เล่มที่ 3 บทที่ 62 อักขระกระบี่จิ่วหยิน
อันที่จริงซ่งเทียนสิงเองก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นที่ผากระบี่…
จำได้เพียงว่าหลังจากหลินเฟยพูดว่า ‘โชคดีไม่น้อย’ ทันใดนั้นก็มีหมอกดำปรากฏขึ้นมา…
ทั้งหนาวเหน็บและอัดแน่นไปด้วยพลังหยินเข้มข้น…
ขณะที่อยู่ท่ามกลางไอหมอกนั่น ซ่งเทียนสิงรู้สึกราวกับจมอยู่ใต้แม่น้ำเหลืองจิ่วโยว เืที่ไหลเวียนในร่างกายราวกับจะถูกแช่แข็ง แต่บางครั้งก็เหมือนตกอยู่ในขุมนรก มีเสียงโหยหวนดังไม่หยุด เขาใจนสามจิตเจ็ดิญญาแทบจะหลุดออกจากร่างเลยทีเดียว…
ทว่าในตอนนั้นเอง ก็มีคนเรียกชื่อเขาขึ้นมา ฟังดูเหมือนจะเป็เสียงของหลินเฟย จะว่าไปก็แปลก หลังจากได้ยินเสียงหลินเฟย สามจิตเจ็ดิญญาเดิมที่ใกล้จะแตกกระเจิง ก็พลันสงบลงทันที
ก่อนจะเห็นอักขระทั้งเก้าตัวปรากฏขึ้นกลางอากาศ…
ทันใดนั้นนั้นซ่งเทียนสิงราวกับได้ยินเสียงคำรามของสัตว์าเก้าตน แต่บางครั้งอักขระเก้าตัวที่ลอยอยู่กลางอากาศก็แปรเปลี่ยนไปมาไม่หยุด ในตอนนี้เองที่ซ่งเทียนสิงตระหนักได้ว่าอักขระพวกนี้จะต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน จึงตั้งสมาธิก่อนจะจดจำมัน แต่ไม่ว่าจะจำอย่างไรก็จำไม่ได้เสียที ยิ่งร้อนรนก็ยิ่งจำอะไรไม่ได้…
ซ่งเทียนสิงเองก็ถือว่ามีไหวพริบ
หลังจากรู้ตัวว่าตนเองไม่สามารถจำได้ทั้งหมด ก็เปลี่ยนมาจับจ้องอักขระที่ง่ายสุดเพียงสามตัวแทน
พอหมอกสลายไป เขาก็สามารถจำอักขระทั้งสามตัวได้ในที่สุด
“หึหึ ดูจะเป็อย่างที่เ้าหนุ่มหุบเขาเทียนเฉวียนพูด ั้แ่นี้ไปพวกเราถือว่าอยู่กันกันคนละชั้นแล้ว…” พออาจารย์ของซ่งเทียนสิงกลับถึงหุบเขาเทียนสิง ก็เอ่ยประโยคนี้ออกมาทันที
ขณะเดียวกัน หลินเฟยเองก็กลับถึงหุบเขาอวี้เหิงเช่นกัน
การประลองกำลังจะเริ่มในอีกสามวันข้างหน้า ที่จริงแล้ว เวลาเท่านี้ก็เพียงพอที่จะให้เหล่าศิษย์ที่กลับจากผากระบี่ทบทวนสิ่งที่ได้มาจากการบำเพ็ญ ทว่าหลินเฟยกลับดูรีบร้อนเป็พิเศษ แม้แต่ตอนเจอซงหยาง ก็ทำแค่ทักทายสั้นๆก่อนจะรีบกลับห้องไป
หลังจากเข้าห้อง หลินเฟยที่เพิ่งจะปิดประตูไม่นานก็กระอักเืออกมา…
ท่ามกลางกองเืแดง มีเศษน้ำแข็งก้อนเล็กๆปะปนออกมาด้วย เป็ภาพที่ดูน่าสยดสยองเป็อย่างมาก
