แสงแดดยามบ่ายส่องผ่านหมู่เมฆสีเทา ชาร์ลส์นั่งอยู่บนหลังม้าที่พาเขามาถึงจุดหมาย แม้จะช้ากว่าที่วางแผนไว้ราวสองชั่วโมงเพราะต้องเสียเวลากับฝนกลางคืนและเหตุการณ์โจรปล้นระหว่างทาง
นาฬิกาพกที่ได้รับมาจากกรมบอกเวลาบ่ายสองเศษ แต่ชายหนุ่มชินกับการดูเวลาจากดวงอาทิตย์มากกว่า ท้องฟ้าเริ่มแจ่มใส พื้นดินเริ่มแห้ง เหลือเพียงความชื้นจากฝนเมื่อคืนที่ค่อยๆ ระเหยไปตามแสงแดด
ชาร์ลส์หยิบกล้องส่องทางไกลขึ้นมา สำรวจเป้าหมายที่อยู่เบื้องหน้า เหมืองกำมะถันตั้งอยู่ในหุบเขาลึก มีูเาหินปูนสูงชันล้อมรอบราวปราการธรรมชาติ ไอกำมะถันลอยฟุ้งเป็หมอกบางๆ ส่งกลิ่นเหม็นฉุนคล้ายไข่เน่า บนยอดเขาที่สูงที่สุดใกล้เหมือง โบสถ์หินเก่าแก่ตั้งตระหง่าน นั่นคือจุดหมายที่แท้จริงของเขา
ดวงตาคมกริบมองผ่านกล้อง สังเกตรายละเอียดทุกจุด หอคอยยามสี่มุมตั้งสูงตระหง่าน คอยสอดส่องความเคลื่อนไหวของนักโทษ และมองเห็นตัวโบสถ์ได้อย่างชัดเจน ส่วนรายละเอียดอื่นๆ ถูกบดบังด้วยแนวูเาที่โอบล้อม
'โบสถ์ต้องมีคนเฝ้าแน่ ถ้าเป็ที่ทดลองลับจริง' ชายหนุ่มครุ่นคิด
สายตากวาดมองไปที่หอคอยยามทั้งสี่ด้าน 'ส่วนยามบนหอคอย... อาจมีคนของพวกมันปะปนอยู่' เขานึกถึงอำนาจและอิทธิพลของคนเื้ัที่ฮัมฟรีย์เล่าให้ฟัง 'พวกมันคงไม่ปล่อยให้สถานที่สำคัญอยู่ในการดูแลของคนนอก'
เขาชั่งน้ำหนักทางเลือก 'กลางวันไม่เหมาะแน่ ยามบนหอคอยจะมองเห็นทุกความเคลื่อนไหวได้ชัด ต้องรอให้มืดหรือมีหมอกบัง'
เขาวิเคราะห์ข้อดีข้อเสียของแต่ละ่เวลา 'กลางคืนหรือเช้าตรู่ ใน่เวลากลางคืน ความมืดจะเป็เกราะกำบังที่ดี แต่ว่าการรักษาความปลอดภัยมักจะเข้มงวดขึ้น ยามจะมากกว่าปกติ การลาดตระเวนจะถี่ขึ้น'
'ส่วนเช้าตรู่... ยามอาจจะน้อยลง บางคนอาจเผลอหลับใน่เปลี่ยนกะ แต่ปัญหาคือปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้มีมากเกินไป บางวันหมอกหนาทึบ บางวันหมอกบางเบา วันนี้ฝนไม่ตกตอนกลางคืน ความชื้นในอากาศอาจไม่พอให้หมอกก่อตัว หรือถ้ามีลมพัดมา หมอกก็อาจจางหายไปในพริบตา แถมยังมีเวลาจำกัด ต้องจัดการให้เสร็จก่อนพระอาทิตย์ขึ้น'
'กลางคืนแล้วกัน' เขาตัดสินใจในที่สุด 'ยามอาจมากขึ้น แต่อย่างน้อยก็รู้ว่าความมืดจะอยู่กับเรานานพอ ดีกว่าเสี่ยงกับหมอกที่ไม่แน่นอน'
เมื่อตัดสินใจได้ ชาร์ลส์มองหาจุดผูกม้า เขาเดินวนหาจุดที่เหมาะสม แต่สภาพโดยรอบไม่เอื้ออำนวย พืชพรรณเหี่ยวเฉาจากพิษกำมะถัน แม่น้ำเป็พิษจากกระบวนการทำเหมือง แต่อย่างน้อยสภาพที่เลวร้ายนี้ก็มีข้อดีสำหรับเขาอยู่บ้าง คือไม่มีสัตว์ป่าสักตัวในรัศมี จึงไม่ต้องกังวลว่าม้าหรือตัวเขาจะถูกทำร้ายระหว่างพักผ่อน
