ต้องบอกเลยว่า คำพูดของหลิงเหยาไม่ได้ทำให้ฉินอวี่ใกลัวเลย แต่กลับทำให้าาหมาป่าสีครามเป็ฝ่ายหวาดกลัว เขาเป็เพียงาาหมาป่าระดับสี่ เขาสามารถกลายเป็าาที่แดนสุสานอสูรได้ แต่หากอยู่ภายนอกเขาก็ไม่เท่ากับไม่ได้เป็อะไรเลย เมื่อได้ยินหลิงเหยาพูดถึงเื่ราวในอดีตของสำนักเหยาฉือ จึงได้รู้ผู้หญิงคนนี้มีที่มาที่ไปไม่ธรรมดา
หากจะให้เขาสังหารหลิงเหยา นั่นย่อมเป็เื่ที่เป็ไปไม่ได้ แต่ถ้าหลิงเหยาไม่ยอมไป ฉินอวี่ก็ไม่อาจปล่อยตัวลูกหมาป่าได้ สิ่งนี้ทำให้าาหมาป่าก็ต้องเข้ามาพัวพันกับเื่นี้เช่นกัน หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็พูดขึ้น “สหาย เ้าไปก่อนเถอะ”
หลิงเหยาจ้องมองไปที่าาหมาป่า พร้อมเสียงหัวเราะที่มุมปาก และนางก็พูดขึ้นอย่างเรียบง่าย “าาหมาป่า ทำไมข้าจะต้องกลับไปก่อนด้วยล่ะ ที่นี่เป็เขตแดนของเ้าไม่ใช่หรือ?”
ฉินอวี่มองไปทางหลิงเหยาอย่างเ็าด้วยท่าทางสงบ และพูดเรียบเฉย “ข้าได้ยินมาว่า เคยมีวานราระดับเขตแดนเต๋าตายอยู่ที่นี่ เดิมแล้วข้าเองก็คิดอยากจะพบเจอสักครั้ง ในเมื่อมีพวกเ้าอยู่ด้วย เช่นนั้นก็ดีไม่น้อยเลยทีเดียว” พูดจบ ฉินอวี่ก็เดินเข้าไปในส่วนลึก ในขณะที่วางมือไว้บนคอของลูกหมาป่าอยู่ตลอดเวลา
ในเมื่อหลิงเหยา้าติดตามไปด้วย เช่นนั้นก็ปล่อยให้นางติดตามไป ฉินอวี่อยากจะลองดูเช่นกันว่านางจะทนได้นานแค่ไหน
าาหมาป่าสีครามรู้สึกลังเลเล็กน้อย แต่ลูกหมาป่ายังอยู่ในมือของฉินอวี่ ดังนั้นเขาจึงต้องทำเช่นนี้อีกครั้ง!
“ไปก็ไปสิ ข้าคิดว่าเ้าใช้เวลาที่นี่ได้นานแค่ไหน?” หลิงเหยาหรี่ตามองฉินอวี่
...
ในเวลาเดียวกันนี้
ตามเป้าหมายอ้างอิงของหลี่เทียนจี
ผู้าุโชุดดำหลี่เจวี๋ยจินกำลังดูแนวโน้มอยู่บนยอดเขาแต่ละลูกตามพิกัดอ้างอิงของหลี่เทียนจีอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว ต้องบอกเลยว่า ในมุมมองสายตาอันชั่วร้ายของหลี่เจวี๋ยจิน ที่แห่งนี้มีความเป็ไปได้ยิ่งนักที่จะเป็ที่ตั้งของตำหนักเต๋าจริงๆ
นี่ไม่ใช่เพราะเขาเชื่อในคำพูดของหลี่เทียนจีอย่างสนิทใจ แต่ด้วยประสบการณ์ตลอดชีวิตของเขาที่ไม่รู้ว่าได้ขุดตำหนักเต๋าและหลุมฝังศพมาแล้วมากมายเพียงใด เขาจึงเป็ผู้มีประสบการณ์ของตัวเองในเื่นี้
โดยทั่วไปแล้ว!