ทว่าหลังจากกระอักเืออกมา เดิมใบหน้าที่ซีดขาวก็พลันซับสีเืเล็กน้อย…
“บัดซบจริง ศิษย์พี่หลินเกิดบ้าอะไรขึ้นมาอีก หากคิดจะทิ้งเคล็ดวิชาไว้ก็ทำให้มันดีๆสิ วางกับดักไว้ทำไมล่ะเนี่ย…” หลินเฟยรู้สึกได้ว่าตัวเองได้พ้นขีดอันตรายหลังจากที่เขากระอักเืเมื่อครู่ออกไป จึงทิ้งตัวนั่งลงบนเก้าอี้อย่างเหนื่อยอ่อน พลางหอบหายใจ…
ทั่วทั้งพิภพหลัวฝูตอนนี้ เกรงว่าจะมีเพียงหลินเฟยคนเดียวเท่านั้นที่รู้ว่าผากระบี่นั่นอันตรายเพียงใด…
ทั้งสำนักเวิ่นเจี้ยนลือกันว่าผากระบี่นั่นตกทอดมาจากปรมาจารย์เมื่อหมื่นปีก่อน ในอดีตนักพรตชื่อฟ่าก็เคยบรรลุเคล็ดวิชากระบี่เวิ่นเทียนสิบสามกระบวนท่าที่นั่นด้วยเช่นกัน
อันที่จริงแม้มันจะถูก แต่ก็ถูกไม่ทั้งหมด…
ผากระบี่เกิดจากฝีมือปรมาจารย์เมื่อหมื่นปีก่อนจริงๆ…
และคนคนนั้นมีชื่อว่าหลินปั้นหู…
แต่หลินปั้นหูไม่ได้สร้างมาเพื่อให้คนรุ่นหลังมาฝึกฝนบำเพ็ญแต่อย่างใด เพียงแต่นักพรตชื่อฟ่าแค่บังเอิญโชคดีบรรลุเคล็ดวิชากระบี่เวิ่นเทียนสิบสามกระบวนท่าที่นั่น
ในอดีตชาติก่อนที่พิภพหลัวฝูจะเกิดเื่ สำนักเวิ่นเจี้ยนถือเป็สำนักที่แข็งแกร่งมาก ตอนหลินเฟยอยู่ที่หอดาบ บริเวณที่รกร้างทางใต้ก็มีจิ่วหยินปรากฏขึ้น ภายในคืนเดียวกันนั้นปีศาจาเก้าตนก็หลุดจากพันธนาการ ไล่เข่นฆ่าทำลายทุกชีวิตจนหมดสิ้น
หลังจากรู้ข่าว ผู้บำเพ็ญขั้นฟ่าเซินทั้งสิบสองคนของสำนักเวิ่นเจี้ยนก็เดินทางไปกำจัดและสามารถปลิดชีพปีศาจร้ายเ่าั้ลงได้ในที่สุด การที่ปีศาจร้ายทั้งเก้าตนถูกขนานนามว่าจิ่วหยิน ก็เพราะพวกมันอยู่ยงคงกระพัน ไม่มีวันตาย ถึงจะถูกผู้บำเพ็ญทั้งสิบสองฆ่าตาย แต่จิติญญาของพวกมันไม่มีวันดับสูญไปได้ ต่อให้เป็สำนักเวิ่นเจี้ยนที่แข็งแกร่ง แต่ก็รู้ดีว่าในภายภาคหน้า ปีศาจร้ายทั้งเก้าตนก็อาจจะฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีก จนทำให้เกิดภัยพิภัพจิ่วหยินอีกครั้งก็เป็ได้…
ดังนั้นพอหลินปั้นหูบรรลุขั้นจิงตัน จึงใช้ร่างตนต่างกระบี่ สะบั้นเกิดเป็รอยกระบี่ทั้งเก้าที่หน้าผา ทุกรอยกระบี่ล้วนผนึกปีศาจาไว้หนึ่งตน รอคอยเวลาให้พวกมันดับสูญไป…
แต่เพราะเหตุนี้…
