“เมื่อครู่คุณคุยโทรศัพท์ ฉันเผลอได้ยินโดยไม่ตั้งใจ” ฮั่วเสี่ยวเหวินยืนเหม่อลอยไปชั่วขณะ ฮั่วเสี่ยวเหวินก่อนจะคิดหาเหตุผลที่ฟังขึ้นอย่างชาญฉลาดได้ แม้จะฟังดูเสียมารยาทก็เถอะ
“อ้อ”
หวางเจาหวาไม่มีอารมณ์มาคิดมาเื่นี้ หล่อนนางหมุนหันตัวเดินจากไป เพื่อเข้าไปเตรียมตัวในห้อง
เห็นหล่อนถือกระเป๋าเอกสารของสามีไปที่สถานีตำรวจ ฮั่วเสี่ยวเหวินถึงเพิ่งตระหนักได้ว่าตัวเองทำเื่ไร้ประโยชน์ลงไปเสียแล้ว
เป็ไปได้หรือที่หวางเจาหวาจะไม่รู้จักการนำเงินไปติดสินบน? อยู่กับหยางเสวียเหวินมาตั้งหลายปี จะไม่รู้เื่เลยหรือ?
เื่ราวดูเหมือนจะเป็ไปด้วยดี หวางเจาหวาและหยางเสวียเหวินสองสามีภรรยากลับมาถึงบ้านใน่บ่าย ทว่าหากมองอย่างละเอียดจะพบว่าเื่ราวไม่ได้เป็เช่นแบบนั้น
หวางเจาหวายังดีหน่อย หล่อนนางมีสีหน้าที่คาดเดาอารมณ์ไม่ออก แต่หยางเสวียเหวินนั้นหน้าม่อยคอตก เหมือนมะเขือยาวที่เหี่ยวแห้ง
เห็นลูกชายกลับมาโดยสวัสดิภาพ พ่อแม่ของหยางเสวียเหวินรีบเข้าไปสอบถามอย่างมีความสุข
คนหนึ่งถามว่า “ลูกชาย ไม่เป็ไรใช่ไหม?”
อีกคนพูดว่า “แม่แกชอบกังวลไปเรื่อย ฉันบอกแล้วว่าแกต้องไม่เป็อะไรแน่”
หยางเสวียเหวินไม่ค่อยแสดงออกมากนัก พูดแค่ว่า ‘ผมไม่เป็ไร’ จากนั้นก็เข้าไปนอนในห้อง
แม่ของหยางเสวียเหวินจะตามไปดูแต่ถูกหวางเจาหวาห้ามไว้
“แม่ ไม่ต้องถามแล้วค่ะ เสวียเหวินตกงานแล้ว”
“อะไรนะ? ไหนว่าไม่เป็อะไรไง? แล้วตกงานได้อย่างไร? ไม่ได้การ ฉันต้องไปถามให้รู้เื่ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่”
ได้ยินว่าลูกชายตกงาน แม่ของหยางเสวียเหวินพลันรู้สึกร้อนรนทันที บอกว่าต้องไปถามให้รู้เื่ จู่ๆ เขาจะตกงานได้อย่างไร?
“หลิวไฉ่เหลียน คุณช่วยสงบสติอารมณ์หน่อยได้ไหม ลูกชายตกงานไปแล้ว คุณจะถามไปให้ได้อะไรขึ้นมา?”
ฮั่วเสี่ยวเหวินตั้งใจทำหน้าที่เป็ผู้ชมที่ดี เธอมาอยู่ที่นี่ตั้งนาน เธอแต่เพิ่งจะรู้ว่าที่แท้แม่ของหยางเสวียเหวินนั้นชื่อหลิวไฉ่เหลียน
หลิวไฉ่เหลียนมองค้อนสามี หล่อนนางเธอแค่นเสียงออกจากจมูก “คุณนี่มันขี้ขลาด”
จากนั้นหล่อนนางก็เลิกคิ้วทำท่าเหมือนคนไม่กลัวฟ้าไม่กลัวดิน “จะให้ปล่อยไปทั้งอย่างนี้หรือ? ใครทำลูกชายของฉันตกงาน ฉันจะไปโวยวายที่หน่วยงานให้เขาไม่ได้อยู่อย่างสงบ จะให้ปล่อยไปทั้งอย่างนี้หรือ?”
ฮั่วเสี่ยวเหวินหัวเราะร้องไห้ไม่ออก คิดในใจว่าที่ลูกชายของคุณไม่ต้องติดคุกก็เพราะคุณน้าหวางนำสินบนไปมอบให้จำนวนมาก แล้วนี่คุณยังจะบุกไปโวยวายที่สถานีตำรวจอีก กลัวว่าครอบครัวของตัวเองยังขายหน้าไม่พออีกหรือ?
