ทว่าเหล่าพี่สาวในกองทัพหญิงที่อายุมากกว่ามองออกและต่างพากันยินดีแทนนาง เห็นนางมีท่าทีเช่นนี้ก็อดไม่ได้ที่จะเร่งรัดอย่างกังวลใจ “อวิ๋นหยา รีบตอบรับเร็วเข้าสิ! แม่นางติง้าให้เ้าอยู่ข้างกาย ต่อไป แม้จะไม่ได้แต่งงานเ้าก็จะมีที่พึ่งพิง เมื่อแก่ตัวลงอันเกอเอ๋อร์ที่ผูกพันกับเ้ามาั้แ่เด็กๆ ก็จะดูแลเ้าจนถึงวันสุดท้าย โอกาสดีเช่นนี้จะหาจากที่ไหนได้อีก เ้ารีบคำนับเร็วเข้า!”
อวิ๋นหยาเพิ่งจะได้สติ นางรีบลงมานั่งบนพื้นเพื่อจะคำนับ แต่ติงเหว่ยไม่ชอบให้อะไรๆ ก็ต้องคุกเข่า นางพยายามยื่นมือไปห้าม แต่กลับถูกเหล่ากองทัพหญิงจับแขนไว้ ทำให้นางทำตัวไม่ถูก แต่ก็เข้าใจในความกังวลใจของเหล่าทหารหญิงนางจึงปล่อยไป
อวิ๋นหยาคำนับอย่างนอบน้อมสามครั้ง เมื่อลุกขึ้นใบหน้าของนางก็แดงก่ำและเรียกแม่นางออกมา ทุกคนต่างก็ตบไหล่และหลังของนางด้วยความยินดี บัดนี้เมื่อนางคำนับยอมรับเ้านายแล้ว ต่อไปไม่ว่าจะเป็การเกิด การแก่ การเจ็บป่วย หรือการตายก็จะมีคนดูแล จะกินจะใช้อะไรก็มีที่พึ่ง
หากไปติดตามเ้านายคนอื่นก็อาจมีความเสี่ยงที่จะถูกเอารัดเอาเปรียบ แต่หากตามติงเหว่ยก็ไม่ต้องกังวลเื่นี้เลย แค่ดูจากครอบครัวสกุลเฉิงที่อยู่ในบ้านก็พอแล้ว เด็กทั้งสองคนมีของกินของใช้ไม่ต่างจากคุณชายน้อยไม่เท่าไร เฉิงต้าโหยวเป็ผู้ดูแลบ้าน เฉิงเหนียงจื่อยิ่งได้รับรางวัลไม่ขาด ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายยิ่งนัก
บางครั้งก็เหมือนกับเื่ ผู้เฒ่าไซ่เสียม้า [1] จะโชคดีหรือร้ายผู้ใดจะรู้
แม้ครั้งนี้อวิ๋นหยาจะใและร่างกายก็ได้รับผลข้างเคียง แต่ก็ได้รับที่พึ่งพิงไปตลอดชีวิต ถือเป็โชคดีท่ามกลางความโชคร้าย
อวิ๋นหยาเป็เพียงคนเร่ร่อน ไม่มีสมบัติติดตัว พอได้มาอยู่ที่จวนสกุลอวิ๋นถึงได้มีเสื้อผ้าสองชุดและของใช้เล็กๆ น้อยๆ ดังนั้นจึงไม่ต้องเก็บข้าวของมากมาย แค่ห่อของเล็กๆ ก็พอแล้ว จากนั้นนางก็ติดตามติงเหว่ยกลับที่ว่าการไป
อวิ๋นอิ่งต้องอยู่ดูแลการฝึกซ้อมของเหล่าทหารหญิง อวิ๋นหยาจึงอุ้มอันเกอเอ๋อร์ไว้ในอ้อมแขนด้วยรอยยิ้ม ไม่รู้ว่าอันเกอเอ๋อร์ถูกชะตากับอวิ๋นหยาั้แ่แรกหรือชอบสาวอวบมากกว่า พออยู่ในอ้อมแขนของอวิ๋นหยาก็กอดคอนางเอาไว้แน่น ทำให้ทุกคนยิ่งสบายใจ
ฉู่ชีซีวิ่งมาที่จวนั้แ่เช้าตรู่เพื่อมาเล่นกับติงเหว่ย แต่กลับไม่เจอใครเลย นางเดินไปด้านหน้าจวนก็เห็นทหารเหล่าแม่ทัพเดินเข้าออกกันอยู่จึงไม่กล้ารบกวนแล้วก็เดินกลับไปอีกที นางเจอติงเหว่ยกับลูกชายและอวิ๋นหยาพอดี จึงยิ้มแย้มและรีบะโทักทาย “พี่ติง พี่ไปไหนมา ข้ารอพี่มาตั้งนานแล้วนะ!”
