“อืม เ้าฟังไม่ผิด ก่อนหน้านี้ไม่นานท่านอดีตเ้าสำนักจื่อจินรับเขาไว้เป็ศิษย์สายตรง ดังนั้นจึงกลายเป็อาจารย์อาที่สี่แห่งสำนักช่างประดิษฐ์” เฟยเหนียนพยักหน้ากล่าวอย่างกระอักกระอ่วน ดูท่าแล้วมันเองก็ไม่พอใจนักที่จู่ๆไป๋หยุนเฟยได้เลื่อนลำดับาุโขึ้นไปเหนือตนเอง
ไป๋หยุนเฟยพยักหน้าเล็กน้อยแก่ซือหม่าตง “นั่นเป็เพียงลำดับาุโในสำนักเท่านั้น แต่ส่วนตัวพวกเรายังคงเรียกหากันดังเดิม พี่ซือหม่า ขอบคุณที่ท่านยื่นมือเข้าช่วยเหลือ”
ซือหม่าตงเหม่อมองใบหน้ายิ้มแย้มและท่าทีถ่อมตัวของไป๋หยุนเฟย โดยที่ยังไม่ทันเรียกสติกลับคืนมา --- อดีตเ้าสำนักจื่อจินเพิ่งรับศิษย์คนใหม่หรือ ไฉนจึงไม่มีข่าวคราวหลุดออกมาแม้แต่น้อย จู่ๆคนผู้นี้ก็ปรากฏตัวขึ้นมาอย่างกะทันหันเช่นนี้
หากเป็สำนักเบญจธาตุ สำนักวายุอัสนีหรือสำนักใหญ่อื่นๆ การที่อดีตเ้าสำนักจะรับศิษย์ย่อมเป็เื่ใหญ่โตที่ผู้คนส่วนใหญ่รับทราบกันโดยทั่วไป มิหนำซ้ำยังต้องมีพิธีกราบอาจารย์อย่างเอิกเกริกราวกับ้าประกาศให้โลกรู้ แต่สำนักช่างประดิษฐ์กลับกระทำอย่างเรียบง่าย เพียงเรียกประชุมศิษย์แล้วเ้าสำนักกล่าวไม่กี่คำก็เสร็จสิ้นพิธี
นับได้ว่าซือหม่าตงเป็คนนอกคนแรกที่ได้รับรู้เื่นี้ จึงไม่น่าประหลาดใจที่มันจะบังเกิดความตื่นตระหนกขึ้น
มันทราบกระจ่างดีว่าเฟยเหนียนต้องไม่กล้าล้อเล่นเื่เช่นนี้ ถ้าเช่นนั้นย่อมกล่าวได้ว่า --- คนผู้นี้คือศิษย์สายตรงคนใหม่ของอดีตเ้าสำนักช่างประดิษฐ์จื่อจินจริงๆ?!
ทันใดมันก็สำนึกได้ว่าตนเองเสียกิริยา ซือหม่าตงรีบเรียกสติกลับคืนมาพร้อมกับโบกมือกล่าวว่า “อย่าได้เกรงใจ เพียงเื่เล็กน้อยราวพลิกฝ่ามือเท่านั้น... ไป๋... เอ่อ... นี่...”
ซือหม่าตงตะกุกตะกักไปชั่วขณะเพราะไม่ทราบจะเรียกหาอีกฝ่ายว่าอะไร เพราะถึงอย่างไรไป๋หยุนเฟยก็เป็ถึงศิษย์น้องของเ้าสำนักช่างประดิษฐ์ มันจึงได้แต่อึกอักทำตัวไม่ถูก
ไป๋หยุนเฟยดูออกว่ามันคิดอะไรอยู่จึงยิ้มพลางกล่าวว่า “พี่ซือหม่าไม่ต้องลำบากใจ เมื่อครู่ข้าก็บอกท่านแล้ว พวกเรายังคงเรียกหากันเป็สหาย ไม่เช่นนั้นคงรู้สึกกระอักกระอ่วนเกินไป”
“ฮ่า ฮ่า ประเสริฐ ประเสริฐ ถ้าเช่นนั้นข้าก็จะไม่เกรงใจ ขอเรียกท่านเป็พี่ไป๋ก็แล้วกัน” ซือหม่าตงระงับความตื่นตะลึงได้อย่างรวดเร็ว จากนั้นจึงกล่าวอย่างใจกว้างว่า “พวกท่านทั้งหมดคงเป็ศิษย์ใหม่ของสำนักช่างประดิษฐ์กระมัง? ในเมื่อวันนี้มาเยือนเมืองชีเหยียน ข้าในฐานะเ้าบ้านก็ไม่ควรจะละเลยต่ออาคันตุกะ ขอให้ข้าได้ต้อนรับขับสู้สักครา รับรองว่าจะสร้างความสำราญแกพวกท่านอย่างแน่นอน!”
