เล่มที่ 3 บทที่ 69 ต้องศึกษาและลงมือทำ
ในขณะที่หลินเฟยต้องเจอกับอุปสรรคมากมาย ขณะเดียวกันหวังหลินเองก็ไม่ได้สบายไปกว่ากันเท่าไรนัก หลินเฟยเองก็เห็นชัดว่าหลายครั้งที่หวังหลินเกือบจะจัดการเขาได้แล้ว เพียงแค่สะบั้นกระบี่ซ้ำอีกครั้งเดียวเท่านั้นก็จะสามารถบีบอีกฝ่ายจนตกจากแท่นประลองได้ แต่ทุกครั้งหวังหลินมักจะพลาดไปเพียงเสี้ยววินาทีเสมอ หากไม่ใช่เพราะโคจรพลังปราณช้าเกินไป ก็คงเป็เพราะกระบวนท่าที่ใช้เกิดสะดุดขึ้นมา…
‘ขืนเป็แบบนี้ต่อไป คงไม่ได้การ…’
พริบตาเดียวเท่านั้น ทั้งคู่ก็สู้กันมากว่าสองร้อยกระบวนท่าแล้ว…
หลินเฟยและหวังหลินต่างก็เป็ศิษย์สายในที่มีความสามารถ มีสิทธิ์เข้าชิงตำแหน่งศิษย์สายตรงเช่นเดียวกัน ทว่าที่แท่นประลองแห่งนี้ กลับเป็การประลองที่มีอุปสรรคมากที่สุดเป็ประวัติการณ์ก็ว่าได้…
ราวกับกำลังวัดดวงว่าใครจะซวยกว่ากัน…
ระหว่างที่ตั้งรับอยู่นั้น หลินเฟยก็พบว่าถึงแม้จะซวยเหมือนกันทั้งคู่ แต่ดูเหมือนว่าหวังหลินจะค่อยๆได้เปรียบมากขึ้น…
‘กระบี่ดับโชคนี่ช่างพิลึกเหลือเกิน…’
ทั้งที่เป็ผู้บำเพ็ญย่างหยวนเหมือนกันแท้ๆ แถมหลินเฟยยังมีประสบการณ์มาถึงสองชาติ ทว่าหวังหลินกลับเริ่มเป็ฝ่ายได้เปรียบแทน…
หลินเฟยรู้สึกหน่วงในใจขึ้นมาทันที เขาจำต้องเปลี่ยนเคล็ดวิชากระบี่อีกครั้ง จึงจะสามารถต้านกระบวนท่าของหวังหลินได้…
ทางด้านหวังหลินยังคงใช้เคล็ดวิชาัเหินเช่นเดิม ไม่ว่าจะเป็การรุกหรือการรับ ก็เผยช่องโหว่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ต่อให้ไม่ใช่ฝ่ายรุกยังคงได้เปรียบอยู่เสมอ กระบวนท่าของหวังหลินเป็รุกไปแล้วถึงเจ็ดส่วนของทั้งหมด และเป็การตั้งรับเสียสามส่วน กระบวนท่าของเขาแข็งแกร่งราวกับปราการเหล็กไปทั่วบริเวณรัศมีสิบจ้าง แม้จะเกิดเหตุติดขัดมาตลอดก็ตาม เขาก็สามารถพลิกสถานการณ์กลับมาได้อย่างรวดเร็วร่ำไป
เคล็ดวิชาสุดแสนพิสดารของหวังหลินทำให้หลินเฟยรู้สึกหนักใจเป็อย่างมาก…
เวลานี้จ้าวเชียนเย่ที่อยู่บนบัลลังก์อารมณ์ดียิ่งกว่าใครๆ เขาหันไปยิ้มให้ก่อนจะเอ่ยกับเติ้งเย่วที่อยู่ด้านข้าง
“ข้าลองคิดดูแล้ว ยาลูกกลอนสิบสองขั้นแม้จะมีพลังรุนแรง แต่ต้องใช้พร้อมกันทั้งสิบสองเม็ด เอาแบบนี้ดีหรือไม่ศิษย์น้องเติ้ง ข้าไม่เอายานั่นแล้ว เ้าให้ข้ายืมกระจกเวิ่นซินสักสามสิบปีแล้วกัน…”
“หุบปากไปเลย!” เติ้งเย่วโกรธจัดจนเส้นขมับปูดโปนออกมา สองตาจดจ้องไปที่แท่นประลอง หวังหลินรับมือยากกว่าที่เติ้งเย่วคิดไว้มากเลยทีเดียว ต่อให้ใช้มาตราฐานที่เข้มงวดที่สุดมาวัด ทุกกระบวนท่าของหลินเฟยนั้นถือว่าสมบูรณ์แบบมากแล้ว ต่อให้เปลี่ยนเป็หวังหลิงกวนที่มีขั้นบำเพ็ญย่างหยวน ก็เกรงว่าอาจจะทำได้ไม่ดีเท่าหลินเฟย…
