ซ่งหลินก้าวเท้าเข้ามาในถ้ำหลอมประดิษฐ์ด้วยฝีเท้าเร่งร้อน มันไม่รอให้ไป๋หยุนเฟยเอ่ยปากถามก็กล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “หยุนเฟย เ้าตามข้าไปที่ยอดเขาอุดรในบัดดล เกิดเื่ขึ้นแล้ว”
นี่เป็ครั้งแรกที่ไป๋หยุนเฟยได้เห็นซ่งหลินแสดงสีหน้าจริงจังเช่นนี้ หลังจากชะงักไปชั่วครู่จึงเอ่ยถามขึ้น “พี่ซ่ง เกิดอะไรขึ้น?”
“อย่าเพิ่งถามเลย รีบตามข้ามาก่อนเถอะ ท่านอาจารย์และเหล่าผู้าุโต่างรอคอยเ้าอยู่” ซ่งหลินไม่ได้ตอบคำถามของมัน เพียงกล่าวออกมาประโยคหนึ่งอย่างร้อนรน จากนั้นจึงหันหลังเดินออกไป
ไป๋หยุนเฟยจึงไม่กล้าชักช้า รีบลุกขึ้นเก็บกระถางหลอมประดิษฐ์แล้วติดตามออกไปทันที
ทั้งสองคนเร่งฝีเท้าเดินทางอย่างเร่งร้อน เพียงไม่นานก็ผ่านยอดเขาประมุขของสำนักจนไปถึงยอดเขาอุดร ไป๋หยุนเฟยติดตามซ่งหยินลัดเลาะไปตามถนนขึ้นสู่้า สุดท้ายก็มาถึงสวนแห่งหนึ่งซึ่งมันไม่เคยเหยียบย่างเข้ามา เมื่อเดินไปถึงใจกลางสวนก็เห็นอาคารเล็กตั้งอยู่ ภายในห้องมีโค่วฉางคง ผู้าุโใหญ่และผู้าุโที่สองรออยู่ก่อนแล้ว ยังมีอดีตเ้าสำนักจื่อจินก็อยู่ด้วย สีหน้าของทุกคนไม่สู้ดีนัก ทั้งหมดกำลังสนทนากันอย่างแ่เบา
“ท่านอาจารย์ พวกข้ามาถึงแล้ว” ซ่งหลินคารวะโค่วฉางคงและคนอื่นๆ จากนั้นจึงหลบไปยืนที่ด้านข้าง
“หยุนเฟยคารวะท่านอาจารย์ ศิษย์พี่ และผู้าุโทั้งสอง” ไป๋หยุนเฟยคารวะทุกคน จากนั้นจึงถามด้วยความสงสัย “ท่านอาจารย์ เกิดอะไรขึ้นกันแน่...”
จื่อจินพยักหน้าแก่มันเล็กน้อย จากนั้นจึงกล่าวด้วยเสียงทุ้มหนัก “หยุนเฟย ศิษย์พี่สามของเ้าเกิดเื่แล้ว”
“ศิษย์พี่สาม?” ไป๋หยุนเฟยงงงันวูบ จากนั้นจึงนึกขึ้นได้ “ท่านอาจารย์หมายถึงศิษย์พี่เจียงฟ่าน? เขาเป็อะไร?”
กับศิษย์พี่ที่เคยยื่นมือช่วยเหลือหรือจะเรียกว่าเคยช่วยชีวิตผู้นี้ ไป๋หยุนเฟยเคยครุ่นคิดว่าครั้งต่อไปที่พบหน้ากันจะชี้แจงกับอีกฝ่ายอย่างไรเื่จังหวะเวลาเข้าสำนักที่คลาดเคลื่อนไป แต่ว่ามันเข้าสำนักมาครึ่งปีแล้วกลับไม่เห็นอีกฝ่ายกลับมา คิดไม่ถึงว่าวันนี้จะได้รับข่าวคราว มิหนำซ้ำยังเป็ข่าวว่าเกิดเื่ขึ้นกับเจียงฟ่านแล้ว
จื่อจินกล่าวว่า “รายละเอียดที่แน่ชัดยังไม่มีผู้ใดทราบ แต่ว่าเจียงฟ่านยามนี้กำลังตกอยู่ในสถานการณ์เลวร้าย เกรงว่าจะมีอันตรายถึงชีวิต”
“เอ๊ะ?” ไป๋หยุนเฟยเริ่มบังเกิดความสับสนงุนงง ในเมื่อไม่ทราบว่าเกิดเื่อันใด แล้วไฉนจึงทราบว่าเจียงฟ่านตกอยู่ในอันตราย?