ติงเหว่ยลูบหลังมือที่แดงก่ำจากความหนาวและเอ่ยเชิญชวน “ทำไมมาแต่เช้าขนาดนี้ มีเื่อะไรหรือ? ข้าไปค่ายทหารเพิ่งจะกลับมาเอง ไม่รู้เลยว่าเ้าจะมา”
“อ้าว พี่ไปค่ายทหารมางั้นหรือ! รู้อย่างนี้ข้าไปด้วยดีกว่า อยู่แต่ในเรือนรับรองเบื่อจะแย่อยู่แล้ว ข้าอยากออกไปขี่ม้าท่านพ่อก็ไม่ยอมให้ไป ที่นี่เทียบกับซีเจียงแล้วอึดอัดมากๆ!”
ฉู่ชีซีเบะปากน้อยๆ สีแดง นางหันไปเห็นอวิ๋นหยาที่อุ้มอันเกอเอ๋อร์อยู่จึงถามว่า “สาวน้อยตัวอ้วนคนนี้มาจากไหน ทำไมข้าไม่เคยเห็นมาก่อน?”
“นางชื่ออวิ๋นหยา ข้าขาดคนดูแลพอดีเลยเพิ่งพานางกลับมาจากค่ายทหาร”
ติงเหว่ยไม่อยากพูดถึงเื่ที่อวิ๋นหยาโดนรังแก เพราะกลัวจะกระทบความรู้สึกของนาง เนื่องจากนางเกือบจะเสียความบริสุทธิ์ไปแล้ว คำพูดของผู้คนสามารถทำร้ายคนอื่นได้ดังนั้นควรพูดให้น้อยจะดีกว่า
แต่ฉู่ชีซีที่เป็ “ดาวปราบมาร” ที่มีชื่อเสียงในซีเจียง วันนั้นตอนที่ทหารชั้นต่ำคนนั้นพยายามรังแกอวิ๋นหยา นางยังไม่ตื่นจึงมาไม่ทันการ กว่าจะรู้เื่ก็เป็ตอนบ่ายแล้ว ทำให้นางเสียใจที่ไม่ได้มาลงโทษคนร้ายตลอด
พอได้ยินชื่อของอวิ๋นหยา ฉู่ชีซีก็ตื่นเต้นจับมือนางทันทีและะโว่า “อ๋อ! เ้าคืออวิ๋นหยานี่เอง! ข้าอยากไปหาเ้านานแล้ว แต่พ่อไม่ให้ข้าออกจากบ้าน แล้วคนที่รังแกเ้ายังอยู่ในค่ายทหารอยู่หรือเปล่า เดี๋ยวข้าจะไปลงโทษมันสักที ให้มันกลัวจนไม่กล้ารังแกผู้หญิงอีกต่อไป!”
