ด้วยแผนการที่คิดว่าจะประสบผลสำเร็จ เส้าเหยี่ยนเสียงจึงปล่อยให้คนสนิทไปจัดการตามคำสั่ง ส่วนตนเองเพียงแค่นั่งรอให้ถึงเวลาสำคัญ ค่อยแสดงตัวเป็วีรบุรุษผู้กล้าหาญเสี่ยงชีวิตไปช่วยสาวงาม
เจียหงที่มาขอคนจากเิปู้ติดตามตนเองไปสามคน ในวันถัดมาก็เริ่มลงมือด้วยการดักรออยู่ใกล้ประตูจวนไป๋ คิดจะถามเื่ของไป๋เล่อฉิงกับบ่าวไพร่ด้านหน้า แต่บังเอิญไป๋เล่อฉิงที่วันนี้ติดตามพี่สาวคนรองไปยังร้านขายผ้า เดินออกมาขึ้นรถม้าเสียก่อนเจียหงจึงได้รับรู้ถึงสถานที่ที่นางจะไปในวันนี้
“พี่หญิงรองเ้าคะฉิงเอ๋อร์จะไปช่วยท่านที่ร้านผ้าเพียงครึ่งวันได้หรือไม่เ้าคะ” ไป๋เล่อฉิงขึ้นรถม้าได้ก็รีบออดอ้อนไป๋เหม่ยหลินทันที
“หือ เหตุใดวันนี้ฉิงเอ๋อร์ถึงอยากช่วยเพียงครึ่งวันเล่าพอจะบอกพี่หญิงรองได้ไหม”
“ฉิงเอ๋อร์ได้ยินมาว่าในยามบ่ายที่ร้านเยว่ฮวาโหลวมีขนมชนิดใหม่มาวางขาย จึงอยากไปต่อแถวซื้อกลับไปฝากทุกคนที่จวนเ้าค่ะ”
ไป๋เหม่ยหลินส่ายหน้าอย่างรู้ทันความคิดของน้องสาว นอกจากการไปต่อแถวซื้อขนมแล้วคงอยากไปเดินเล่นอย่างที่เคยทำ
“ได้ ๆ ๆ เ้าจะไปซื้อขนมที่ร้านโปรดก็ย่อมได้ แต่ต้องมีบ่าวติดตามเ้าไปเพิ่มอีกสองคนนะ การที่เ้าต้องมีคนติดตามเพิ่มย่อมรู้ดีอยู่แก่ใจ อย่าได้รำคาญพวกเขาเพราะความปลอดภัยของเ้าต้องมาเป็อันดับแรก และนี่เป็คำสั่งจากท่านพ่อกับพี่ใหญ่ถ้าเ้าดื้อดึงจะอดออกจากจวน”
“ฉิงเอ๋อร์ไม่คิดดื้อรั้นกับความห่วงใยของพวกท่านหรอกเ้าค่ะ ขอบคุณพี่หญิงรองที่เข้าใจฉิงเอ๋อร์พวกเรารีบไปที่ร้านกันเถิดนะ” ไป๋เล่อฉิงรับปากพี่สาวคนรองอย่างอารมณ์ดี
“รุ่ยิ่ไปที่ร้านผ้าได้แล้ว”
“เ้าค่ะคุณหนูรอง”
ภายหลังเห็นว่ารถม้าของตระกูลไป๋เคลื่อนตัวออกไปแล้ว เจียหงจึงพาลูกน้องแยกไปดักรอไป๋เล่อฉิงที่ร้านขนมเยว่ฮวาโหลว เพื่อทำตามแผนของเ้านายให้สำเร็จ
ทางด้านโจวเหวินหลงและโจวฉีิได้ขี่ม้าออกนอกเมืองหลังยามเฉิน โดยมีรถม้าคันใหญ่วิ่งตามออกไปห่าง ๆ พวกเขาต้องไปตรวจสอบเสียก่อนว่ามีอารามร้างอยู่จุดใดบ้าง จะได้ไม่ลงมือผิดพลาดยามช่วยเหลือไป๋เล่อฉิง
ส่วนเป้าหมายที่สนุกกับการช่วยงานของพี่สาวคนรองก็รอจนใกล้ถึงเวลาที่ตนรอคอย จึงได้เอ่ยขอตัวออกจากร้านผ้าพร้อมกับจิ่งฟางและบ่าวชายอีกสองคน
