“เ้าหนู เ้ามานี่”
มู่จงโบกมือเรียกไป๋จื่อเยว่
“ท่าน ท่านคิดจะทำอะไร ข้าบอกไว้ก่อนเลยนะว่าข้าไม่ได้มีรสนิยมเช่นนั้น”
ไป๋จื่อเยว่ยกมือขึ้นมาป้องอกตัวเอง ก่อนจะรีบถอยกรูดออกไปสองก้าว
เมื่อเห็นท่าทางเช่นนั้นของอีกฝ่ายมู่จงก็ผงะไปทันที จากนั้นไม่นานก็เหมือนว่าเขาจะเริ่มเข้าใจถึงเหตุผลในการกระทำของเด็กหนุ่ม จึงเอ่ยดุออกไปอย่างไม่จริงจังนักว่า “เ้าเด็กบ้า นั่นเ้ากำลังคิดเื่ไร้สาระอะไรอยู่ ข้าบอกให้เ้ามานี่เ้าก็จงมานี่เสีย”
มู่จงยกฝ่ามือของตัวเองขึ้นก่อนจะะเิพลังชีวิตออกมา และใช้มันดึงเอาร่างผอมบางของไป๋จื่อเยว่ให้พุ่งตัวเข้าไปหาตนในทันที จากนั้นมู่จงก็วางฝ่ามือลงบนศีรษะของเด็กหนุ่มอีกครั้ง ก่อนจะส่งพลังชีวิตเข้าสู่ร่างของไป๋จื่อเยว่
มู่เฟิงและมู่ขวงต่างเฝ้ามองจากด้านข้างด้วยความสงสัยใคร่รู้
“อ๊า เจ็บ เจ็บ เจ็บ...!”
ไป๋จื่อเยว่ร้องออกมาอย่างเ็ป เขารับรู้เพียงว่าภายในร่างกายของตนมีความรู้สึกแน่นตึงกำลังแล่นผ่านจนมันปวดร้าวไปหมด เด็กหนุ่มรู้สึกราวกับว่าตนเป็กระเพาะอาหารที่ไม่อาจกักเก็บสิ่งใดได้แล้ว แต่ทว่ากลับยังมีบางสิ่งพยายามเข้ามาเพื่อเติมเต็มมันอีก
มู่จงกลัวว่านี่จะเป็การทำร้ายไป๋จื่อเยว่ ดังนั้นเขาจึงหยุดส่งพลังชีวิตเข้าไปในร่างกายของอีกฝ่าย แต่ทันใดนั้นมู่จงกลับต้องใเมื่อพบว่าพลังชีวิตเ่าั้ได้ถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายของเด็กหนุ่มไปเสียแล้ว โดยที่ร่างกายของอีกฝ่ายไม่มีการต่อต้านเลยแม้แต่น้อย
“ช้าก่อน หรือว่านี่จะเป็ร่างกายพิเศษที่เขาเล่าขานกันในตำนาน?”
ดวงตาของมู่จงเผยร่องรอยของความใออกมาเล็กน้อย จากนั้นเขาก็รวบรวมพลังปราณในร่างของเด็กหนุ่มที่เดิมทีเป็ของตนให้มากัน เพียงไม่นานมันก็ได้กลายเป็คลื่นพลังและเริ่มมีปฏิกิริยาบางอย่าง
ฉับพลันนั้นคลื่นพลังชีวิตได้พวยพุ่งไปยังจุดที่สองของเส้นลมปราณอย่างรวดเร็ว
“อ๊าก…!”
ไป๋จื่อเยว่เปล่งเสียงร้องออกมาอีกครั้ง คราวนี้เขารู้สึกเ็ปราวกับว่าภายในร่างกายกำลังถูกฉีกขาด เวลานี้เด็กหนุ่มััได้เพียงว่าพลังชีวิตในร่างของเขาได้เปลี่ยนรูปลักษณ์กลายเป็กรวยแหลม ก่อนที่มันจะพุ่งทะลวงผ่านเส้นลมปราณในจุดที่สองได้สำเร็จ โดยที่เส้นลมปราณของเขาไม่ได้รับความเสียหายเลยแม้แต่น้อย!
“ท่านอาจง ท่านทำเช่นนี้ไม่ได้ เขาอาจถึงตายได้เชียวนะ!”
สีหน้าของมู่เฟิงพลันเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว เด็กหนุ่มตระหนักได้ในทันทีว่ามู่จงกำลังจะทำอะไร เขาจึงรีบห้ามอีกฝ่าย
“คุณชาย เขาไม่เป็อะไร เด็กหนุ่มผู้นี้ทะลวงเส้นลมปราณในจุดที่สองได้แล้ว”
มู่จงพลันยกมือขึ้นห้ามมู่เฟิงที่กำลังจะเดินเข้ามา
“ต่อไปเส้นลมปราณจุดที่สาม ทะลวง!”