เห็นท่าทีอันสงสัยของมัน จื่อจินจึงสะบัดมือนำของสิ่งหนึ่งออกมา มันคือป้ายหยกโปร่งใสขนาดเท่าฝ่ามือ ป้ายหยกนี้คล้ายกับผลึกใสมีกลุ่มเพลิงดวงเล็กอยู่ภายใน เปลวไฟเรืองรองส่องประกายสีแดงฉานพลิ้วสะบัดราวกับจังหวะเต้นของหัวใจ เพียงแต่แม้ครึ่งล่างจะมีแสงสีแดงกระพริบวาบ แต่ครึ่งบนนั้นกลับมืดมนไร้แสง
“สิ่งนี้เรียกว่า‘ป้ายหยกบ่งชีวิต’ สร้างมาจากวัสดุพิเศษและผ่านการหลอมประดิษฐ์ด้วยกระบวนการอันพิสดาร พลังของมันก็เป็ตามชื่อ มันเป็วัตถุิญญาที่สามารถสะท้อนพลังชีวิตของมนุษย์ได้ ส่วนที่สว่างของหยกจะแทนความเข้มแข็งของพลังชีวิตเ้าของ หากสว่างกว่าแปดส่วนถือว่าปกติ แต่หากต่ำว่าหกส่วนจะหมายถึงได้รับาเ็สาหัสหรืออาจได้รับอันตรายถึงชีวิต หากว่าหยกมืดดับหรือแตกเป็เสี่ยงก็หมายความว่าเ้าของเสียชีวิตแล้ว” จื่อจินอธิบายให้ไป๋หยุนเฟยฟังรอบหนึ่งอย่างรวดเร็ว หลังจากหยุดไปชั่วครู่จึงกล่าวต่อ “และป้ายหยกนี้คือป้ายหยกบ่งชีวิตของเจียงฟ่าน...”
ป้ายหยกบ่งชีวิตนี้สว่างเพียงครึ่งเดียว นั่นหมายความว่าอย่างไร ไม่ต้องบอกก็เข้าใจได้
นี่เป็ครั้งแรกที่ไป๋หยุนเฟยได้ยินและได้เห็นวัตถุิญญาที่น่าอัศจรรย์เช่นนี้ แล้วมันก็ยื่นมือรับป้ายหยกบ่งชีวิตมาจากมือจื่อจิน
“ไอเทมพิเศษ”
“ระดับไอเทม: นภาระดับต่ำ”
“คุณสมบัติธาตุ: ไม่มี”
“ผลกระทบพิเศษ 1: สามารถสะท้อนพลังชีวิตเ้าของไอเทมชิ้นนี้”
“ผลกระทบพิเศษ 2: สามารถบ่งบอกตำแหน่งเ้าของอุปกรณ์ชิ้นนี้”
“พลังชีวิต: 49%”
“ไม่สามารถอัพเกรดได้”
ชั่วขณะที่มือััถูกป้ายหยกบ่งชีวิต ไป๋หยุนเฟยก็เพ่งความคิด แล้วแถบข้อมูลยาวเหยียดก็ปรากฏขึ้นในห้วงความคิด
“ไอเทมพิเศษ... เหมือนกับศิลาอัพเกรดที่เป็ไอเทมพิเศษเช่นกัน!”
ดวงตาไป๋หยุนเฟยทอประกายวูบ จากนั้นจึงรีบข่มความตื่นเต้นในใจลง เมื่อเงยหน้าขึ้นมองจื่อจินสีหน้ามันก็เคร่งขรึมขึ้นอีกหลายส่วน แล้วไป๋หยุนเฟยก็เอ่ยปากถามขึ้น “ศิษย์พี่เจียงฟ่านตกอยู่ในอันตราย ถ้าเช่นนั้นพวกเราต้องไปช่วยเหลือกระมัง?”
จื่อจินพยักหน้ากล่าวว่า “หากว่าเป็การฝึกปรือตามปกติแล้วเกิดความผิดพลาด หรือเกิดอันตรายเพียงชั่วขณะ ก็สมควรฟื้นฟูกลับมาเป็ปกติโดยเร็ว แต่ป้ายหยกของเจียงฟ่านบ่งบอกว่าพลังชีวิตอ่อนแอลงตลอดั้แ่ยามค่ำเมื่อวาน มิหนำซ้ำยังไม่มีวี่แววว่าจะฟื้นฟูเป็ปกติ เกรงว่ายามนี้คงจะตกอยู่ในสถานการณ์คับขัน พวกข้าปรึกษากันแล้วและตัดสินใจจะออกไปช่วยเหลือ”
“ท่านอาจารย์เรียกข้ามาที่นี่ หรือว่า...”