ในที่สุดเขาก็พบซอกหินที่พอจะใช้เป็ที่หลบซ่อนได้ ผูกม้าไว้กับต้นไม้แห้งตายที่ยังแข็งแรงพอ วางกระเป๋าสัมภาระลง ร่างกายที่อดนอนมาทั้งคืนส่งสัญญาณเรียกร้องการพักผ่อน เขาทรุดตัวลงนั่ง พิงแผ่นหลังกับผนังหิน
ความคิดวนเวียนกลับไปที่เหตุการณ์ก่อนหน้า ขณะดูดกลืนสติสัมปชัญญะของโจร ความรู้สึกมึนเมาที่ครอบงำ ความหลงใหลที่ทำให้ลืมทุกสิ่งรอบตัว แม้แต่สัญชาตญาณการเอาตัวรอด
'อันตรายเกินไป' เขาสะบัดศีรษะ พยายามขับไล่ความรู้สึกนั้น 'ถ้ามีศัตรูโจมตีตอนนั้น... คงไม่ทันตั้งตัว มันเหมือนเมาเหล้าจนไร้สติ' เขาเคยเห็นนักเลงเมาแล้วชกต่อย สุดท้ายก็ถูกฝ่ายตรงข้ามที่ยังมีสติครบถ้วนจัดการอย่างง่ายดาย
ชาร์ลส์สลัดความคิดทิ้ง หยิบขนมปังแห้งและเนื้อเค็มออกมาจากกระเป๋า กัดกินอย่างเงียบๆ รสชาติจืดชืดของอาหารผสานกับกลิ่นกำมะถันในอากาศ ทำให้อาหารมื้อนี้ไม่น่าเจริญใจนัก แต่เขาก็ฝืนกลืนลงไป ต้องเก็บเรี่ยวแรงไว้สำหรับคืนนี้
เมื่อกินอิ่มแล้ว เขาจัดท่านอนให้สบายที่สุดเท่าที่จะทำได้บนพื้นหินแข็ง ใช้กระเป๋าหนังเป็หมอน สายตาจับจ้องไปที่โบสถ์หินบนยอดเขาเป็ครั้งสุดท้าย ก่อนที่ดวงตาจะปิดลงช้าๆ
……
แสงยามบ่ายสาดส่องผ่านหน้าต่างมาในห้องประชุม ใบหน้าของทุกคนเรียบนิ่ง ขณะที่ธีโอดอร์กำลังอ่านประวัติของนักโทษปะาที่เขารวบรวมมา
"นักโทษคนแรก มัลคอล์ม แบลคเธิร์น" ธีโอดอร์เริ่มต้น น้ำเสียงเรียบนิ่ง "ถูกจับในข้อหาฆาตกรรม ข่มขืน และปล้นสะดม มีคดีอุกฉกรรจ์ติดตัวกว่าสิบคดี" เขาหยุดไปครู่หนึ่ง "ครั้งที่โหดร้ายที่สุดคือการฆ่าหัวหน้าครอบครัว แล้วข่มขืนภรรยาต่อหน้าลูกๆ พวกนักโทษในคุกถึงกับขนานนามว่า 'ไอ้เหี้ย'"
เสียงสูดหายใจดังขึ้นรอบโต๊ะ โจเซฟขมวดคิ้วด้วยความขยะแขยง
"คนที่สอง ไอเซยาห์ เพมเบอร์ตัน อดีตข้าราชการระดับสูงประจำเขตชายแดน" ธีโอดอร์พลิกกระดาษ "ถูกจับในคดีค้ามนุษย์ จับผู้อพยพและชาวบ้านในพื้นที่มาขายเป็ทาส มีพฤติกรรมทารุณเด็ก และบังคับผู้หญิงค้าประเวณี"
"คนที่สาม ธีโอโดเซีย รัทเธอร์ฟอร์ด" เขาชะงักเล็กน้อย "คดีนี้... แปลกกว่าคนอื่น หญิงวัยทองที่หวงลูกชายจนเกินเหตุ พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อแยกลูกชายจากภรรยา สุดท้ายถึงขั้นจ้างนักเลงไปข่มขืนลูกสะใภ้ หวังจะใส่ร้ายว่าเป็ชู้..."