ในขณะที่พูดอยู่ นางก็สะบัดแส้ในมือลงบนพื้นหินในลานดัง “เพี๊ยะๆ” ทำให้อวิ๋นหยาและอันเกอเอ๋อร์ที่อยู่ในอ้อมแขนของนางต่างพากันหดคอลงด้วยความใ
ติงเหว่ยไม่รู้จะทำอย่างไรกับแม่นางคนนี้ที่ชอบทำอะไรบุ่มบ่าม ในขณะที่นางกำลังจะเปิดปากเกลี้ยกล่อม แต่กลับมีคนพูดขึ้นมาก่อน
“นางมารฉู่ หยุดมือเดี๋ยวนี้นะ!” ฟางซิ่นที่เนื้อตัวเต็มไปด้วยฝุ่นจากการเดินทาง รีบก้าวเข้ามาและปกป้องติงเหว่ยและลูกไว้ข้างหลัง พร้ะโกนเสียงดัง “ถ้าเ้ากล้าทำอะไรนางแม้แต่น้อย อย่าหาว่าข้าไม่เตือน!”
ฉู่ชีซีใจนยืนนิ่งไปพักใหญ่ จากนั้นก็กรีดร้องเสียงแหลม “บัณฑิตคร่ำครึ! เ้ามาทำอะไรที่นี่? ไม่ใช่ว่าเ้าอยู่ที่เมืองหลวงหรอกหรือ?”
ฟางซิ่นฉวยโอกาสคว้าแส้จากนางและกำไว้แน่น เขาถึงได้โล่งใจขึ้น แล้วตอบกลับด้วยเสียงเ็าว่า “เ้ายังมาที่เฉียนโจวได้ ทำไมข้าจะมาที่นี่ไม่ได้? หรือเ้าคิดว่าที่นี่เป็เหมือนซีเจียง เป็ดินแดนของคุณหนูฉู่อย่างนั้นหรือ?”
“เ้า!” ฉู่ชีซีโมโหจนกระทืบเท้า “ข้าไม่สนว่าเ้ามาได้ยังไง แต่คืนแส้ให้ข้าซะ ไม่อย่างนั้นข้าจะ...จะให้พี่ชายข้าต่อยเ้า!”
ฟางซิ่นกลอกตาด้วยความไม่สนใจ “คุณหนูฉู่ช่างเก่งกล้าจริงๆ อาละวาดในซีเจียงไม่พอ ยังมาที่เฉียนโจวเพื่อทำตัวใหญ่โตอีก! แต่อย่าลืมนะที่นี่คือที่ว่าการเฉียนโจว แม่นางติงเป็คนในครอบครัวของท่านแม่ทัพใหญ่ ไม่ใช่คนที่เ้าจะรังแกได้ตามใจชอบ!”
“ใครว่าข้าจะรังแกพี่ติง!” ฉู่ชีซีพูดด้วยความโมโห
“เ้าไม่ได้รังแกแม่นางติงงั้นหรือ? แล้วทำไมถึงสะบัดแส้ อย่ามาบอกว่าเ้าแค่ตีมดบนพื้น!” ฟางซิ่นไม่เชื่อว่าแม่นางฉู่ผู้เอาแต่ใจจะ “กลับตัวกลับใจ” เพราะนางเคยตามติดกงจื้อิที่ซีเจียงมาตลอด บัดนี้เมื่อเห็นว่าติงเหว่ยอยู่ข้างกงจื้อิและยังคอยปรนนิบัติรับใช้ เกรงว่าอาจจะหึงหวงและอาละวาดเช่นนี้
ติงเหว่ยเห็นฉู่ชีซีโกรธจัดก็ไม่กล้ารอช้า นางรีบเข้าไปเกลี้ยกล่อมว่า “แม่นางฉู่อย่าเพิ่งโมโหไปเลย เกรงว่าพี่ฟางอาจจะเข้าใจผิด ให้ข้าพูดกับเขาสักสองประโยคก่อนเถิด”
เมื่อพูดจบนางก็ดึงแขนเสื้อฟางซิ่นพร้อมพูดด้วยรอยยิ้มว่า “พี่ฟาง แม่นางฉู่เพิ่งจะพูดคุยกับพวกเราเกี่ยวกับเื่อื่น พอดีนางโมโหกับเื่ร้ายๆ ที่เกิดขึ้นจึงสะบัดแส้ นางพักอยู่ที่บ้านข้างๆ มาหลายวันแล้ว นางมักจะไปมาหาสู่กันบ่อยๆ และพวกเราก็เข้ากันได้ดี”