หวางเจาหวามีสีหน้าไม่พอใจ หลิวไฉ่เหลียนเป็คนเช่นแบบนี้ สามารถทะเลาะกับเธอตัวเองได้ตลอดทั้งวันสายเพียงเพราะไก่ไปกินผักของหล่อนนางเธอสองต้น หลายครั้งเธอเลือกที่จะอดทนเพราะไม่อยากให้เื่ราวบานปลาย แต่เอาอะไรมาคิดว่าวิธีนี้จะใช้กับสถานีตำรวจได้ผล?
หวางเจาหวาพูดทุกอย่างหมดเปลือก “หยางเสวียเหวินใช้ตำแหน่งรับของจากคนอื่นมาจำนวนมาก เบื้องบนบอกว่านี่คือการทุจริตรับสินบน ตามหลักแล้วควรติดคุก แต่คราวนี้ที่ช่วยออกมาได้ก็เพราะใช้เส้นสายจำนวนมาก”
หลิวไฉ่เหลียนเหมือนจะยังไม่เข้าใจถึงความร้ายแรงของเื่นี้ หล่อนนางโวยวายขึ้นมาอีกรอบ
หล่อนนางพูดอย่างกระหืดกระหอบว่า “คนเรามีน้ำใจให้แก่กัน จะเรียกว่าทุจริตรับสินบนได้อย่างไร ไม่ได้ ฉันต้องไปสถานีตำรวจ”
หยางเจิ้งกั๋วโมโห เขาะโขึ้นว่า “อย่าสร้างปัญหาปัญญาเพิ่มจะได้ไหม?”
“นี่มันเวรกรรมอะไรกัน?” หลิวไฉ่เหลียนเดินร้องไห้จากไป ส่วนฮั่วเสี่ยวเหวินเดินตามหวางเจาหวาเข้าบ้าน
แม้จะบอกตัวเองหลายครั้งว่าโลกนี้ไม่มีผี แต่การต้องนอนคนเดียวในห้องนี้ก็ยังน่ากลัวมากอยู่ดี
ฮั่วเสี่ยวเหวินคลุมโปงใต้ผ้าห่ม ร่างกายสั่นเทิ้มด้วยความหวาดกลัว ในห้องมืดสนิท ในความมืดเสมือนจะมีมือยื่นออกมาจับตัวเธอได้ทุกเมื่อ
“ฮือฮือฮือ” มีเสียงร้องไห้ลอยเข้ามา ฮั่วเสี่ยวเหวินขนลุกซู่ หรือว่าหยางซวี่จะมาเอาชีวิต?
แต่จากนั้นก็ตามมาด้วยเสียงพูด คราวนี้ฮั่วเสี่ยวเหวินได้ยินอย่างชัดเจน มันเป็เสียงคุยกันจากห้องข้างๆ
เสียงของหวางเจาหวาพูดว่า “เป็ลูกผู้ชายแต่ร้องไห้สะอึกสะอื้นเช่นนี้ ไม่กลัวถูกหัวเราะเยาะบ้างเลยหรือ”
ที่แท้หยางเสวียเหวินก็กำลังร้องไห้ ฮั่วเสี่ยวเหวินปาดเหงื่อออกจากหน้า เธอใแทบแย่
ที่แท้ผู้ชายก็ร้องไห้แบบส่งเสียงได้เช่นกัน ที่ผ่านมาเธอเคยเห็นแต่จางเจียิน้ำตาอาบสองข้างแก้ม แต่ไม่เคยส่งเสียงร้องเลยสักนิด เธอนึกว่าผู้ชายทุกคนจะร้องไห้แบบนั้นเสียอีก
ข่าวแพร่กระจายไปเร็วมาก ภายในหนึ่งวัน เื่ของหยางเสวียเหวินก็เป็ที่รู้กันทั่วแล้ว
เช้าวันรุ่งขึ้น มีคนมาสอบถามข่าวคราว พวกเขามาในนามของความเป็ห่วง หลังจากได้รับการยืนยันขณะดื่มชาว่าหยางเสวียเหวินตกงานแล้วจริงๆ ก็กลับไปด้วยความพึงพอใจ
คนส่วนใหญ่ในหมู่บ้านมักมีญาติที่ไม่ค่อยสนิทกัน ในเวลาปกติจะไม่ไปมาหาสู่ จะเจอกันก็ต่อเมื่อมีเื่ให้ช่วย วันนี้อาใหญ่สามมา พรุ่งนี้ป้าใหญ่แปดมา
ใน่แรก หวางเจาหวาให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น ถึงอย่างไรก็เป็ญาติที่ไม่ใกล้ไม่ไกลกัน แต่เมื่อเวลาผ่านไป หวางเจาหวาชักเริ่มรำคาญขึ้นมาแล้ว