มู่จงกล่าวด้วยเสียงโทนต่ำ ก่อนจะระดมพลังชีวิตอีกครั้งและส่งมันให้พุ่งทะลวงไปยังจุดที่สามของเส้นลมปราณโดยตรง
“อ๊าก... เจ็บเหลือเกิน นี่ท่านกำลังจะทำอะไร อ๊า... พี่เฟิง ช่วยข้าด้วย...”
ใบหน้าของไป๋จื่อเยว่พลันบิดเบี้ยวอย่างเ็ป สีหน้าของเขาแดงก่ำ กระทั่งเส้นเืยังปูดโปนจนดูน่ากลัว
อัก...!
เืสีดำไหลทะลักออกมาจากปากของเขาอีกครั้ง
มู่เฟิงและมู่ขวงที่อยู่ด้านข้างต่างหันมามองหน้ากันด้วยความตกตะลึง
ไป๋จื่อเยว่ยังคงกรีดร้องออกมาอย่างเ็ป เนื่องจากเป็่เวลาดึกดื่น เสียงกรีดร้องอันโหยหวนนี้ได้เรียกให้สมาชิกในตระกูลบางส่วนออกมาดูสถานการณ์อยู่นอกลานบ้านด้วยความตระหนกใ
“เป็เสียงจากเรือนพักของคุณชายเฟิง คงไม่ได้เกิดเื่อะไรขึ้นหรอกนะ”
“เสียงร้องนี้ฟังดูน่าสังเวชนัก เขากำลังทำอะไร?”
ผู้คนที่ลอบดูสถานการณ์ต่างพูดคุยกัน เพียงไม่นานกลุ่มผู้คุ้มกันของตระกูลมู่ก็โผล่มาพร้อมกับดาบในมือ เมื่อได้ยินเสียงกรีดร้อง พวกเขาจึงะโถามออกไปทันทีว่า “คุณชายเฟิง ท่านเป็อะไรหรือไม่?”
“ไม่มีอะไร เพียงแค่การฝึกเท่านั้น พวกเ้าไม่ต้องสนใจ”
มู่เฟิงะโตอบกลับเสียงดัง
“เพียงการฝึก? การฝึกต้องเ็ปถึงเพียงนี้เชียวหรือ? หรือจะเป็การทะลวงผ่านระดับจื่อฝู่?”
ทุกคนต่างตกตะลึง แต่หลังจากนั้นเหล่าผู้คุ้มกันก็ได้ไล่กลุ่มคนที่มาลอบสังเกตการณ์ออกไป
ภายในโถงรับรอง เวลานี้ร่างของไป๋จื่อเยว่กำลังถูกย้อมไปด้วยเื ในที่สุดมู่จงก็ยอมปล่อยตัวเขา
ดวงตาของไป๋จื่อเยว่พลันมืดแสงลง แข้งขาของเขาเริ่มอ่อนแรงเต็มที เขาจ้องมองมู่จงพร้อมสบถด่าอีกฝ่าย “เ้าคนสารเลว ระยำตำบอน...”
จากนั้นเด็กหนุ่มก็ล้มตัวลงอย่างหมดแรง มู่เฟิงรีบเข้าประคองไป๋จื่อเยว่ที่ตัวเปื้อนไปด้วยเืไว้ในทันที ก่อนจะหันไปจ้องมู่จง “ท่านอาจง นี่ท่านทำอะไรลงไป?”
มู่จงปาดเหงื่อ ก่อนจะทรุดตัวนั่งลงบนเก้าอี้แล้วพูดว่า “คุณชาย ท่านอย่าได้ร้อนใจไปขอรับ เด็กผู้นี้มีร่างกายพิเศษ เมื่อครู่ข้าลองทดสอบใช้พลังชีวิตทะลวงเส้นลมปราณของเขาดู ผลปรากฏว่าสามารถทะลวงเส้นลมปราณของเขาได้ถึงเจ็ดจุด โดยที่พลังชีวิตของข้าไม่ได้สร้างความเสียหายให้กับเส้นลมปราณของเขาเลยแม้แต่น้อยขอรับ”
“ว่าอย่างไรนะ? ท่านสามารถใช้พลังชีวิตของท่านทะลวงเส้นลมปราณให้เขาได้ ทั้งยังไม่ได้สร้างความเสียหายให้เขาเลยแม้แต่น้อย!”