เนื่องจากร้านขนมเยว่ฮวาโหลวเป็ร้านขึ้นชื่อของเมืองหลวง ยามมีขนมชนิดใหม่ออกมาวางขายจะมีลูกค้ามากกว่าทุกวัน เพราะชาติก่อนไม่มีเหตุการณ์ลักพาตัวไป๋เล่อฉิงถึงได้แยกไปต่อแถวเพียงลำพัง นั่นจึงเปิดโอกาสให้พวกของเจียหงลงมือได้สะดวก
หมับ! “อย่าส่งเสียงเรียกบ่าวรับใช้พวกนั้นเด็ดขาด เพราะมีดในมือของข้าไม่มีตาอาจแทงเข้าไปในเนื้อของท่านได้ เดินออกจากแถวไปเงียบ ๆ”
ไป๋เล่อฉิงใกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตน และกลัวว่าบุรุษที่ถือมีดจ่ออยู่ด้านหลังจะทำอย่างที่พูด นางจำต้องทำตามคำสั่งอย่างไม่เต็มใจนัก เพียงแค่พ้นกลุ่มลูกค้าจำนวนมากร่างของไป๋เล่อฉิงก็หมดสติทันที
เจียหงรีบอุ้มร่างบางไปวางบนรถม้าที่เตรียมไว้และสั่งให้ลูกน้องพาไปยังอารามร้างนอกเมืองอย่างรวดเร็ว ส่วนจิ่งฟางกับบ่าวชายทั้งสองกว่าจะรู้คุณหนูของตนหายไป ก็ต่อเมื่อซื้อขนมที่ไป๋เล่อฉิงชื่นชอบเสร็จเรียบร้อยแล้ว
จิ่งฟางยืนรออยู่นานจนบ่าวอีกสองคนเดินมาสมทบ ก็เริ่มถามว่าพวกเขาถึงเ้านายของตน “อาเผิง อาติง พวกเ้าเห็นคุณหนูสี่หรือไม่”
“ข้าไม่เห็นคุณหนูสี่นะจิ่งฟางเ้าไม่ได้ออกมาพร้อมกับคุณหนูสี่หรือ”
“นั่นน่ะสิ ข้าออกมาคนสุดท้ายก็ไม่เห็นคุณหนูสี่เช่นกัน”
“ข้าไม่เห็นส่วนพวกเ้าก็ไม่เห็นแล้วคุณหนูสี่จะหายไปที่ใดได้ล่ะ” จิ่งฟางเริ่มรู้สึกใจคอไม่ดีขึ้นมาเสียแล้ว
อาเผิงเกรงว่าจะเกิดเื่ไม่ดีกับบุตรสาวเ้านายเขารีบบอกให้ช่วยกันตามหาไป๋เล่อฉิง หากเป็อย่างที่คิดจวนตระกูลไป๋คงวุ่นวายอีกครั้งเป็แน่
“จิ่งฟาง อาติง พวกเราแยกกันไปตามหาคุณหนูสี่กันเถิด ถ้าคุณหนูสี่หายไปคงกลายเป็เื่ใหญ่กว่าการล้มป่วยแน่ ๆ”
“ใช่ ๆ ๆ ข้าเห็นด้วยกับเ้าอาเผิง เราแยกกันไปตามหาอย่าลืมถามชาวบ้านด้วยนะว่าเห็นคุณหนูสี่หรือไม่ แล้วกลับมาเจอกันที่นี่อีกครั้ง”
“เอาตามนี้ไปเร็วเข้า”
ทั้งสามคนแยกย้ายกันไปตามหาไป๋เล่อฉิง แม้แต่บริเวณที่อยู่ใกล้ ๆ กับเยว่ฮวาโหลวก็ไม่พบ ถามชาวบ้านละแวกนั้นพวกเขาต่างก็สายหน้า ในที่สุดเื่ใหญ่ก็เกิดกับตระกูลไป๋อีกครั้งจนได้
“จิ่งฟางพวกเรารีบกลับไปรายงานนายท่านเถิด หากชักช้าเกรงว่าคุณหนูสี่อาจเป็อันตรายได้”