ซือหม่าตงกว่าวจบ ก็เห็นอีกฝ่ายลังเลอยู่บ้าง มันจึงนึกขึ้นได้ว่าจู่ๆจะมาจัดต้อนรับเช่นนี้ออกจะไม่สมควร สุดท้ายจึงเปลี่ยนคำพูดใหม่ “เดิมทีข้ากับน้องสาวคิดจะไปที่โรงงิ้วทางตะวันตกของเมือง ่นี้มีคณะงิ้วที่มีชื่อเสียงเดินทางมาเปิดการแสดง ได้ยินว่าแสดงได้น่าชม... ฮ่า ฮ่า ที่จริงแล้วข้าชมชอบดูงิ้วยิ่งนัก ไม่ทราบว่าท่านใดสนใจจะไปชมด้วยกันบ้าง?”
“โอ? เช่นนั้นหรือ? ถ้าเช่นนั้นก็ไม่ควรพลาดโอกาสดีเช่นนี้ ข้าขอไปด้วยคน” คิดไม่ถึงว่าคนแรกที่ตอบรับจะเป็เฟยเหนียน ราวกับมันไม่คิดจะลังเลครุ่นคิดก็ตอบรับในทันที
ไป๋หยุนเฟยชะงักไปชั่วครู่ก่อนจะมองตามสายตาเฟยเหนียนด้วยความสงสัย ที่แท้สายตาของมันก็ตรึงแน่นอยู่ที่ซือหม่าเย่ที่ยืนอยู่ข้างกายซือหม่าตง ชั่วขณะนั้นไป๋หยุนเฟยก็คาดเดาบางอย่างได้ มิน่าเล่าก่อนหน้านี้ยามบอกว่าจะมาที่เมืองชีเหยียน เฟยเหนียนที่ไม่ลงรอยกันเท่าใดนัก กลับยืนยันที่จะร่วมทางมาด้วย ที่แท้ก็เป็เพราะเหตุนี้เอง...
เย่จือชิวกับพวกก็ดูออกว่าเฟยเหนียนคิดอะไรอยู่ ทั้งหมดจึงส่งสายตาที่แฝงด้วยคำพูดมากมายมาให้ เฟยเหนียนรู้สึกกระดากอายจึงรีบกล่าวออกมาว่า “นี่... ข้าชอบดูงิ้วจริงๆนะ...”
ไป๋หยุนเฟยพยักหน้ากล่าวว่า “อืม ข้าเชื่อ”
ม่อเสี่ยวเซวียนพยักหน้า “อืม ข้าก็เชื่อ”
จงซวูหาวกล่าวต่อ “ข้าก็เชื่อ”
หวงฝู่รุ่ยชูมือขึ้น “ข้าเชื่อ!”
เฟยเนียน “.....”
ทั้งหมดเจรจากันอยู่ชั่วครู่ก็ตกลงกันได้ เฟยเหนียน ม่อเสี่ยวเซียนและซีเหยียนไปชมงิ้วด้วยกัน ซือคงเสียนและจางซานเสียนคล้ายจะนัดกับจงซูหาวกับหลิวหมางเอาไว้แล้ว จึงบอกว่าจะไปเที่ยวเล่นที่อื่น เย่จือชิวอยากเดินเล่นตามลำพัง ถังซินหยุนจะพาหวงฝู่รุ่ยไปซื้อหาสิ่งของ ไป๋หยุนเฟยไม่สนใจจะชมงิ้วจึงตัดสินใจจะเดินเตร็ดเตร่ในเมืองตามลำพัง
“นายน้อย... คนเหล่านี้จะจัดการอย่างไรดี?”