ทั้งมู่เฟิงและมู่ขวงต่างตกตะลึง ตามหลักแล้วพลังจากภายนอกจะสามารถช่วยเปิดเส้นลมปราณได้เพียงจุดแรกเท่านั้น ส่วนเส้นลมปราณในจุดอื่นจำต้องทะลวงผ่านมันไปด้วยตัวเอง เพราะมีเพียงพลังปราณของเ้าของร่างเท่านั้นที่จะไม่ทำลายเส้นลมปราณของตน
“ถูกต้องขอรับ ข้าค้นพบว่าภายในร่างกายของเด็กหนุ่มผู้นั้นสามารถดูดกลืนและรวมเป็หนึ่งกับพลังปราณของบุคคลอื่นได้ หลังพลังปราณของข้าเข้าสู่ร่างกายของเขา มันกลับไม่มีปฏิกิริยาต่อต้านให้เห็นเลยแม้แต่น้อย ด้วยเหตุนี้ข้าจึงลองทดสอบดู ปรากฏว่าทำสำเร็จได้จริง ในตอนนี้ตราบใดที่เขาสามารถบ่มเพาะพลังปราณออกมาด้วยตัวเองได้ เขาย่อมถูกนับว่าเป็ผู้ฝึกยุทธ์ระดับทงม่ายขั้นแปดผู้หนึ่ง แต่สภาพร่างกายของเขานั้นอ่อนแอเกินไป ข้าจึงไม่กล้าทะลวงจุดสุดท้ายให้เขา เพราะกลัวว่าเขาอาจจะตายได้ขอรับ”
มู่จงอธิบาย
มู่เฟิงและมู่ขวงต่างหันมามองหน้ากัน ก่อนจะเหลือบมองไปทางไป๋จื่อเยว่ด้วยความรู้สึกเหลือเชื่อ
เดิมทีมู่เฟิงคิดว่าการที่ตัวเองดูดซับพลังจากเืเพื่อเพิ่มระดับวรยุทธ์นั้นเป็เื่ที่น่าเหลือเชื่อแล้ว แต่ในความเป็จริง ร่างกายที่มีความพิเศษของไป๋จื่อเยว่นั้นน่าเหลือเชื่อกว่ามาก ร่างกายของอีกฝ่ายสามารถยืมพลังชีวิตของบุคคลอื่นมาทะลวงผ่านเส้นลมปราณของตนได้โดยตรง
“เอาล่ะ ตอนนี้ข้าต้องดึงพลังชีวิตของข้าที่เหลืออยู่ภายในร่างกายของเขากลับคืนมาก่อน ไม่อย่างนั้นเกรงว่าอาจจะมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นได้ ถึงอย่างไรพลังชีวิตก็ไม่ใช่สิ่งที่พวกท่านจะสามารถแบกรับได้ในตอนนี้”
หลังจากมู่จงกล่าวจบ เขาได้วางฝ่ามือลงบนศีรษะของเด็กหนุ่มอีกครั้ง คราวนี้นอกจากเศษเสี้ยวเพียงเล็กน้อยของพลังชีวิตที่เขาจงใจเหลือทิ้งไว้ในจุดแรกของเส้นลมปราณ พลังชีวิตในส่วนอื่นๆ ล้วนถูกเขาดึงกลับมาทั้งหมด
ถึงอย่างไรพลังที่ผู้ฝึกยุทธ์ที่มีวรยุทธ์ต่ำกว่าระดับหนิงกังจะสามารถบ่มเพาะออกมาได้ล้วนมีเพียงแค่พลังปราณเท่านั้น ไม่ใช่พลังชีวิต
พลังชีวิตเป็สิ่งที่ควบแน่นออกมาแล้วจะไม่เลือนหาย ดังนั้นผู้ฝึกยุทธ์ที่แข็งแกร่งจึงสามารถใช้สิ่งนี้สังหารศัตรูที่อยู่ห่างเป็พันเมตรได้
ส่วนพลังปราณนั้นเป็พลังที่ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับการโจมตีทางกายภาพ แต่หากอยู่นอกรัศมีสามฟุต พลังปราณก็จะเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว
สำหรับพลังชีวิตนั้นเกิดจากการที่ผู้ฝึกยุทธ์ระดับหนิงกังได้หลอมรวมพลังเข้ากับพลังพิเศษสายหนึ่งซึ่งถูกเรียกว่ากังชี่
“เวลานี้วรยุทธ์ของจื่อเยว่อยู่ในระดับทงม่ายขั้นเก้าแล้วรึ?”