"ไม่น่าเชื่อว่าจะมีแม่แบบนี้" ไวโอลาส่ายหน้า
"เื่ยังไม่จบ" ธีโอดอร์เสริม "เมื่อลูกสะใภ้แจ้งความ นางก็จ้างคนไปปิดปากถาวร ศาลจึงตัดสินปะาชีวิต"
"คนสุดท้าย บาร์นาบี..." ธีโอดอร์ชะงัก หยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาปิดปาก กลั่นอาการคลื่นไส้ "คดีของเขา... เกี่ยวกับการลักพาตัวเด็กหญิงหลายคน นำไปทรมานในห้องใต้ดินของคฤหาสน์ที่ถูกทิ้งร้าง ตำรวจพบศพของเด็กๆ ถูกชำแหละเป็ชิ้นๆ... พร้อมบันทึกรายละเอียดการทรมานทุกขั้นตอน"
เมื่อธีโอดอร์อ่านประวัตินักโทษจบ เขาหันไปทางเอ็ดเวิร์ด "หัวหน้าครับ เราควรเลือกใครดีครับ?"
เอ็ดเวิร์ดนั่งนิ่งครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบ "เื่นี้... ฉันอยากให้เป็การตัดสินใจร่วมกัน ให้ทุกคนมีสิทธิ์ออกเสียงเลือก คนละหนึ่งเสียง"
ธีโอดอร์พยักหน้ารับ "เข้าใจครับ" เขาวางกระดาษทั้งสี่แผ่นลงบนโต๊ะ "ผมจะวางประวัตินักโทษทั้งสี่คนไว้ตรงนี้ ให้แต่ละคนวางเหรียญไว้บนกระดาษของนักโทษที่เลือก"
เขาหยิบเหรียญออกมาวางบนกระดาษของบาร์นาบี "ผมขอเลือกคนนี้"
หลังจากธีโอดอร์สาธิตให้ดูแล้ว สมาชิกแต่ละคนก็ทยอยกันเลือกนักโทษ
เซบาสเตียนมองสลับไปมาระหว่างกระดาษของมัลคอล์มกับบาร์นาบี ก่อนจะตัดสินใจวางเหรียญลงบนของบาร์นาบี
แอนดรูว์เอื้อมมือไปวางเหรียญบนกระดาษของมัลคอล์ม แต่แล้วก็ชะงัก ลังเลครู่หนึ่งก่อนจะเปลี่ยนใจ หยิบเหรียญกลับมาวางบนของบาร์นาบีแทน
อบิเกลวางเหรียญลงบนกระดาษของบาร์นาบีทันทีโดยไม่ลังเล ตามด้วยไซมอนที่ทำเช่นเดียวกัน
ไวโอลาหยิบเหรียญขึ้นมา มองสลับระหว่างกระดาษของธีโอโดเซียกับบาร์นาบี "แม้ธีโอโดเซียจะชั่วร้าย..." เธอพูดเบาๆ "แต่สิ่งที่บาร์นาบีทำ... มันเลวร้ายยิ่งกว่า" เธอวางเหรียญลงบนกระดาษของบาร์นาบี
โจเซฟเป็คนสุดท้าย เขามองไปที่กระดาษของไอเซยาห์ "ข้าราชการเลวอย่างนี้สมควรโดนเหมือนกัน..." เขาพูดเสียงเรียบ "แต่การปะาต่อหน้าสาธารณชนคงเป็บทเรียนที่ดีกว่า" เขาวางเหรียญลงบนกระดาษของบาร์นาบี