“จริงหรือ?” ฟางซิ่นเห็นติงเหว่ยยิ้มแย้มและไม่ได้ดูเหมือนถูกบีบบังคับ ก็รู้สึกกระอักกระอ่วนเล็กน้อย “ข้าเพิ่งเข้ามาและเห็นนางสะบัดแส้ ก็เลยเข้าใจไปเองว่า...อืม ดูเหมือนข้าจะเข้าใจผิดแล้ว”
ฟางซิ่นเป็คนสง่าผ่าเผยตรงไปตรงมา ในเมื่อทำผิดก็ยอมรับ เขาจึงก้มศีรษะขอโทษฉู่ชีซี “ขออภัยคุณหนูฉู่ เมื่อครู่นี้ข้าเข้าใจผิดเอง”
“ฮึ!” ฉู่ชีซีไม่ยอมรับคำขอโทษ นางรีบคว้าแส้ของนางกลับมาพร้อมกับพูดอย่างโมโห “อย่าคิดว่ามันจะจบแค่นี้นะ คอยดูเถอะ!”
พูดจบ นางก็วิ่งออกจากลานไปด้วยความโกรธ
ฟางซิ่นหน้าแดงเล็กน้อยและกระแอมออกมาสองครั้ง ทำให้ติงเหว่ยหัวเราะไม่หยุด “พี่ฟาง แม่นางฉู่เป็คนเก่ง แถมที่บ้านยังมีพี่ชายอีกหลายคน เกรงว่าต่อไปพี่จะลำบากแล้วล่ะ”
ไม่รู้ว่าฟางซิ่นคิดอะไรอยู่ แววตาของเขาสั่นไหวเล็กน้อย แต่อย่างไรก็ยังคงทำท่าทางแข็งกร้าว “ไม่เป็ไร ถ้าข้าสู้พวกเขาไม่ได้ ข้าจะหนีไปหาเทียนเป่า ข้าไม่เชื่อว่าพวกเขาจะกล้าทะเลาะกันต่อหน้าท่านแม่ทัพใหญ่!”
พูดจบเขาก็อุ้มอันเกอเอ๋อร์ขึ้นมาแล้วโยนขึ้นลง “อันเกอเอ๋อร์น้ำหนักขึ้นอีกแล้ว คิดถึงลุงไหม? ลุงเอาของเล่นมาฝากด้วยนะ รีบเรียกลุงเร็วสิ ลุงจะหยิบของเล่นออกมาให้!”
อันเกอเอ๋อน์เป็เด็กซุกซนและกล้าหาญ ไม่เพียงไม่กลัวแต่กลับหัวเราะเสียงดัง แต่อวิ๋นหยาที่ยืนอยู่ข้างๆ ใมาก นางยื่นมือออกไปข้างๆ ราวกับว่าพร้อมจะรับเด็กน้อยอยู่ตลอดเวลา
“เอาเถอะๆ! ตอนนี้ลมแรงมาก พี่ฟางรีบเข้าไปนั่งในห้องก่อนดีกว่า ข้าจะทำอาหารอร่อยๆ สักสองสามอย่าง นายน้อยก็น่าจะกลับมากินข้าวที่นี่ตอนเที่ยงด้วย”
ติงเหว่ยดันหนึ่งผู้ใหญ่และหนึ่งเด็กเข้าไปในห้อง จากนั้นก็พาอวิ๋นหยาไปที่ห้องครัวเพื่อเตรียมอาหาร
อวิ๋นหยาเดินไปพลางหันหน้ากลับมามองไปพลาง นางหันมาเห็นอันเกอเอ๋อร์หัวเราะอย่างมีความสุขในอ้อมแขนของฟางซิ่น และแม้ว่าเขาจะจับผมของฟางซิ่นจนยุ่งเหยิงไปหมดแต่ฟางซิ่นก็ไม่โกรธ ทำให้อวิ๋นหยารู้สึกโล่งใจ
ติงเหว่ยที่เห็นก็ยิ้มอย่างดีใจที่นางพาหญิงสาวที่เป็คนดีมาอยู่ด้วย ต่อไปค่อยสอนให้อวิ๋นหยาจัดการบัญชีและดูแลงานต่างๆ นางจะได้มีผู้ช่วยเพิ่มขึ้น