มุมปากของมู่เฟิงและมู่ขวงกระตุกเล็กน้อยเมื่อได้ยินดังนั้น
นี่เรียกว่าการบ่มเพาะวรยุทธ์แน่หรือ เรียกว่าก้าวเดียวถึง์คงเหมาะสมกว่า*
(*การบรรลุผลสำเร็จเพียงชั่วเวลาสั้นๆ)
“คุณชายขอรับ หลังจากเขาฟื้นขึ้นมา เราควรป้อนของบำรุงให้เขาเสียหน่อยจะเป็การดีที่สุดแต่อย่าได้บำรุงมากเกินไป ไม่อย่างนั้นร่างกายของเขาอาจรับไม่ไหว ร่างกายของจื่อเยว่ผู้นี้ไม่ธรรมดา พร์ในการบ่มเพาะวรยุทธ์ของเขาคงไม่ด้อยไปกว่าคุณชายที่มีกระดูกิญญา หากอบรมเลี้ยงดูเขาให้ดี ในอนาคตเขาย่อมกลายเป็แขนที่ทรงพลัง คอยช่วยเหลืองานของคุณชายได้อย่างแน่นอนขอรับ”
มูจงกล่าว ในขณะที่มู่เฟิงพยักหน้า
“จื่อเยว่ผู้นี้ไม่ธรรมดา ดูเหมือนว่าข้าต้องเร่งพยายามให้มากขึ้นไปอีก ไม่อย่างนั้นหากถูกเ้าเด็กนี่แซงหน้า เขาต้องหัวเราะเยาะข้าเป็แน่”
มู่ขวงแอบหมายมาดในใจเมื่อได้ฟังดังนั้น
จากนั้นมู่จงได้ถอยออกไป ในขณะที่มู่เฟิงประคองร่างของไป๋จื่อเยว่ที่กำลังหลับไหลเข้าไปยังห้องพักแขก
ในวันรุ่งขึ้น มู่เฟิงได้ให้บ่าวรับใช้ทำของบำรุงให้กับไป๋จื่อเยว่ เพื่อให้เขาค่อยๆ ฟื้นฟูร่างกาย
และในวันเดียวกันนั้น เด็กสาวร่างบางในชุดคลุมสีฟ้าครามได้มายังเรือนพักของมู่เฟิง เด็กสาวผู้นี้คือมู่หลาน
มู่หลานถูกมู่ไห่ส่งมาให้คอยรับใช้มู่เฟิง ด้วยรูปลักษณ์ของมู่หลานแล้ว ถือได้ว่านางเป็หญิงงามของเมืองอันหนานผู้หนึ่ง นอกจากรูปร่างที่สง่าและงดงาม เด็กสาวยังเป็คนมีพร์ ภายในตระกูลมู่สาขาย่อยนางจึงมีชื่อเสียงอยู่ไม่น้อย เวลานี้วรยุทธ์ของนางอยู่ในระดับทงม่ายขั้นแปดแล้ว แต่การที่นางถูกส่งให้มาคอยรับใช้มู่เฟิงเช่นนี้ เห็นได้ชัดว่ามู่ไห่้าเอาใจมู่เฟิง
สำหรับมู่หลาน นางไม่ได้ต่อต้านในเื่นี้ ตรงกันข้าม นางกลับตอบรับและเข้ามาทำหน้าที่สาวใช้ในเรือนพักของมู่เฟิงด้วยความเต็มใจ ทว่ากลับกลายเป็มู่เฟิงที่หลบเลี่ยงเสียเอง
“คุณชายเฟิง หรือว่าท่านรังเกียจมู่หลานหรือเ้าคะ?”
มู่หลานมองไปยังมู่เฟิงด้วยดวงตาที่เริ่มแดงขึ้นมาเล็กน้อย ทว่ากลับดูมีเสน่ห์ดึงดูดใจเป็อย่างยิ่ง
“ไม่ใช่เช่นนั้น เสี่ยวหลาน ข้า ไอหยา ข้าเห็นเ้าเป็สหายผู้หนึ่ง ไม่ใช่คนใต้บังคับบัญชา อีกอย่างข้าสามารถดูแลตัวเองได้ ไม่ได้้าสาวใช้ นอกจากนี้มันยังทำให้เ้าต้องเสียเวลาฝึกวรยุทธ์ด้วยไม่ใช่หรือ”
“ฮึ่ม ข้าว่าท่านต้องรังเกียจข้าเป็แน่ เพราะไม่ชอบข้าจึงได้กล่าวคำพูดเหล่านี้ออกมา...”
คราวนี้เด็กสาวถึงขั้นหลั่งน้ำตา เมื่อเห็นดังนั้นมู่เฟิงยิ่งร้อนรน เขาไม่อาจทนเห็นเด็กสาวร้องไห้ได้ ดังนั้นเขาจึงต้องตอบรับอย่างไม่มีทางเลือก “เอาละ ในเมื่อเ้า้าจะอยู่ก็แล้วแต่เ้าเถอะ แต่ข้าไม่ได้้าให้เ้าทำงานใดทั้งสิ้น เพียงเ้าตั้งใจฝึกฝนวรยุทธ์ให้ดีก็พอแล้ว”
เมื่อได้ยินดังนั้นมู่หลานก็ได้เผยรอยยิ้มออกมาทันที อีกทั้งยังเป็รอยยิ้มที่น่ามองเป็อย่างมาก