ทว่ากายฝูเต๋อเมื่อรวมเข้ากับกระบี่ดับโชคแล้ว แม้แต่หลินเฟยที่มีกระบวนท่าที่สมบูรณ์แบบก็ยังถูกสกัดเอาไว้ได้…
“ว่าอย่างไร ศิษย์น้องเติ้ง ลองพิจารณาดูนะ ยกกระจกเวิ่นซินให้ข้ายืมสามสิบปี ส่วนเ้าก็แค่ปิดกั้นหุบเขาเทียนสิงจากโลกภายนอกเพียงสามสิบปีเท่านั้นเอง เมื่อเทียบกับต้องเสียยาลูกกลอนสิบสองขั้นแล้ว ถือว่าคุ้มเสียกว่ากันเยอะเลยนะ…”
“เลิกพูดมากเสียที อย่าให้ข้าได้ออกคำสั่งให้ลากศิษย์หุบเขาเหยากวงไปลงทัณฑ์ โทษฐานก่อกวนความสงบของงานศิษย์สายตรง”
“…”
ระหว่างที่ผู้าุโทั้งสองกำลังถกเถียงกัน หลินเฟยที่อยู่บนแท่นประลองกลับรู้สึกประหลาดใจขึ้นมา
จะว่าไปถึงแม้หวังหลินจะขัดสนเช่นไร แต่ก็เป็ศิษย์รักของจ้าวเชียนเย่ผู้าุโที่มีพลังแข็งแกร่งที่สุดของสำนักเวิ่นเจี้ยน ได้ยินว่าร้อยปีให้หลังมานี้ เขาอาจจะบรรลุถึงขั้นฟ่าเซี่ยงได้เลยทีเดียว ในเมื่อมีอาจารย์ที่เก่งกาจเช่นนี้ แล้วเหตุใดถึงรู้เพียงเคล็ดวิชากระบี่ัเหินเท่านั้น?
‘ช้าก่อน กระบี่ัเหิน…’
เมื่อเห็นจุดอ่อนเข้า หลินเฟยก็เสี่ยงแทงเข้าไปสองกระบวนท่า และก็เป็อย่างที่คิดไว้จริงๆ หวังหลินยังคงทำแบบเดิม เขาใช้แค่เคล็ดวิชากระบี่ัเหิน ตั้งรับด้วยความยากลำบาก แต่กลับไม่เกิดเื่ติดขัดใดๆขึ้นมาเลย…
“เป็อย่างนี้นี่เอง!” หลินเฟยเข้าใจทันที มิน่าชาติที่แล้วถึงมีคนกล่าวไว้ว่า “หากประมือกับคู่ต่อสู้ที่ใช้เคล็ดวิชากระบี่ดับโชค ก็จะเหมือนดิ้นอยู่ในบึงโคลน ยิ่งดิ้นรนก็ยิ่งถลำลึกไปเรื่อยๆ”
เหตุผลที่หวังหลินใช้แต่เคล็ดวิชากระบี่ัเหินซ้ำๆน่ะหรือ?
ก็เพราะมันเป็เคล็ดวิชาที่มีกระบวนท่าง่ายที่สุดของสำนักเวิ่นเจี้ยน มีทั้งหมดแค่สิบสองกระบวนท่า และแต่ละกระบวนท่าก็มีการเปลี่ยนแปลงที่ไม่ซับซ้อนเลย
ดังนั้นเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงน้อยแบบนี้ ก็ย่อมจะเกิดข้อผิดพลาดน้อยลงไปด้วย!
นอกจากนี้หวังหลินยังเป็ฝ่ายรับ จึงยิ่งลดโอกาสที่จะเกิดเหตุขัดข้องขึ้นมาได้อีก
มิน่าล่ะ หวังหลินถึงได้เปรียบขึ้นมาเรื่อยๆ…
‘เป็อย่างที่ว่าไว้จริงๆด้วย…’
‘สำหรับการบำเพ็ญนั้น…’
‘ไม่เพียงแต่จะต้องศึกษาให้ดีแล้ว ยังจะต้องฝึกฝนให้ชำนาญอีกด้วย’
เมื่อชาติที่แล้วหลินเฟยเอาแต่ขลุกตัวอยู่ในหอดาบมากว่ายี่สิบปี เรียกได้ว่าแทบจะอ่านตำราทุกเล่มจนจำได้หมดแล้ว ต่อให้เคล็ดกระบี่ที่พิสดารกว่านี้ก็ย่อมอ่านมาแล้วหมด แต่กลับไม่เคยประมือกับใครเลยแม้แต่ครั้งเดียว พอมาเจอการประมือเข้าจริงในชาตินี้ หลายสิ่งที่ได้ศึกษามาแค่รู้จักอย่างเดียวก็มิอาจจะเพียงพอ หากครั้งนี้ไม่ได้ประมือกับหวังหลินก็คงไม่รู้เลยว่าเคล็ดกระบี่ดับโชคจะมีความลับซ่อนอยู่มากมายเช่นนี้
ทว่าตอนนี้…
เขาก็ได้รู้จักกับเคล็ดกระบี่ัเหินแล้วเช่นกัน!