บรรดาผู้ฝึกตนล้วนแต่สร้างตำหนักเต๋าหรือหลุมฝังศพเอาไว้ระหว่างสถานที่ซึ่งมีพลังิญญาเข้มข้นและหมูู่เา ซึ่งเรียกว่ารวมิญญา ผู้แข็งแกร่งจำนวนมากที่หมดอายุขัยต่างเดินทางมาที่นี่ แต่ด้วยความมิได้เต็มใจที่จะตาย ดังนั้นจึง้าหาสถานที่ซึ่งมีพลังิญญาเข้มข้นสักแห่ง ช่วยบำรุงเลี้ยงพลังิญญาให้สามารถฟื้นคืนชีพได้ แม้ว่าทุกคนจะรู้ว่าสิ่งเหล่านี้เป็เพียงเื่เหลวไหล แต่ด้วยความปรารถนาที่จะมีชีวิตอยู่ของผู้วายชนม์ แม้ว่าจะรู้ว่าเป็ไปไม่ได้ แต่ก็พยายามที่จะคิดทดลองอย่างมีหวัง
มิต้องพูดถึงเื่ของตำหนักเต๋า ใครที่ไหนกันจะไม่ให้ตำหนักเต๋าของตนเองนั้นมีพลังิญญาฟ้าดินที่เข้มข้น?
สำหรับสถานที่อื่นๆ ของแดนสุสานอสูร หลี่เจวี๋ยจินเชื่อว่าเขาได้ค้นพบอย่างยิ่งว่า นอกจากบริเวณด้านตะวันออกเฉียงเหนือของแดนสุสานอสูรที่มีความแปลกประหลาดแล้ว สถานที่แห่งนี้ก็อาจเป็ไปได้ว่าจะมีที่ตั้งของตำหนักเต๋าก็เป็ได้
ทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือของแดนสุสานอสูร หลี่เจวี๋ยจินไม่สามารถลดละเื่นี้ได้ เขาวนไปทั่วทางตะวันออกเฉียงเหนืออยู่สองสามรอบ เขาไม่สามารถพูดอะไรได้ มีความแปลกประหลาดอยู่ที่นั่น เขารู้สึกได้ทันทีที่เขาเหยียบย่ำมัน แต่ความแปลกนี้ทำให้เขานึกถึงวานราตัวนั้นที่ตายไปแล้ว
ในเมื่อวานราอยู่ในระดับเขตแดนเต๋า จึงมีความเป็ไปได้สูงที่จะมีแดนเต๋าเป็ของตนเอง ดังนั้นหลี่เจวี๋ยจินจึงถือว่าความแปลกประหลาดของทางตะวันออกเฉียงเหนือมีเหตุมาจากแดนเต๋าของวานรา และเขายังสังเกตเห็นร่องรอยของการต่อสู้ที่รุนแรงที่นี่ ทำให้เขาจินตนาการถึงมันทันที
หรือจะเป็ไปได้หรือไม่ว่า ตำหนักเต๋านั่นจะอยู่ที่นี่ วานราได้รับาเ็สาหัสอยู่ที่นี่ และเสียชีวิตลงหลังจากหนีมาจนถึงด้านตะวันออกเฉียงเหนือ?