เอ็ดเวิร์ดมองดูกองเหรียญบนกระดาษ "ตัดสินเป็เอกฉันท์" เขาหันไปทางเอมีเลีย "ช่วยร่างเอกสารส่งไปที่กรมราชทัณฑ์และคุกที่คุมขังบาร์นาบี ด้วย"
"รับทราบครับหัวหน้า"
……
ดวงตาของชายหนุ่มเปิดขึ้นใต้เงาหินที่บดบัง ฟ้าสีครามเข้มแทนที่แสงสุดท้ายของวัน ดาวเริ่มทยอยปรากฏบนท้องฟ้า แต่เมฆหนาทึบที่ก่อตัวขึ้นบดบังแสงจันทร์เกือบสิ้น
ชายหนุ่มลุกขึ้นยืด กล้ามเนื้อที่แข็งเกร็งจากการนอนบนพื้นหินค่อยๆ ผ่อนคลาย เขาหยิบถุงใส่น้ำขึ้นมาจิบ ก่อนจะเริ่มตรวจเช็คอุปกรณ์ในกระเป๋า ผ้าเช็ดหน้า ปืนที่ยึดมาจากฮัมฟรีย์ มีดพก และเครื่องมืออื่นๆ ที่อาจจำเป็
กลิ่นกำมะถันยังคงลอยอวลในอากาศ แต่ตอนนี้ผสมกับความเย็นะเืของราตรี ทำให้รู้สึกแสบจมูกมากกว่าตอนกลางวัน ไกลออกไป แสงตะเกียงจากหอคอยยามส่องสว่างเป็จุดๆ บ่งบอกถึงการปรากฏตัวของยามรักษาการณ์
ชาร์ลส์หยิบกล้องส่องทางไกลขึ้นมาอีกครั้ง แม้ความมืดจะทำให้มองเห็นได้ไม่ชัดเจนนัก แต่ก็พอจะสังเกตเห็นรูปแบบการเดินยามได้
พวกเวรยามเดินเป็คู่ มีการผลัดเปลี่ยนเวรยาม แต่ละหอคอยมียามประจำการสองนาย
'ต้องระวังจังหวะการเปลี่ยนเวร' เขาคิด '่นั้นพวกเขาจะตื่นตัวที่สุด'
สายตาของเขาเลื่อนไปที่โบสถ์หิน มีแสงไฟลอดออกมาตามซอกประตูและหน้าต่าง แสดงว่ามีคนอยู่ข้างใน 'ทางเข้าคงมียามเฝ้า... แต่ต้องมีทางลับเข้าออกแน่ สถานที่แบบนี้ไม่มีทางใช้ทางเข้าปกติขนย้ายอุปกรณ์หรือ... ร่างทดลอง'
ชาร์ลส์ถอนหายใจเบาๆ มองดูเมฆดำที่เคลื่อนตัวช้าๆ บนท้องฟ้า 'อีกสักชั่วโมง... เมฆจะบังจันทร์สนิท นั่นจะเป็เวลาที่เหมาะที่สุด'
ลมเย็นพัดกรรโชกแรงขึ้น พาเอาความชื้นและกลิ่นกำมะถันฉุนมาปะทะใบหน้า ชาร์ลส์เงยหน้ามองท้องฟ้า เมฆดำทะมึนเคลื่อนตัวเร็วขึ้น 'ฝนจะตก' เขาคิด รีบกลับไปที่ม้า หยิบชุดสำรองออกมาจากกระเป๋า ความเปียกชื้นอาจทิ้งร่องรอยน้ำไว้ในโบสถ์ ทำให้พวกข้างในรู้ตัว การเปลี่ยนชุดหลังจากแทรกซึมเข้าไปได้จึงเป็สิ่งจำเป็
ไม่นานหลังจากที่เขาแอบย่องเข้าไปใกล้โบสถ์ สายฝนก็เทกระหน่ำลงมาตามคาด น้ำฝนไหลรินตามรางน้ำของหลังคาโบสถ์ กลายเป็สายธารเล็กๆ ที่ไหลลงตามความลาดเอียง