จื่อจินพยักหน้ากล่าวว่า “มิผิด หยุนเฟย ยามนี้เ้าเป็คนของสำนักช่างประดิษฐ์ มิหนำซ้ำยังเป็ศิษย์สายตรงของข้า แม้เื่ในสำนักหลายเื่ เ้าจะยังไม่อาจมีส่วนร่วม แต่เื่บางเื่ก็ต้องบอกให้เ้ารับทราบเอาไว้ อีกอย่างเจียงฟ่านเป็ศิษย์พี่ร่วมสำนักที่เ้ายังไม่เคยได้พบหน้า ครั้งนี้... อาจารย์จึงคิดจะให้เ้าได้ออกไปช่วยเหลือเจียงฟ่านด้วย”
แม้จะพอคาดเดาได้แล้ว แต่ไป๋หยุนเฟยยังอดที่จะตื่นตะลึงไม่ได้ มันเข้าสำนักมาได้ครึ่งปี แม้จะก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว แต่หากนำไปรวมกับกลุ่มศิษย์หัวแถวแล้ว เกรงว่ายังไม่อาจเทียบชั้นได้ ส่วนเจียงฟ่านแม้เป็ถึงผู้เข้มแข็งแห่งด่านเอกะิญญาแต่ยังตกอยู่ในสถานการณ์คับขันได้ แล้วการส่งมันไปจะสามารถช่วยเหลือได้หรือ?
จื่อจินเห็นท่าทีลังเลสงสัยของมันจึงยิ้มพลางกล่าวว่า “ฮ่า ฮ่า แน่นอนว่าข้าย่อมไม่ให้เ้าไปเพียงลำพัง พวกข้าตัดสินใจให้ผู้าุโใหญ่นำเ้ากับซ่งหลินติดตามไปด้วย ครั้งนี้ถือว่าเป็การออกไปหาประสบการณ์ ขอเพียงเ้าทำตามคำสั่งผู้าุโใหญ่ ย่อมรับประกันความปลอดภัยของตัวเ้าได้ ระหว่างนั้นก็เรียนรู้และหาประสบการณ์ให้เต็มที่”
ที่แท้ผู้าุโใหญ่ก็ไปด้วย เช่นนั้นก็ไม่มีปัญหาแล้ว เมื่อมียอดฝีมือระดับราชันิญญาเป็ผู้นำ เช่นนั้นก็แทบไม่มีที่ให้ไป๋หยุนเฟยลงมือแล้ว นี่เป็การถือโอกาสให้ผู้าุโคอยคุ้มครองพาออกไปเปิดหูเปิดตาเท่านั้นเอง
อีกอย่าง เมื่อมีผู้าุโใหญ่ออกหน้า เชื่อว่าอันตรายของเจียงฟ่านคงคลี่คลายลงโดยง่าย --- ชนชั้นราชันิญญา หากเป็ตระกูลระดับกลางต้องมีาุโระดับบรรพบุรุษของตระกูลแล้ว หากไม่มีเหตุการณ์คับขันก็จะเก็บตัวฝึกปรืออย่างสงบ ไม่ยอมปรากฏตัวออกมาโดยง่าย
ไป๋หยุนเฟยใคร่ครวญแล้วจึงถามขึ้น “ถ้าเช่นนั้น... พวกเราจะออกเดินทางเมื่อใด?”
ผู้าุโใหญ่เซียวปินจื่อกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มหนัก “ในบัดดล!”
ไป๋หยุนเฟย: “......”
……
ในสวนขนาดเล็กนั้น ระหว่างที่เซียวปินจื่อเดินนำหน้าออกไป ก็กล่าวกับซ่งหลินและไป๋หยุนเฟยที่ด้านหลังว่า “ซ่งหลินวัตถุิญญาเหินบินของเ้าช้าเกินไป ข้าจะพาพวกเ้าสองคนไปเอง!”
ไป๋หยุนเฟยตกตะลึง --- จะบินไปจริงหรือ?!
ระหว่างที่เซียวปินจื่อกล่าววาจา มือขวาก็สะบัดไปเบื้องหน้า แล้วกระบี่ยาวที่แผ่แสงสีเขียวก็ปรากฏขึ้นกลางอากาศตรงหน้า หลังจากกระบี่สั่นไหวชั่วครู่ เพียงพริบตาเดียวก็ขยายขนาดขึ้นสองเท่าจนกลายเป็กระบี่ขนาดใหญ่
จากนั้นเงาคนก็หายวับ แล้วเซียวปินจื่อที่ขึ้นไปยืนอยู่บนกระบี่ก็หันมากล่าวด้วยเสียงทุ้มหนัก “ขึ้นมา!”