ขณะที่ทุกคนแยกย้ายจากไป องครักษ์ที่อยู่ด้านหลังซือหม่าตงผู้หนึ่งก็เข้ามาขอรับคำสั่ง
ซือม่าตงปรายตามองพวกโจรลามกที่เกลือกกลิ้งอยู่บนพื้นคราหนึ่ง “นำพวกมันไปส่งทางการ ให้พวกเขาจัดการต่อ!”
“ทราบแล้ว!!” องครักษ์ขานรับพร้อมกับหันกายไปจัดการกับผู้ที่อยู่บนพื้น
เมื่อถูกคุณชายสามตระกูลซือหม่าส่งให้แก่ทางการ ก็คาดเดาได้ไม่ยากว่าหลังจากนี้พวกมันจะมีชะตากรรมเช่นใด เมื่อได้ยินคำพูดของซือหม่าตง พวกโจรลามกก็หน้าซีดเผือด แววตาพวกมันเปี่ยมไปด้วยความสิ้นหวัง แม้แต่จะร้องขอชีวิตก็ลืมเลือนไปหมดสิ้น
ไป๋หยุนเฟยเห็นดังนั้นก็ขมวดคิ้วกล่าวว่า “พี่ซือหม่า ในเมื่อยามนี้พวกมันได้รับโทษแล้ว ก็ปล่อยพวกมันไปเถอะ ไม่จำเป็ต้องรบกวนทางการแล้ว”
“อ้อ?” ซือหม่าตงงงงันวูบ หลังจากมองดูไป๋หยุนเฟยก็ยิ้มพลางกล่าวว่า “คิดไม่ถึงว่าพี่ไป๋จะมีจิตใจกว้างขวางเปี่ยมด้วยเมตตาเช่นนี้ เช่นนั้นก็ได้ พวกเ้ายังไม่รีบไสหัวไปอีก!”
โจรลามกทั้งหมดมองไป๋หยุนเฟยด้วยสายตาสำนึกตื้นตัน จากนั้นจึงตะเกียกตะกายวิ่งจากไป
พวกไป๋หยุนเฟยนัดหมายกันว่ายามค่ำจะพบกันที่เหลาอาหารที่หรูหราที่สุดในเมืองที่ชื่อเหลาหงเซียง ส่วนเื่อาหารค่ำกับที่พักซือหม่าตงสั่งให้บริวารไปจัดการให้ จึงช่วยลดความยุ่งยากแก่ไป๋หยุนเฟยกับพวกได้ไม่น้อย
……
ระหว่างที่เดินทอดน่องอย่างไร้จุดหมายไปตามถนนที่พลุกพล่าน ไป๋หยุนเฟยก็มองดูผู้คนหลากหลายบ้างก็วุ่นวายบ้างก็ผ่อนคลายปลอดโปร่ง อารมณ์ของมันเองก็เริ่มผ่อนคลายลง
นอกจากชมดูร้านเครื่องประดับไม่กี่แห่งเลือกซื้อเครื่องประดับจำนวนมากเพื่อใช้ในการอัพเกรดแล้ว ไป๋หยุนเฟยก็ปราศจากความสนใจต่อร้านขายอาวุธอีกต่อไป --- เมื่อเข้าสำนักช่างประดิษฐ์แล้ว ยังจะขาดแคลนเื่อาวุธอยู่อีกหรือ?