สายฝนที่ตกกระหน่ำลงมาเป็ทั้งพรและโทษ บดบังทัศนวิสัย กลบเสียงฝีเท้า แต่ก็ทำให้การเคลื่อนที่ยากลำบาก พื้นโคลนลื่นและเหนียวหนืด เสื้อผ้าที่เปียกชุ่มถ่วงการเคลื่อนไหว
จากที่กำบัง ชาร์ลส์สังเกตเห็นคนงานหลายคนเดินวนเวียนรอบโบสถ์ พวกเขาสวมเสื้อผ้าธรรมดาที่เปื้อนฝุ่นและน้ำมัน แต่ท่าทางและสายตาที่คอยสอดส่องไม่ใช่ของคนงานธรรมดา พวกเขาเป็ยามที่ได้รับการฝึกมาโดยเฉพาะ คอยปกป้องความลับที่ซ่อนอยู่ภายใน
สายฝนที่ตกหนักทำให้ทัศนวิสัยแย่ลง ยามบางคนหลบเข้าไปยืนใต้ชายคา คบเพลิงในมือส่องสว่างได้ไม่ไกลนัก ถูกม่านฝนบดบัง ชาร์ลส์เห็นช่องโหว่นี้ เขาต้องใช้ประโยชน์จากความมืดและเสียงฝน ผสานกับพลังของเขาที่สามารถทำให้เป้าหมายเผลอชั่วขณะ
'ต้องทำให้เร็วและแม่นยำ' เขาคิด
ชาร์ลส์ซุ่มดูจังหวะการเดินยามอยู่พักใหญ่ เฝ้าสังเกตรูปแบบการลาดตระเวนของพวกเขา ฝนที่ตกหนักทำให้ยามส่วนใหญ่ไม่อยากเดินห่างจากที่กำบัง พวกเขามักจะยืนอยู่ใต้ชายคาหรือซุ้มประตู
'จุดอับสายตามีเยอะ' ชายหนุ่มคิด น้ำฝนไหลชะจากเสื้อคลุมที่ชุ่มโชก 'แต่ต้องระวังเื่รอยเท้าบนโคลน'
เขารอจนยามคนหนึ่งเดินผ่านจุดที่เขาซ่อนตัว ก่อนจะทำให้ยามผู้นั้นเผลอชั่วขณะ สายตาเหม่อลอย จ้องมองความมืดตรงหน้าโดยไม่เห็นอะไรเลย ชาร์ลส์ฉวยโอกาสนั้นย่องผ่านไป ระมัดระวังไม่ให้รองเท้าจมลงในโคลนลึกเกินไป
เมื่อหลบผ่านยามได้แล้ว ชาร์ลส์อ้อมไปทางด้านหลังโบสถ์ ที่นั่นเป็สุสานเก่า หลุมศพหลายหลุมถูกทิ้งร้าง
'ประตูหลังน่าจะดีกว่า' เขาคิด พลางย่องไปตามแนวกำแพง 'ถ้าเข้าทางหน้า อาจเจอคนที่อยู่ข้างในโดยไม่ทันตั้งตัว'
ที่ประตูหลังมียามสองคนยืนเฝ้าอยู่ใต้ชายคา พวกเขากำลังคุยกันเบาๆ พยายามกันตัวจากสายฝน ชาร์ลส์ไม่รอช้า ปล่อยพลังออกไปทันที ทำให้ยามทั้งสองเผลอพร้อมกัน ดวงตาของพวกเขาเบลอลง จ้องเหม่อไปในความมืด
ชายหนุ่มรีบย่องเข้าไปที่ประตู พยายามเปิดมัน แต่... 'เวรเอ้ย' เขาสบถในใจ ประตูถูกล็อคแ่า การพังเข้าไปก็ไม่ใช่ทางเลือกที่ดี เสียงดังจะดึงดูดความสนใจของยามคนอื่นๆ แน่