และแน่นอน หลี่เจวี๋ยจินคิดได้เช่นนี้ก็เพราะหลี่เทียนจี อย่างไรก็ตาม เขาไม่ได้เป็คนถามหลี่เทียนจี และก่อนหน้านี้หลี่เทียนจีก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าที่แห่งนี้มีเื่ของตำหนักเต๋าอยู่ ดังนั้นในครั้งนี้หลี่เจวี๋ยจินจึงยอมเชื่อหลี่เทียนจี เพียงแต่ ครั้งนี้เป็เพราะหลี่เจวี๋ยจินได้พบกับคนที่สามารถล่วงรู้อดีตและอนาคต จึงทำให้หลี่เจวี๋ยจินเคารพยำเกรงผู้ทำการพยากรณ์เป็พิเศษ
“ที่แห่งนี้ดูเหมือนจะมีแรงสั่นะเืออกมาแล้ว เกรงว่าจะต้องเป็ที่ดึงดูดความสนใจของผู้มีอำนาจแต่ละฝ่ายในแดนนภาชิงเหลียน ถึงตอนนั้น ที่แห่งนี้ก็จะเต็มไปด้วยผู้แข็งแกร่งที่มารวมตัวกันเป็จำนวนมาก ฮึๆ ลองคิดดูหากจู่ๆ หลี่เจวี๋ยจินพุ่งออกมาจากพื้นดิน มันช่างน่าตื่นเต้นเป็ที่สุด... ฮิๆ ข้าหลี่เจวี๋ยจินชอบความตื่นเต้นเช่นนี้เป็ที่สุด ข้าจะลองเชื่อเ้าสักครั้ง ถึงอย่างไรข้าก็จัดเตรียมค่ายกลนำส่งไว้ที่นั่นแล้ว” หลี่เจวี๋ยจินยิ้มและนำแผ่นหยกสีทองแผ่นหนึ่งออกมา มองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะดำลงไปใต้ดินและหายลับไปอย่างไร้ร่องรอย
...
ร้านขายยาหมื่นสรรพสิ่ง
“ซวินเอ๋อ ไม่มีเื่อะไรแล้วทำไมต้องมาถึงที่ห่างไกลเช่นนี้? หากเ้า้าัักับชีวิตทางโลก ร้านค้าตระกูลถงของข้ารุ่งเรืองกว่าที่ใดๆ ในแดนนภาแต่ละแห่ง” บนระเบียงของอาคารร้านขายยาหมื่นสรรพสิ่ง ชายหนุ่มผู้มีความทะเยอทะยานนั่งอยู่บนเก้าอี้หวาย ั์ตาเบิกกว้าง และไม่เผยความชื่นชมยินดีใดๆ ออกมาแม้แต่น้อย
จื่อซวินเอ๋อยิ้มหวาน นั่งลงช้าๆ หยิบกาน้ำชาที่วางไว้ข้างๆ และหยิบถ้วยชาให้กับชายหนุ่มถ้วยหนึ่ง จากนั้นจึงวางลงเบาๆ กลุ่มควันสีขาวลอยขึ้นมาจากถ้วยน้ำชา จื่อซวินเอ๋อเหลือบมองที่ชายหนุ่มพร้อมพูดอย่างแ่เบา “ถงอวิ๋นเฟย ลองดื่มชานี่ดูสิ นี่เป็ชาภูผาหลิงเฉวียนที่เลื่องชื่อ”
ชายหนุ่มมีคิ้วหนา หน้าตาหล่อเหลา ั์ตาสีดำสนิทซึ่งดูว่างเปล่าไร้สิ้นสุด เต็มไปด้วยเสน่ห์ที่แปลกประหลาด มีเครื่องหมายเป็รอยรูปเพชรสีทองอยู่ตรงกลางคิ้วซึ่งทำให้ชายหนุ่มรู้สึกถึงได้ถึงความลึกลับ
เขาสวมชุดคลุมสีขาวทั้งร่าง แม้ว่าเขาจะนั่ง แต่ร่างกายของเขาตั้งตรงเหมือนอาวุธวิเศษ ทั่วทั้งร่างของเขาเต็มไปด้วยความเฉียบแหลมและเรียบง่าย
คนผู้นี้ก็คือถงอวิ๋นเฟย!