ซ่งหลินหันไปหาไป๋หยุนเฟยก่อนจะยิ้มพลางกล่าวว่า “หยุนเฟย เ้าขึ้นไปก่อนเถอะ”
ไป๋หยุนเฟยมองดูกระบี่สีเขียวที่เซียวปินจื่อยืนอยู่ด้วยสายตาเป็ประกาย หลังจากได้ยินที่ซ่งหลินบอกกล่าว มันก็พยักหน้าพร้อมกับะโอย่างแ่เบา จากนั้นจึงใช้มือขวาแตะบนกระบี่เพื่อยืมแรงพลิกตัวขึ้นไปยืนอยู่ด้านหลังของเซียวปินจื่อ
แน่นอนว่าไม่ใช่แพราะมันไม่อาจะโถึง แต่เป็เพราะ้าฉวยโอกาสัักระบี่ยาวเพื่อตรวจสอบคุณสมบัติของวัตถุิญญาชิ้นนี้
“ระดับไอเทม: นภาระดับต่ำ”
“คุณสมบัติธาตุ: ลม”
“พลังโจมตี: 2639”
“ผลกระทบพิเศษ: เมื่อถ่ายทอดพลังิญญาอย่างต่อเนื่องจะสามารถเหินบินไปในอากาศได้”
“สิ่งจำเป็ในการอัพเกรด: พลังิญญา 160 หน่วย”
“ชั้นนภาระดับต่ำ วัตถุิญญาเหินบิน...” ไป๋หยุนเฟยลอบบังเกิดความอิจฉาขึ้นในใจ หลังจากมาถึงสำนักช่างประดิษฐ์แล้ว สายตามันก็เริ่มกลายเป็มองสูงขึ้น ก่อนหน้านี้เพียงได้รับวัตถุิญญาชั้นมนุษย์ระดับสูงมันก็ตื่นเต้นยินดีแล้ว แต่ยามนี้เมื่อได้พบวัตถุิญญาชั้นนภาระดับต่ำก็เริ่มรู้สึกว่าเป็เื่ธรรมดาไปแล้ว...
แต่เมื่อใคร่ครวญดูก็เข้าใจได้ เมื่อเป็ถึงผู้าุโใหญ่สำนักช่างประดิษฐ์ หากใช้เพียงวัตถุิญญาชั้นปฐีก็คงเป็เื่น่าประหลาดเกินไป
แม้การกระทำของไป๋หยุนเฟยเมื่อครู่จะดูผิดธรรมชาติไปบ้าง แต่ก็ไม่มีผู้ใดครุ่นคิดมากความ หลังจากซ่งหลินถ่ายทอดพลังลงสู่เท้าก็ะโขึ้นไปยืนบนกระบี่ที่ด้านหลังของไป๋หยุนเฟย
โค่วฉางคงที่อยู่ด้านข้างก็กล่าวย้ำว่า “ซ่งหลิน ดูแลหยุนเฟยให้ดี อย่าได้กระทำการโดยประมาท”
ซ่งหลินพยักหน้าพร้อมกับกล่าวว่า “ทราบแล้วท่านอาจารย์!”
โค่วฉางคงหันไปมองไป๋หยุนเฟยอีกครั้งพร้อมกับกำชับว่า “หยุนเฟย เ้าต้องเชื่อฟังผู้าุโใหญ่กับซ่งหลิน อย่าได้กระทำการเสี่ยงอันตราย!”
ไป๋หยุนเฟยรับคำ “ศิษย์พี่โปรดวางใจ ข้าจะระวังตัว”
เซียวปินจื่อยกมือขวาขึ้น ป้ายหยกบ่งชีวิตของเจียงฟ่านที่ลอยเหนือฝ่ามือก็ส่ายไปมาชั่วครู่ สุดท้ายก็ชี้บอกทิศทาง
“ตะวันออก...” เซียวปินจื่อเก็บป้ายหยกเรียบร้อยก็เอ่ยปากเตือน “โคจรพลังิญญาเพื่อป้องกันร่างกาย ออกเดินทาง!!”
“เฟี้ยว!!”
พร้อมกับเสียงที่ดังขึ้น กระบี่สีเขียวก็ะเิพลังพุ่งวาบนำพาคนทั้งสามฝ่าอากาศออกไป ทิ้งไว้แต่เพียงเส้นลำแสงไว้เื้ั...