ระหว่างเดินเตร็ดเตร่อย่างผ่อนคลายโดยที่ไม่พบเจอเื่ราวอันใด เวลาก็เดินไปอย่างรวดเร็วโดยไม่รู้ตัว
ยามค่ำ ที่ด้านนอกของเหลาหงเซียงซึ่งตั้งอยู่ใจกลางเมือง ถังซินหยุน เย่จือชิว ซือคงเสียนกับพวกเดินผ่านหัวมุมถนนมาอย่างแช่มช้า ขณะเดียวกันก็พูดคุยหยอกล้อกันจนมาถึงหน้าเหลา ทั้งหมดพบกันระหว่างทางจึงเดินร่วมทางมาด้วยกัน
แต่ที่ข้างกายถังซินหยุนกลับมีคนผู้หนึ่งเพิ่มขึ้นมา เป็หญิงสาวร่างระหงสวมชุดกระโปรงยาวสีแดงเพลิง นางกำลังพูดคุยกระซิบกระซาบกับถังซินหยุน แต่บางครั้งก็หันไปสนทนากับเย่จือชิวเป็ระยะ
หญิงสาวนางนี้คือศิษย์พี่หญิงของถังซินหยุน เป็ศิษย์คนที่สี่แห่งยอดเขาบูรพาของสำนักช่างประดิษฐ์ มีนามว่าหลิงอีอี
เมื่อทั้งหมดก้าวเท้าเข้าไปด้านในก็พบกับซือหม่าตงกับเฟยเหนียนและคนอื่นๆที่ออกมารอต้อนรับ คิดไม่ถึงว่าพวกมันจะมาถึงก่อนพวกถังซินหยุนก้าวหนึ่ง ซือหม่าตงเอ่ยถามอย่างยิ้มแย้ม “พี่เย่ แม่นางถัง พวกท่านมาได้เวลาพอดี ข้าเหมาเหลาหงเซียงเอาไว้แล้ว เมื่อครู่เพิ่งสั่งให้เริ่มทำอาหาร พวกท่านเดินเล่นมาทั้งวัน น่าจะเหน็ดเหนื่อยแล้วกระมัง? เข้าไปพักด้านในก่อนเถอะ”
ถังซินหยุนพยักหน้าแ่เบาก่อนจะกล่าวว่า “อืม รบกวนคุณชายซือหม่าแล้ว”
“ฮ่า ฮ่า ลำบากเพียงพลิกฝ่ามือเท่านั้น... เอ๊ะ แม่นางท่านนี้คือ...”
“ท่านนี้คือศิษย์พี่หลิงอีอี เมื่อครู่ได้พบกันโดยบังเอิญ หวังว่าคุณชายซือหม่าจะไม่ถือสาที่ข้าพานางมาด้วยกัน?”
“แน่นอน แน่นอน ข้ากลับเสียมารยาทไม่ทันได้กล่าวต้อนรับ” ซือหม่าตงกล่าวทักทายหลองอีอีอย่างอบอุ่น จากนั้นจึงถามด้วยความสงสัย “ไฉนยังไม่เห็นพี่ไป๋ เขาไม่ได้ไปกับพวกท่านหรือ?”
ม่อเสี่ยวเซียนส่ายหน้ากล่าวว่า “ข้าก็ไม่ทราบ พวกเราไม่ได้พบกับพี่ไป๋เลย”
ทุกคนล้วนมาพร้อมกันแล้ว ขาดก็แต่ไป๋หยุนเฟยเพียงคนเดียว
“ข้ามาแล้ว!”
ได้ยินเสียงแว่วเข้ามา จากนั้นก็เห็นเงาคนะโจากหลังคาตึกฝั่งตรงข้ามลงมาที่เบื้องหน้าของทุกคน ที่แท้ก็เป็ไป๋หยุนเฟยเอง
จู่ๆมันก็ลงมาจากท้องฟ้าจึงสร้างความแตกตื่นแก่ชาวบ้านจำนวนไม่น้อย แม้แต่เย่จือชิวและคนอื่นๆก็มีสีหน้าตกตะลึง ซือหม่าตงเองก็ถามด้วยความสงสัย “พี่ไป๋ ที่ท่านทำเช่นนี้...”
ไป๋หยุนเฟยนึกหาคำพูดไม่ออกจึงกระแอมสองคราก่อนจะกล่าวว่า “ข้าเดินไปค่อนข้างไกล เกรงว่าจะมาสาย จึงใช้เส้นทางลัดมาที่นี่...”
“อ้อ...” แม้ซือหม่าตงจะประหลาดใจ แต่ก็ไม่ได้ซักถามอันใด เพียงกล่าวว่า “พี่ไป๋ก็มาแล้ว ถ้าเช่นนั้นพวกเราก็เข้าไปด้านในเถอะ”
“อืม เข้าไปกันเถอะ ข้าเริ่มหิวโหยแล้ว” ไป๋หยุนเฟยพยักหน้าพร้อมกับกวาดตามอง เมื่อได้เห็นหลิงอีอีก็ชะงักไปชั่วครู่ “พี่หลิง ท่านก็อยู่ด้วยหรือ?”