“เ้าพูดถูกพวกเรารีบกลับจวนไปรายงานนายท่านกัน”
จิ่งฟางไม่กล้าชักช้านางเร่งฝีเท้าจากสาวเท้าเร็ว ๆ เป็วิ่งทันที เพราะการตามหาไป๋เล่อฉิงจำเป็ต้องใช้กำลังคน หากมัวแต่อ้อยอิ่งอาจตามหาคนไม่พบก็เป็ได้
ยามนี้คนที่ถูกลักพาตัวยังคงนอนหมดสติอยู่รถม้าคันเล็ก ๆ ที่เจียหงนำพาออกมานอกเมืองหลวงแล้ว และส่งคนกลับไปรายงานเ้านายที่จวน เพื่อจะได้ทำตามแผนและกลับเข้าเมืองก่อนประตูจะปิด
เพียงแต่ที่อารามร้างที่เจียหงจะนำตัวไป๋เล่อฉิงไปที่นั่น ยามนี้กลุ่มของโจวเหวินหลงได้ดักซุ่มอยู่ไม่ไกล จนเห็นรถม้าเก่า ๆ คันหนึ่งวิ่งเข้าไป สุดท้ายตามด้วยร่างบางที่ถูกเจียหงอุ้มลงมาจากรถม้าในสภาพหมดสติ
“พี่ใหญ่นั่นมัน...”
โจวเหวินหลงแม้ว่าในใจยามนี้จะมีโทสะ แต่เขายังสามารควบคุมมันไว้ได้เนื่องจากยังไม่ถึงเวลาลงมือ “รออีกประเดี๋ยวให้พวกมันพาฉิงเอ๋อร์เข้าไปด้านในเสียก่อนพวกเราค่อยลงมือ”
“ทราบแล้วขอรับพี่ใหญ่”
ไป๋เล่อฉิงถูกเจียหงวางร่างของนางลงกับพื้นอย่างไม่เบามือนัก เมื่อร่างกายกระทบกับพื้นแข็ง ๆ นั่นจึงเป็การเรียกสติของนางให้กลับมา พอลืมตาก็พบว่าทั้งมือและเท้าถูกมัดเอาไว้อย่างหนาแน่น
ยามคิดจะมองหาทางหนีทีไล่ก็เห็นเพียงบุรุษปิดหน้าสามคน ที่ดวงตาดูดุร้ายและนั่นไป๋เล่อฉิงย่อมรับรู้ถึงอันตรายได้เป็อย่างดี แม้จะพยายามระงับความหวาดกลัวแต่น้ำเสียงที่พูดออกไปก็ยังสั่นอย่างเห็นได้ชัด
“พะ พะ พวกเ้าจับตัวข้ามาทำไม หรือคิดจะเรียกเงินจากท่านพ่อท่านแม่ของข้างั้นรึ”
“หึ คุณหนูผู้ร่ำรวยอย่างท่านมีเงินทองมากมาย แค่แบ่งมาให้พวกข้าใช้สักเล็กน้อยจะเป็อันใดไป”
ไป๋เล่อฉิงยังคงรวบรวมความกล้าพูดถึงความถูกต้องกับสามคนตรงหน้า “แต่นี่มันไม่ถูกต้องพวกเ้าอยากได้เงินควรทำงานหามันด้วยตนเอง มิใช่จับคนมาเพื่อเรียกร้องเงินจากคนในครอบครัวเช่นนี้ พวกเ้าไม่กลัวจะถูกลงโทษหากทางการตามมาจับตัวได้งั้นหรือ”
เจียหงไม่อยากให้ไป๋เล่อฉิงส่งเสียงดังจึงสั่งห้ามลูกน้องของตน หากมีใครเดินทางผ่านมาได้ยินจะทำให้แผนการของเ้านายพังพินาศได้ และตนอาจต้องรับโทษหนักจากนายท่านอีกทอดหนึ่ง
“พวกเ้าสองคนอย่าได้ต่อล้อต่อเถียงกับนาง ส่วนเ้าเองก็อยู่เงียบ ๆ อย่าพูดให้มากนักถ้าไม่อยากเสียโฉมก็เงียบปากไปซะ!”