เพราะว่าหมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดงเป็ที่ชื่นชอบของเหล่าทหารทุกคนในจวนสกุลอวิ๋น ตราบใดที่มีติงเหว่ยอยู่ ทุกวันวัตถุดิบที่ส่งมาจากห้องครัวก็ไม่เคยขาดหมูสามชั้นเลย
ติงเหว่ยนึกถึงฉู่ชีซีที่เพิ่งจะเดินออกไปด้วยความโกรธจัด นางจึงตัดสินใจตุ๋นหมูสามชั้นน้ำแดงหม้อใหญ่จากนั้นเตรียมอาหารอื่นๆ และหุงข้าวจนเสร็จ ก็ให้อวิ๋นหยาไปเรียกกงจื้อิและลุงอวิ๋นที่ด้านหน้าจวน รวมทั้งให้แวะไปที่เรือนข้างๆ ด้วย
อวิ๋นหยากะพริบตาด้วยความสงสัย ใบหน้ากลมๆ ของนางก็เต็มไปด้วยความลังเล นางถามด้วยเสียงเบาๆ ว่า “แม่นางติง แม่นางฉู่น่าจะโกรธมาก นางจะมาหรือไม่?”
ติงเหว่ยชี้ไปที่หม้อที่มีไอน้ำลอยขึ้นมาอย่างมั่นใจเป็พิเศษ “เ้ารีบไปเถอะ วางใจได้แค่บอกว่ามีหมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดง นางก็จะรีบวิ่งมาเอง อีกอย่างถ้านางไม่มาจะทำให้เื่เข้าใจผิดนี้จบไปได้ยังไง”
“ตกลง งั้นข้าจะไปเดี๋ยวนี้”
ก่อนอวิ๋นหยาจะมา นางถูกพี่สาวหลายคนกำชับนักหนาว่าต้องเชื่อฟังติงเหว่ย ตอนแรกนางใที่ฟางซิ่นและฉู่ชีซีทะเลาะกัน นางเกรงว่าทั้งสองคนจะทะเลาะกันจริงๆ จึงพูดมากไปหน่อย แต่ตอนนี้เมื่อได้ยินติงเหว่ยพูดอย่างมั่นใจก็รีบไปที่เรือนหน้าของจวนทันที
กงจื้อิดีใจมากที่พี่น้องคนสนิทของเขามาจากเมืองหลวงจึงรีบจัดการงานในมือให้เสร็จ เมื่อได้ยินทหารองครักษ์รายงาน เขาก็รีบกลับไปที่เรือนหลังของจวนทันที
ปรากฏว่าเมื่อเขาก้าวเข้าประตูมา ฉู่ชีซีก็ตามมาทันที
ฉู่ชีซีหาโอกาสที่จะพบกับเขาตัวต่อตัวได้ยาก เมื่อเห็นกงจื้อินางก็ดีใจและรีบวิ่งตามมาเพื่อจะคว้าแขนเขา แต่กงจื้อิกลับเบี่ยงตัวหลบไปอย่างรวดเร็ว
“พี่เทียนเป่า!” ฉู่ชีซีเพิ่งจะถูกฟางซิ่นทำให้โกรธจนกลับไปฟาดแส้ระบายอารมณ์ที่บ้าน ครั้นเมื่อกลับมาพบชายหนุ่มที่นางชื่นชอบ แต่กลับถูกเขาเมินเฉยเช่นนี้ ต่อให้นางจะเป็คนร่าเริงแต่ตอนนี้นางก็มีน้ำตาคลอเบ้า
กงจื้อิขมวดคิ้วเล็กน้อย สีหน้าดูเ็าขึ้นอีกสามส่วน เขากำลังจะเปิดปากพูด แต่ติงเหว่ยก็ออกมาจากห้องครัวพร้อมยกหม้อตุ๋นออกมา เมื่อเห็นทั้งสองคนในท่าทางเช่นนี้ นางจึงยิ้มแล้วเอ่ยทักทาย “ถ้าพวกท่านยังไม่มาอีก เนื้อหมูตุ๋นจะเละหมดแล้ว! นายน้อยช่วยข้าถือหม้อตุ๋นเข้าไปที ส่วนแม่นางฉู่เข้าไปช่วยข้าในครัวหน่อยนะ!”