เขาถอยกลับมาซ่อนตัวหลังแผ่นหิน สำรวจหาทางเข้าอื่น ในจังหวะนั้นเอง สายตาก็สะดุดกับหน้าต่างบานหนึ่งทางด้านข้างโบสถ์ แสงสว่างที่ลอดออกมาดูเจิดจ้ากว่าบานอื่น เมื่อมองใกล้ๆ เขาพบว่ามันถูกเปิดแง้มไว้เล็กน้อย
'โชคเข้าข้างเสียที' เขาคิด แต่ก็ยังต้องระวัง หน้าต่างที่เปิดทิ้งไว้อาจเป็กับดัก หรือไม่ก็อาจมีคนอยู่ในห้องนั้น ต้องตรวจสอบให้แน่ใจก่อน
ชาร์ลส์ย่องเข้าไปใกล้หน้าต่างอย่างระมัดระวัง แนบตัวชิดผนังหิน สายฝนที่ตกกระหน่ำช่วยกลบเสียงฝีเท้าของเขาได้เป็อย่างดี เขาค่อยๆ ชะโงกหน้ามองผ่านช่องหน้าต่างที่เปิดแง้มไว้
ภายในเป็ห้องเก็บของ มีชั้นวางไม้เรียงรายตามผนัง บรรจุหนังสือและม้วนกระดาษเก่าๆ โคมน้ำมันแขวนอยู่กลางห้องส่องแสงสลัว ไม่มีวี่แววของผู้คน มีเพียงฝุ่นละอองที่ลอยละล่องในอากาศ สะท้อนแสงไฟเป็ประกายวิบวับ
ชายหนุ่มตรวจดูกรอบหน้าต่างอย่างละเอียด ไม่พบร่องรอยกับดักใดๆ เขาค่อยๆ ดันบานหน้าต่างให้เปิดกว้างขึ้น เสียงบานพับเก่าลั่นแ่เบา ดวงตาคมกริบกวาดมองรอบห้องอีกครั้ง ก่อนจะตัดสินใจปีนเข้าไป
เมื่อเท้าแตะพื้นห้อง ชาร์ลส์รีบถอดเสื้อคลุมที่เปียกชุ่มออก หยิบชุดแห้งจากถุงกันน้ำในกระเป๋ามาสวม การเปลี่ยนเสื้อผ้าใช้เวลาเพียงไม่กี่อึดใจ แต่ทุกวินาทีที่ผ่านไปทำให้หัวใจเต้นแรงด้วยความกังวล กลัวว่าจะมีใครเดินเข้ามาเห็นเข้า
เสียงฝีเท้าดังขึ้นจากระเบียงด้านนอก ชาร์ลส์รีบหลบเข้าไปซ่อนหลังตู้หนังสือ กลั้นหายใจ ฝีเท้านั้นเดินผ่านประตูห้องไป เสียงค่อยๆ เบาลงจนหายไป เขาผ่อนลมหายใจยาว ก่อนจะค่อยๆ ย่องไปที่ประตู แง้มมันเปิดเล็กน้อย มองออกไปยังด้านนอก
แสงจากคบไฟที่ติดผนังทอดเงาประหลาดไปทั่ว เผยให้เห็นห้องพิธีหลักและประตูไม้หลายบาน บางบานมีแสงลอดออกมาตามซอก บ่งบอกว่ามีคนอยู่ข้างใน
'ต้องหาทางลงไปชั้นใต้ดิน' เขาคิด 'ถ้าที่นี่เป็ที่ทดลองจริง ห้องทดลองต้องอยู่ข้างล่าง'
ขณะที่กำลังสำรวจไปตามระเบียง เสียงสวดมนต์แ่เบาก็ลอยมาตามสายลม ชาร์ลส์ชะงัก หันไปตามต้นเสียง มันดังมาหน้าแท่นบูชา...