“ขอรับลูกพี่”
ไป๋เล่อฉิงรีบปิดปากตนเองและนั่งขดตัวก้มหน้าลงไปเช่นเดิม นางไม่รู้ว่าคนทั้งสามเป็โจรมาจากที่ใดเพราะไม่เคยได้ยินว่าในเมืองหลวง จะมีใครกล้าลงมือลักพาตัวของนางท่ามกลางผู้คนมากมายเช่นนี้
ขณะที่เจียหงนั่งรอให้เส้าเหยี่ยนเสียงมาเล่นงิ้วเป็วีรบุรุษช่วยสาวงาม กลับมีคนกลุ่มหนึ่งปิดหน้าด้วยผ้าสีดำเช่นเดียวกับตนบุกเข้ามา เนื่องจากไม่คิดมาก่อนว่าจะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน แต่เจียหงจำเป็ต้องต่อสู้เพื่อปกป้องชีวิตของตนเอง
พรึบ! พรึบ! ชิ้ง ชิ้ง
“ถ้ายังฉลาดและไม่อยากตายก็วางอาวุธลง พวกข้าอาจใจดีปล่อยพวกเ้าไป” โจวฉีิะโนำเข้ามาและใช้ดาบชี้ไปยังเจียหงพร้อมคำเตือน
“ข้าว่าพวกเ้ามาทางไหนก็กลับไปทางนั้นเสียเถิด อย่ายื่นมือเข้ามายุ่งเื่ของผู้อื่นจะดีกว่าก็แค่สตรีเพียงคนเดียว ไม่มีค่าอันใดมากมายให้พวกเ้าใส่ใจ” เจียหงชี้ดาบกลับไปทางโจวฉีิและกล่าวเป็นัย ๆ อย่างเย่อหยิ่ง
โจวเหวินหลงเพียงแค่ได้ยินเจียหงกล่าวว่าไป๋เล่อฉิงไม่มีค่า โทสะที่ยังคุกรุ่นอยู่จึงปะทุขึ้นมาอย่างรุนแรงอีกครั้ง นั่นจึงเป็ที่มาของคำสั่งจากน้ำเสียงอันดุดัน และมันยังทำให้ไป๋เล่อฉิงที่กำลังสั่นกลัว รีบเงยหน้ามองหาเ้าของน้ำเสียงทันที
“ช่างกล้าพูดออกมาได้ว่านางเป็คนไม่มีค่า พวกเ้าสามคนลงมือจัดการเถิดแต่อย่าให้ถึงตาย รอผู้บงการมาถึงค่อยทรมานพวกมันพร้อมกัน”
“ขอรับ!”
‘เสียงนั่น...’
โจวเหวินหลงปล่อยให้น้องชายกับคนสนิททั้งสองจัดการพวกเจียหง ส่วนตัวของเขานั้นเดินเลี่ยงไปหาไป๋เล่อฉิงอย่างรวดเร็ว เพียงเห็นว่าใบหน้าอันนวลเนียนมีร่องรอยเปรอะเปื้อน ก็ยิ่งเพิ่มความโกรธที่มีต่อเส้าเหยี่ยนเสียง
แต่สิ่งที่กระตุ้นให้โจวเหวินหลงอยากสังหารเส้าเหยี่ยนเสียงกลับเป็รอยแดงที่ข้อมือและข้อเท้า ซึ่งเกิดจากการถูกเชือกมัดเอาไว้อย่างแ่า
“นี่ท่าน...”
“ฉิงเอ๋อร์ไม่ต้องกลัวพี่มาช่วยเ้าแล้ว ไม่ต้องห่วงนะคนชั่วพวกนี้สู้คนของพี่ไม่ได้หรอก มา...พี่จะพาเ้าออกไปรอยังที่ปลอดภัยด้านนอก”
ไป๋เล่อฉิงยังค้นหาเสียงของตนเองไม่เจอ และไม่รู้ว่าควรพูดหรือตั้งคำถามกับบุรุษที่กำลังอุ้มนางไว้ในอ้อมแขนอย่างเบามืออย่างไร เพราะนางยังคงใกับน้ำเสียงของบุรุษผู้นี้ที่เรียกชื่อของนางอย่างสนิทสนม