เมื่อได้ยินดังนั้นกงจื้อิก็ยิ้มเล็กน้อย ความเ็าบนใบหน้าของเขาก็หายไปทันที มือที่เคยจับแส้ม้า หอกยาว ดาบคม และในอนาคตยังต้องถือพู่กันชาด [2] เพื่อตัดสินชะตากรรมของผู้คนนับไม่ถ้วน แต่ในขณะนี้เขากลับรับหม้อตุ๋นที่เก่าไปหน่อยอย่างเป็ธรรมชาติและเดินเข้าบ้านไปอย่างสง่างาม
ฉู่ชีซีมองเขาอย่างงุนงง ความรู้สึกเปรี้ยวปนขมในใจเกิดขึ้นโดยไม่มีเหตุผล ราวกับว่ามีบางสิ่งกำลังหลุดลอยจากนางไป แม้ว่านางจะพยายามคว้าไว้แต่ก็จับไม่อยู่ ในใจของนางรู้สึกว่างเปล่าและไร้จุดหมาย
ติงเหว่ยที่เรียกนางให้มาช่วยนั้นเป็เพียงข้ออ้าง นางก็แค่ไม่อยากให้กงจื้อิปฏิเสธอย่างเ็าจนทำร้ายจิตใจของฉู่ชีซีจนเกินไป เพราะความรักไม่มีถูกไม่มีผิด และครอบครัวสกุลฉู่เองก็เดินทางมาไกลเพื่อช่วยเหลือและสนับสนุน อย่างไรก็ควรคำนึงถึงน้ำใจในส่วนนี้สักหน่อย
-----------------------------------------
[1] ผู้เฒ่าไซ่เสียม้า 塞翁失马 หมายถึง เื่นี้เป็นิทานสอนใจเกี่ยวกับผู้เฒ่าไซ่ ซึ่งอาศัยอยู่บริเวณชายแดน วันหนึ่งม้าที่เขาเลี้ยงไว้หายไป เพื่อนบ้านต่างรู้สึกเสียดาย แต่ผู้เฒ่าไซ่กลับบอกว่ามันอาจเป็เื่ดีก็ได้ เวลาผ่านไป ม้ากลับมาพร้อมกับม้าพันธุ์ดีฝูงหนึ่ง เพื่อนบ้านยินดีแต่ผู้เฒ่าไซ่เตือนว่าอาจมีเื่ไม่ดีตามมา และก็เป็เช่นนั้นจริงๆ ลูกชายของเขาขาหักจากการขี่ม้า เพื่อนบ้านเสียใจแทน แต่ผู้เฒ่าไซ่บอกว่ามันอาจนำเื่ดีมา สุดท้ายเมื่อเกิดา ลูกชายของเขาไม่ถูกเกณฑ์ไปเพราะขาพิการทำให้เขารอดชีวิต นิทานเื่นี้สอนว่าโชคร้ายอาจเป็โชคดีก็ได้ และในทางกลับกันโชคดีก็อาจนำมาซึ่งโชคร้าย
[2] พู่กันชาด 朱笔 หมายถึง พู่กันที่ใช้เขียนกับหมึกสีแดง