ตอนหลัง เมื่อมีคนมาที่บ้านของเธอตัวเอง เธอจะแสร้งทำเป็มีธุระต้องออกจากบ้าน ลงก่อนจะล็อกกุญแจประตูแล้วออกไป
“พี่สะใภ้ พี่เหวินอยู่บ้านไหมครับ?” ชายร่างสูงคนหนึ่งเดินเข้ามา เขาเข้ามานั่งในบ้านเหมือนสนิทสนม
หวางเจาหวาผงะ จำได้ว่านี่คือหยางเิ น้องชายลูกพี่ลูกน้องของหยางเสวียเหวิน หล่อนนางจึงเรียกให้ฮั่วเสี่ยวเหวินยกน้ำชาเข้ามา
ทั้งสองทักทายกันสองสามประโยค หยางเิบอกเจตนาในการมาครั้งนี้ “พี่สะใภ้ พี่เหวินเอาแต่อุดอู้อยู่บนเตียงทั้งวัน คิดว่าคงไม่ดีต่อสุขภาพ ผมเลยตั้งใจจะมาพาเขาไปผ่อนคลาย”
หวางเจาหวาคิดแล้วรู้สึกว่ามีเหตุผล นับจากวันที่ถูกปลดออกจากงาน หยางเสวียเหวินกลายเป็คนหมดอาลัยตายอยาก ไม่มีกะจิตกะใจจะทำอะไร
ใครจะไปคิด ที่ว่าแท้จริงแล้วคนเ้าเล่ห์แบบเขาเมื่อเจอปัญหาจะเปราะบางขนาดนี้เมื่อเจอปัญหา ไม่มีภูมิต้านทานสักนิด
แต่หยางเิรู้ได้อย่างไรว่าเขานอนบนเตียงทั้งวัน? เข้าใจแล้ว หลายคนในหมู่บ้านแวะเวียนมา ‘เยี่ยมเยียน’ หยางเสวียเหวินไม่ใช่หรือ ข่าวคงกระจายไปทั่วแล้วเป็แน่
“อื้ม พี่เหวินของนายนอนอยู่ที่เตียง ไปตามเองเถอะ!” หวางเจาหวาอยากให้สามีมีกำลังใจโดยเร็วเช่นกัน
เมื่อหยางเสวียเหวินกลับบ้านมาในคืนวันนั้น เขาดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาก แทบจะกระปรี้กระเปร่าเลยทีเดียว
“เจาหวา ทายดูว่าผมชนะเงินมาเท่าไร?” หยางเสวียเหวินคีบมันฝรั่งเส้นเข้าปากไปด้วย และะโโลดเต้นไปด้วย
เห็นสามีร่าเริงขึ้นเช่นนี้ หวางเจาหวาก็รู้สึกมีความสุข
เธอกลอกตาใส่สามีที่ดีใจจนลืมภาพพจน์ “คุณชนะเท่าไรก็ชนะไป ฉันจะไม่เอาเงินของคุณ”
“คุณไม่เอาเงินของผม?” จู่ๆ หยางเสวียเหวินก็โมโห เขาปาชามกับตะเกียบลงบนโต๊ะ และพูดด้วยความเกรี้ยวกราด “ตอนนี้ผมตกงานแล้ว คุณเลยไม่้าเงินผมใช่ไหม? เหตุใดตอนนั้นไม่พูดว่าไม่้าเงินบ้างล่ะ?”
“เป็บ้าอะไรของคุณ?” หวางเจาหวาโกรธหน้าบึ้ง ลองคิดดูแล้วก็ไม่ได้พูดอะไรผิด เขาโกรธเื่อะไรกัน?
ภายหลังเธอเพิ่งรู้ว่าสามีกลายเป็คนอ่อนไหวขี้ระแวงเพราะน้อยเนื้อต่ำใจที่ตกงาน เมื่อไม่มีงานทำ เขาก็กลายเป็คนไร้ค่า จะทำไร่ทำสวนก็ไม่ชิน
การทะเลาะเบาะแว้งระหว่างทั้งสองทำให้ฮั่วเสี่ยวเหวินไม่ต้องนอนคนเดียว ความสุขที่มาอย่างไม่คาดคิดนี้ทำให้เธอเกิดความคิดชั่วร้ายขึ้นมา ‘หากพวกเขาทะเลาะกันบ่อยๆ ก็คงดี เธอจะได้ไม่ต้องนอนคนเดียวอีก’