เมื่อได้ยินคำพูดของจื่อซวินเอ๋อ ถงอวิ๋นเฟยก็ตะลึงเล็กน้อย พร้อมด้วยรอยยิ้มที่มุมปากของเขา ยกถ้วยชาขึ้นชิม และหลับตาราวกับว่าได้ลิ้มรสชาแสนอร่อย หลังจากนั้นไม่นานเขาก็ลืมตาขึ้นและพูดว่า “ไม่เลว สมแล้วที่เป็ชาภูผาหลิวเฉวียน เมื่อจิบเข้าปากรับรู้ได้ถึงกลิ่นของผืนดิน ไม่เข้มข้น แต่ก็ไม่เบาบาง แม้ว่าจะถูกแสงแดดและจับต้อง แต่กลับไม่ทำลายพลังิญญา ชานี้ นับว่าเป็ชาชั้นยอด”
จื่อซวินเอ๋อมองดูถงอวิ๋นเฟยด้วยดวงตาที่งดงาม ต้องบอกเลยว่า ไม่ว่าถงอวิ๋นเฟยปรากฏตัวอยู่ที่ใด รูปลักษณ์ของเขาล้วนเป็ที่ใฝ่หาของผู้คน และยังเป็คู่บำเพ็ญในความฝันของหญิงสาวนับไม่ถ้วน
“ชาภูผาหลิงเฉวียนมีกลิ่นและรสชาติที่เข้มข้น แต่ถ้าปลูกอย่างตั้งใจ รสชาติกลับขาดความบริสุทธิ์ไป ต้องผ่านลมผ่านฝนมานาน จึงจะนับได้ว่าเป็ชาระดับสูงที่เป็ยอดแห่งชา” จื่อซวินอ๋อพูดเบาๆ
ตาของถงอวิ๋นเฟยกะพริบ และความหมายเื่ความรักในดวงตาของเขาก็แข็งแกร่งขึ้น เขาเอ่ยขึ้นว่า “ตราบเท่าที่ซวินเอ๋อ้า ข้าสามารถปล่อยทุกอย่างและไปยังแดนนภาต่างๆ กับเ้าได้”
จื่อซวินเอ๋อยิ้ม เมื่อมองไปที่ฝูงชนที่วุ่นวายทางด้านล่าง นางจึงพูดเบาๆ ว่า “ดูนั่นสิ ผู้คนที่เดินไปมาทางด้านล่าง พวกเขาส่วนมากล้วนแต่เหน็ดเหนื่อยจากการเดินทาง สีหน้าแต่ละคนแตกต่างกันออกไป บ้างก็มีความวิตก บ้างก็มีใบหน้าเศร้าโศก ความผันผวนของชีวิตจึงปรากฏออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน”
ถงอวิ๋นเฟยกำลังจะตอบ แต่เมื่อเขาได้ยินเสียงหนึ่งดังขึ้นมาจากด้านหลัง “นักปรุงยาจื่อ ฉินเสวี่ยแห่งตระกูลฉินมาขอเข้าพบ”
จื่อซวินเอ๋อพูดอย่างใจเย็น “พานางขึ้นมา”
ครู่หนึ่ง
“พี่หญิงจื่อ” เสียงเบาที่ดูอ่อนแอดังขึ้น และฉินเสวี่ยผู้มีร่างผอมบางก็เดินไปที่ประตูระเบียงอย่างเฉื่อยชา
จื่อซวินเอ๋อยืนขึ้นช้าๆ และหันไปมองทางฉินเสวี่ยด้วยรอยยิ้มที่สบายๆ และพูดขึ้นว่า “เสวี่ยเอ๋อ เกิดอะไรขึ้น?”