ขั้นบำเพ็ญของหลินปั้นหูก็สูญสลายไปหมด นับจากนั้นมาก็อาศัยอยู่ที่หอดาบเป็เพื่อนหลินเฟยนับสิบปี ก่อนจะฟื้นตัวกลับก้าวสู่ขั้นบำเพ็ญเดิมอีกครั้ง…
ตอนนั้นหลินปั้นหูพูดไว้ว่า หลายหมื่นปีผ่านไป เมื่อปีศาจาเก้าตนที่ผากระบี่ดับสูญ จะเกิดเป็ขุมพลังที่เข้มข้น หากสำนักเวิ่นเจี้ยนในตอนนั้นยังคงอยู่ บางทีคนรุ่นหลังอาจจะมีวาสนาได้เคล็ดวิชาชั้นสูงนี้ไปครอง…
“ข้าขอตั้งชื่อให้ว่าเคล็ดวิชาอักขระกระบี่จิ่วหยิน…”
ตอนนั้นทั้งหลินปั้นหูแล้วก็หลินเฟยคิดไม่ถึงว่า หลายหมื่นปีให้หลัง สำนักเวิ่นเจี้ยนจะมีโอกาสได้เคล็ดวิชาอักขระกระบี่จิ่วหยินจริงๆ
และคิดไม่ถึงเลยว่าคนคนนั้นก็คือตัวหลินเฟยนั่นเอง…
ทว่ากว่าจะได้เคล็ดวิชานี้มาได้ กลับต้องเสี่ยงอันตรายมามากเลยทีเดียว…
เวลาล่วงเลยมาหลายหมื่นปี ปีศาจาทั้งเก้าตนต่างก็ดับสูญจนกลายเป็ขุมพลังไปหมดแล้ว บัดนี้ได้รวมกันเป็หนึ่งเดียวกับรอยกระบี่ทั้งเก้า เกิดเป็เคล็ดวิชาอักขระกระบี่จิ่วหยินตามที่หลินปั้นหูเคยพูดไว้ไม่มีผิด แต่ที่ปีศาจทั้งเก้าถูกขนานนามว่าจิ่วหยินนั้น ก็เพราะว่าพวกมันมีพลังขั้นฟ่าเซินแต่กำเนิด ต่อให้ดับสูญกลายเป็ขุมพลัง ก็เป็ขุมพลังที่รุนแรงมาก ผู้บำเพ็ญขั้นย่างหยวนเองก็มิอาจจะต้านทานไหว…
ขุมพลังเ่าั้แพร่กระจายมาตามกลุ่มหมอก หลินเฟยรู้สึกราวกับตัวเองกำลังก้าวเข้าสู่ประตูแห่งความตายครั้งแล้วครั้งเล่า หากพลาดแม้แต่นิดเดียว เกรงว่าจะต้องถูกขุมพลังนี้กลืนกินจนหมดสิ้น…
หลินเฟยรู้ดีว่าตนเองโชคดีเพียงใด ที่มีแค่อาการกระอักเืเท่านั้น…
แต่จะโทษใครได้…
เพราะศิษย์พี่หลินปั้นหูมีนิสัยเช่นนี้…
ในอดีตตอนที่ศิษย์พี่หลินโยนบุตรชายตัวเองเข้าสู่ทะเลปีศาจ เขาเคยพูดเอาไว้ว่า
“หากปีศาจเล็กๆแค่นี้ยังเอาชนะไม่ได้ แล้วจะมีชีวิตรอดบนเส้นทางบำเพ็ญได้อย่างไร?”
และนี่ก็คือ “หลินปั้นหู”
หากศิษย์พี่หลินรู้ได้ว่าหมื่นปีให้หลัง หลินเฟยได้เคล็ดวิชาอักขระกระบี่จิ่วหยินมาครอง แต่ก็เกือบจะถูกขุมพลังของเหล่าปีศาจนั้นกลืนกินล่ะก็...ทันใดนั้นหลินเฟยก็รู้สึกราวกับได้ยินเสียงของเขาดังขึ้นมา
“ขนาดขุมพลังที่หลงเหลือของเหล่าปีศาจยังกลืนกินเ้าได้ คิดว่าตัวเองคู่ควรกับเคล็ดวิชานี้แล้วหรือ?”
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