ถึงวันนี้ ไป๋หยุนเฟยถือว่าคุ้นเคยกับศิษย์สำนักช่างประดิษฐ์แล้ว โดยเฉพาะศิษย์สายตรงที่มีโอกาสได้พบปะพูดคุยบ่อยครั้ง ด้วยบุคลิกอ่อนน้อมไม่วางท่า ทั้งยังไม่เคยถือตัวว่าเป็อาจารย์อา ความสัมพันธ์กับบรรดาศิษย์สายตรงจึงนับได้ว่าไม่เลวนัก
หลิงอีอียิ้มให้แก่ไป๋หยุนเฟยก่อนจะกล่าวว่า “ข้าออกมาหาซื้อของบางอย่าง จึงบังเอิญได้พบกับศิษย์น้องถังและได้ยินว่าทุกคนมาที่นี่ ข้าจึงตามมาด้วย”
“อ้อ เป็เช่นนี้เอง...” ไป๋หยุนเฟยปรายตามองเย่จือชิวที่อยู่ด้านข้างแวบหนึ่ง มันเคยได้ยินมาว่าเย่จือชิวสนิทสนมกับหลิงอีอีอยู่ไม่น้อย...
หลังจากทั้งหมดเดินเข้าไปในเหลาก็ตรงไปยังห้องพิเศษซึ่งใหญ่โตหรูหรา เดิมทีไป๋หยุนเฟยกับพวกมาด้วยกันสิบเอ็ดคน ยามนี้มีหลิงอีอีเพิ่มมาอีกคน รวมกับซือหม่าตงและซือหม่าเย่ ทั้งสิบสี่คนจึงนั่งร่วมกันรอบโต๊ะใหญ่ตัวหนึ่ง
ไม่นานหลังจากนั่งเรียบร้อย อาหารหลากหลายก็ถูกทยอยวางเรียงรายบนโต๊ะไม่ขาดสาย แม้สำรับอาหารของสำนักช่างประดิษฐ์จะนับว่าไม่เลว แต่ย่อมไม่อาจเปรียบเทียบกับเหลาอาหารที่เลิศหรูเช่นนี้ได้ อีกอย่างทุกคนก็ออกเดินทางั้แ่เช้า หลังจากผ่านการเดินทางอันยาวนานก็เดินเล่นในเมืองอีกครึ่งค่อนวัน ย่อมต้องหิวโหยอย่างยิ่ง ทุกคนจึงไม่เกรงอกเกรงใจ ลงมือรับประทานอาหารอย่างเอร็ดอร่อยพร้อมกับพูดคุยกันด้วยความสนุกสนาน
“จริงสิ ค่ำวันนี้พอดีมีเทศกาลโคมไฟทางฝั่งตะวันออกของเมือง ทุกท่านสนใจจะไปชมหรือไม่?” ซือหม่าตงเสนอขึ้น
จางซานเสียนกล่าวว่า “เทศกาลโคมไฟ? อ้อ ข้าก็เคยได้ยินมา ระหว่างที่เดินมาที่นี่ก็เห็นผู้คนจำนวนไม่น้อยกำลังประดับประดาโคมไฟอยู่ ดูแล้วน่าสนุกสนานยิ่งนัก พวกเราไปชมดูดีหรือไม่?”
“อืม ถ้าเช่นนั้นพวกเราก็ไปพร้อมกันทั้งหมดเถอะ ทุกคนไปด้วยกันก็น่าจะสนุกสนาน” เฟยเหนียนพยักหน้า แต่ว่าสายตากลับเหลือบมองไปที่ซือหม่าเย่ วัตถุประสงค์ของมันทุกคนล้วนทราบกระจ่าง
หวงฝู่รุ่ยกล่าวด้วยความยินดี “ข้าจะไป ข้าจะไป ข้าอยากชมโคมไฟดวงใหญ่ที่งดงาม!”
สำหรับข้อเสนอนี้ ทุกคนต่างไม่มีผู้ใดขัดข้อง ทั้งหมดจึงหันมามองที่ไป๋หยุนเฟย
ไป๋หยุนเฟยชะงักไปชั่วครู่ คิดไม่ถึงว่าทุกคนกลับให้ตนเป็ผู้ตัดสินใจคนสุดท้าย มันยิ้มเล็กน้อยพลางกล่าวว่า “ข้าย่อมคิดเช่นเดียวกับทุกคน รอฟ้ามืดกว่านี้ก่อนพวกเราค่อยไปกัน”