“ข้า... ข้า... พี่หญิงจื่อ ท่านช่วยบอกข้าได้หรือไม่ว่าพี่ชายของข้าหายไปไหน? เหตุใดนานแล้วจึงยังไม่กลับมา เสวี่ยเอ๋อเป็กังวลยิ่งนัก” ฉินเสวี่ยกำมุมเสื้อของนางไว้แน่นไม่กล้าสบตาจื่อซวินเอ๋อ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับจื่อซวินเอ๋อ นางก็อดไม่ได้ที่จะเกิดความรู้สึกมีปมด้อยขึ้นมา
เกือบสี่เดือนแล้วที่ไม่ได้รับข่าวของฉินอวี่ ทำให้ฉินเสวี่ยกังวลจนทนไม่ไหว เดือนที่แล้วยังไม่เป็ไร แต่เมื่อเวลาผ่านไป ฉินเสวี่ยมีความรู้สึกกินไม่ได้นอนไม่หลับมากขึ้นเรื่อยๆ กังวลว่าอาจเกิดอุบัติเหตุขึ้นกับฉินอวี่ และยิ่งกังวลมากขึ้นว่าอาจจะถูกตระกูลชุยทำร้ายหรือไม่
ฉินเสวี่ยที่กำลังคิดเกี่ยวกับเื่นี้ จะไปมีจิตใจไปฝึกฝนได้อย่างไร? หลังจากกระสับกระส่ายอยู่เป็เวลานาน ฉินเสวี่ยจึงตัดสินใจไปหาจื่อซวินเอ๋อที่ร้านขายยาหมื่นสรรพสิ่ง โดยหวังว่าจะได้ยินข่าวคราวของฉินอวี่บ้าง
“เสวี่ยเอ๋อร์ เ้าเชื่อใจพี่สาวหรือไม่? พี่ชายของเ้าสบายดี เขาจะกลับมาภายในหนึ่งเดือนอย่างแน่นอน” จือซวินเอ๋อกล่าวอย่างสบายใจ
“แต่... พี่หญิงจื่อ ข้ายังกังวลอยู่ดี บอกข้าได้หรือไม่ว่าพี่ชายของข้าอยู่ที่ไหน? เสวี่ยเอ๋ออยากเจอเขา” ฉินเสวี่ยกล่าวอย่างรบเร้า ไม่ใช่เพราะนางไม่เชื่อจื่อซวินเอ๋อ แต่เป็เพราะในตอนที่บิดาของนางต้องคุกเข่าอยู่หน้าจวนตระกูลชุย สายตาของชุยหงทำให้นางเป็กังวลทุกครั้งที่นึกถึงเื่นี้ และยิ่งรู้สึกได้ว่าชุยหงไม่ปล่อยฉินอวี่ไปแน่นอน
ในอายุเพียงเท่านี้ ฉินเสวี่ยอาจจะคิดฟุ้งซ่านไป ในหนึ่งเดือนมานี้ นางไม่ได้พักผ่อนเลย นางคิดแต่เพียงจะยกระดับการฝึกฝนของตนเอง แต่นางก็ฟุ้งซ่านอย่างยิ่งจนไม่อาจทำใจให้สงบลงได้ แล้วจะไปฝึกฝนอะไรได้ที่ไหนกัน?