เมื่อคิดได้ดังนั้น หลินเฟยก็ตวัดกระบี่ในมืออีกครั้ง ก่อนจะเปลี่ยนมาใช้เคล็ดกระบี่ัเหินตามอีกฝ่าย
คราวนี้เหล่าศิษย์ที่ชมการประลองอยู่ก็พากันแตกตื่นขึ้นมา
‘หมายความว่าอย่างไร?’
‘คิดจะยอมแพ้แล้วหรือ?’
‘ชักจะไปกันใหญ่แล้ว…’
ทั้งคู่เป็ถึงศิษย์สายตรงที่มีพร์เยี่ยมยอด แต่ในงานศิษย์สายตรงอันสูงส่งแห่งนี้ พวกเขากลับใช้เคล็ดวิชากระบี่ัเหินเหมือนกัน แถมยังมีท่าทีงกเงิ่น ออกกระบวนท่าผิดๆถูกๆอยู่หลายครั้ง จนผู้ชมไม่อาจทนดูต่อได้จริงๆ ดูศิษย์สายนอกประลองกัน ยังจะน่าสนใจกว่าอีกด้วยซ้ำ…
อย่างไรก็ตาม…
ขณะที่ทุกคนเข้าใจว่าหลินเฟยกำลังจะยอมแพ้ อยู่ดีๆสถานการณ์บนแท่นประลองกลับเปลี่ยนไป จากเดิมที่หวังหลินเป็ฝ่ายได้เปรียบ แต่เมื่อหลินเฟยหันมาใช้เคล็ดกระบี่ัเหิน ก็ทำให้หวังหลินพลาดพลั้งติดๆกันหลายครั้งขึ้นมา กระทั่งกลายเป็หลินเฟยที่สามารถพลิกเอาชนะไปได้หลายกระบวนท่าแทน
ไม่ใช่แค่นั้น…
บัดนี้ดูเหมือนหลินเฟยกำลังเป็ฝ่ายได้เปรียบแทนเสียแล้ว!
ถึงแม้บนแท่นประลองจะเกิดเื่ราวขัดข้องอยู่อีกหลายครั้ง แต่เพราะทั้งคู่เลือกใช้กระบวนท่าที่เรียบง่าย อุปสรรคที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เื่ร้ายแรงแต่อย่างได้ ในเวลานี้การประลองจึงเปลี่ยนกลับจากการวัดดวง มาเป็วัดความสามารถอย่างแท้จริงเช่นเดิม
หลินเฟยยังคงได้เปรียบขึ้นเรื่อยๆ…
เดิมทีภายในรัศมีสิบจ้างถูกหวังหลินสร้างเป็ปราการแ่า ทว่าตอนนี้กำลังทยอยเกิดช่องโหว่มากขึ้นเรื่อยๆ ลำแสงกระบี่ค่อยๆแทรกซึมผ่านปราการเข้าไป ภายในเวลาสั้นๆเพียงหนึ่งเค่อเท่านั้น หวังหลินก็เกิดข้อผิดพลาดไปถึงสามครั้ง ซึ่งแต่ละครั้งล้วนถูกหลินเฟยจับจุดอ่อนได้หมด ก่อนจะสวนฟันออกไปจนอีกฝ่ายได้แผลกลับมาด้วย…
“ต้องขออภัยด้วย!” หลังจากถูกหลินเฟยทำให้เกิดการาเ็ที่บริเวณมือขวาเข้า ทำให้หวังหลินจำเป็ต้องใช้มือซ้ายมากำกระบี่แทน เขาพยายามกัดฟันแน่น ก่อนจะโคจรพลังเข้าไปในกระบี่สีดำอีกครั้ง…
หมอกดำแผ่กระจายปกคลุมไปทั่วแท่นประลองในทันที หากยื่นมือออกไปก็จะเห็นเพียงหมอกสีดำที่ปิดบังทุกอย่างจนมิดเท่านั้น
หมอกดำก่อตัวขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายกลายเป็ขวานขนาดมหึมาน่าสะพรึงกลัว ที่กำลังลอยอยู่เหนือศีรษะของหวังหลิน…
“บัดซบ แย่แล้ว!” ก่อนหน้านี้จ้าวเชียนเย่ยังหยอกล้อเติ้งเย่วด้วยความสนุกอยู่แท้ๆ แต่เมื่อเห็นภาพตรงหน้า ก็เกิดกระตุกใจนดีดตัวยืนขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว ก่อนที่จะอุทานเสียงดังออกไป ส่วนใบหน้านั้นกลับเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกแทน
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
