก็คิดว่าจะส่งมนุษย์สติไม่ดีพวกนี้เข้าคุกโดยไม่ต้องไต่สวน แต่หลังจากที่ได้ยินว่าคนทั้งสามคือลูกหลานตระกูลใหญ่ แถมอีกสี่คนก็ยังมาจากวังเฉวียนขององค์รัชทายาท เขาก็ได้แต่ยอมแพ้แล้วส่งคนไปที่วังไท่ชวี ปล่อยให้องค์จักรพรรดิเป็ผู้ตัดสินความผิดคดีนี้ด้วยพระองค์เอง