จื่อซวินเอ๋อขมวดคิ้ว ไม่ใช่เพราะนางหงุดหงิด แต่เป็เพราะนางได้วางแผนเื่ของตำหนักเต๋านั่นมาหลายเดือนแล้ว และนางก็ไม่ได้สนใจที่จะคิดตามหาเบาะแสของฉินอวี่ ดังนั้นนางจึงไม่รู้เช่นกันว่าฉินอวี่อยู่ที่ไหน
“หญิงชั้นต่ำไม่รู้เดียงสาคนนี้มาจากไหนกัน? ไม่เชื่อซวินเอ๋อแล้วเ้าจะวิ่งมาถามหาอะไร? ไสหัวกลับไปเถอะ!” ถงอวิ๋นเฟยที่นั่งอยู่ด้านข้างสังเกตเห็นจื่อซวินเอ๋อขมวดคิ้ว จึงได้กล่าวออกไปอย่างเ็า
เมื่อถูกขัดจังหวะ จึงทำให้ถงอวิ๋นเฟยรู้สึกไม่พอใจ นอกจากนี้ ด้วยความกังวลเื่ของฉินอวี่ทำให้ฉินเสวี่ยรีบวิ่งออกมาทั้งที่ยังไม่จัดระเบียบการแต่งตัวให้เรียบร้อยเสียก่อน มองแล้วดูไม่เรียบร้อย ทำให้ถงอวิ๋นเฟยอารมณ์เสียอย่างมาก ทำให้เขาคิดว่าเป็พวกหญิงสาวใช้ และการที่สาวใช้จะวิ่งมาให้ตามหาพี่ชายของตนเอง? เื่นี้ยิ่งทำให้ถงอวิ๋นเฟยไม่พอใจอย่างยิ่ง จื่อซวินเอ๋อกับพี่ชายของเ้าคุ้นเคยกันนักหรือ? ทันทีที่เห็นจื่อซวินเอ๋อขมวดคิ้ว ถงอวิ๋นเฟยจึงโกรธจนควันออกหู
ฉินเสวี่ยใกลัวจนนตัวสั่น มองไปทางถงอวิ๋นเฟยอย่างสยดสยอง หลายวันมานี้นางยังไม่ค่อยได้พักผ่อน ยังคงรู้สึกงุนงงเล็กน้อย เมื่อได้ยินเสียงที่ดุดันของถงอวิ๋นเฟย หัวใจของนางก็เต้นแรง สถานะของจื่อซวินเอ๋อสูงส่ง ไม่เช่นนั้นคงจะไม่มีอะไรมาพัวพันเช่นนี้
การมีชีวิตที่มั่งคั่งของถงอวิ๋นเฟยนั่นได้ก่อร่างเป็ความน่าเกรงขาม และเมื่อได้ร่วมกับจื่อซวินเอ๋อ สิ่งนี้ยิ่งทำให้ฉินเสวี่ยรับรู้ได้ว่าถงอวิ๋นเฟยผู้นี้ไม่ธรรมดา ดวงตาที่หวาดกลัวของนางเปลี่ยนเป็สีแดงจนน้ำตาเกือบจะไหล นางพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะระงับมันไว้ ก้มศีรษะลงพร้อมน้ำตา และพูดออกมา “ขอ... ขออภัยด้วย พี่หญิงจื่อ ข้า... ข้า... ฉินเสวี่ยไม่ใช่ว่าจะไม่เชื่อท่านนะ” พูดจบ ฉินเสวี่ยก็หันหลังกลับพลางรีบวิ่งออกไป
จื่อซวินเอ๋อเหลือบมองไปที่น้ำตาที่ไหลออกมาขณะที่ฉินเสวี่ยหันหลัง นางก็ถอนหายใจออกมาและไม่ได้ตามไป แต่พูดอย่างใจเย็น “ก็เป็แค่เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ทำให้เ้าโกรธได้ขนาดนี้เชียวหรือ?”
“ซวินเอ๋อ เ้าคงจะไม่ได้บอกข้าว่า เ้ามาถึงแดนเล็กๆ ที่ชายขอบเช่นนี้ก็เพื่อมาทำตัวใจดีมีเมตตาหรอกนะ?” ถงอวิ๋นเฟยย้อนถาม
“ไม่ใช่นะสิ ข้าเจอคนคนหนึ่งที่ข้ามองอะไรเขาไม่ออกเลย” จื่อซวินเอ๋อนั่งลงช้าๆ หยิบถ้วยน้ำชาขึ้นมาแล้วจิบไปพูดไป
“เอ๊ะ?” ถงอวิ๋นเฟยขมวดคิ้วเล็กน้อย ครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วพูดว่า “คนผู้นั้นคือพี่ชายของเด็กหญิงตัวเล็กๆ หรือ?”
จื่อซวินเอ๋อขยับปากเล็กน้อย และพูดอย่างเฉยเมย “เมื่อถึงเวลาเ้าจะรู้เอง”