"ตกลง ใช่แล้ว พี่อย่าลืมกลับไปดื่มเหล้าครบเดือน [1] นะ พ่อกับแม่บอกว่าได้หลานชายแล้วจะจัดงานเลี้ยงใหญ่ เลี้ยงฉลองอย่างดี"
คังจวิ้นพูดโดยไม่ได้ตระหนักเลยว่า คำพูดของตนเองจะสร้างผลกระทบต่อคังอิงมากแค่ไหน
ลูกสาวตัวเองหย่าร้างไม่แยแส ไม่ใส่ใจ แถมยังกังวลว่าจะถูกตระกูลฝูทวงเงินสินสอดคืน
แต่งานเลี้ยงดื่มเหล้าครบเดือนของหลานชายจะจัดอย่างยิ่งใหญ่ แบบนี้มันลำเอียงเกินไปหรือเปล่า?
คังอิงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกเศร้าใจแทนเ้าของร่างเดิม ครอบครัวที่ให้ความสำคัญกับลูกชายมากกว่าลูกสาวก็เป็แบบนี้แหละ ลูกสาวก็แค่เครื่องมือหาเงินเท่านั้น เมื่อไร้ประโยชน์และคุณค่า ถึงเป็พ่อแม่แท้ๆ แล้วมันยังไง?
"ก็ได้ งั้นพี่ไปก่อนนะ ค่อยคุยกันทีหลัง"
คังอิงขึ้นจักรยานแล้วรีบจากไป หลีกเลี่ยงการติดต่อกับคนตระกูลคังได้ก็ควรหลีกเลี่ยง รอให้เธอมีเงินมากมายเมื่อไหร่ ค่อยช่วยเหลือพวกเขาก็แล้วกัน ถือว่าตอบแทนบุญคุณที่พ่อแม่ของเ้าของร่างเดิมเลี้ยงดูเธอมา
หลังจากที่พี่สาวจากไปแล้ว จู่ๆ คังจวิ้นก็ตบต้นขาของตนเอง “แย่แล้ว ลืมถามที่อยู่ของพี่สาวอีกแล้ว”
แต่พอเขามองเงินห้าสิบหยวนที่กำไว้ในมือก็พลันรู้สึกดีขึ้น เขาจึงถือเงินแล้วเดินจากไปอย่างร่าเริง อำเภอเล็กๆ แบบนี้ การหาคนสักคนง่ายจะตาย หากตั้งใจสืบหา ก็ย่อมต้องสืบหาจนเจอ
คังอิงจอดจักรยานไว้ที่หน้าห้างสรรพสินค้ามิตรภาพ ในเมื่อไปถามผู้อำนวยการหลี่โดยตรงไม่ได้ เธอก็เลยเข้าไปดูบรรยากาศในห้างสรรพสินค้าแทน
เธออยากจะรู้ว่าผู้อำนวยการหลี่ปล่อยข่าวเื่การให้เช่าร้านค้าของห้างสรรพสินค้ามิตรภาพหรือยัง?
แล้วพนักงานที่นี่มีท่าทีเปลี่ยนไปบ้างหรือเปล่า?
พอคังอิงเดินเข้ามาในห้างสรรพสินค้า เธอก็พบว่าที่นี่ยังคงเหมือนเดิม ไม่ว่าจะเป็ลูกค้าหรือพนักงานก็ไม่มีใครเปลี่ยนไป พนักงานต่างก็มีท่าทีเฉยชา ส่วนใหญ่นั่งคุยกันอยู่ที่มุมเคาน์เตอร์ บรรยากาศยังคงเงียบสงบ
คังอิงทำท่าทางเหมือนกำลังดูเครื่องใช้ไฟฟ้าอยู่ข้างๆ แต่ไม่มีพนักงานคนไหนเดินเข้ามาทักทายเธอเลยสักคน
ทว่าเสียงสนทนาของพนักงานบางคนกลับลอยเข้ามาในหูของเธอ
“เธอได้ยินเื่ที่ว่าห้างสรรพสินค้ามิตรภาพของพวกเราจะปรับโครงสร้างใหม่หรือเปล่า? ดูเหมือนจะประกาศแผนออกมาแล้วนะ”
“เป็ไปไม่ได้หรอก พวกเราทำงานที่นี่มาหลายสิบปีแล้ว พวกเราเป็พนักงานประจำ เขายังจะปรับโครงสร้างพวกเราได้อีกหรือไง?”
“ฉันได้ยินมาว่าพวกเขาจะให้เอกชนมาเช่าพื้นที่ของห้าง แบบนี้พวกเราก็จะตกงานกันหมด”
“ถ้าตกงานแล้วจะทำยังไงล่ะ? ฉันอายุสี่สิบกว่าๆ แล้ว ทั้งพ่อแม่และลูกก็ต้องใช้เงิน ตอนนี้เป็่ที่ฉัน้าใช้เงินมากที่สุด ถ้าตกงานขึ้นมา ฉันก็คงจะไม่มีเงินเดือนใช้จ่ายแล้วสิ”
บางคนกล่าวด้วยน้ำเสียงใเล็กน้อย แต่บนใบหน้าของพวกเขายังคงไม่เชื่อคำพูดพวกนี้
“ฉันเชื่อว่าสำนักงานใหญ่คงไม่ทอดทิ้งพวกเราหรอกนะ พวกเราล้วนแต่เป็พนักงานประจำทั้งนั้น คิดมากกันไปเองแล้ว ถึงจะทำสัญญาให้เอกชนเช่า พวกเราก็ยังทำงานที่นี่ต่อไปนั่นแหละ คิดมากกันไปใหญ่แล้ว”
“จริงด้วย พวกเรากินเงินเดือนจากรัฐบาลอยู่แล่ว กลัวอะไรกันเล่า? ถ้าจะกังวลก็ให้พวกที่ทำงานในบริษัทเอกชนไปกังวลกันเองเถอะ พวกนั้นน่ะไม่มั่นคงเอาเสียเลย”
หลายคนยังคงภูมิใจในงานของตนเอง
คังอิงที่ฟังพวกเขาคุยกันอยู่ข้างๆ อดที่จะขมวดคิ้วไม่ได้ การสนทนาของพนักงานเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความคิดที่แท้จริงของพวกเขา
ดูท่าว่าผู้อำนวยการหลี่น่าจะลงมือทำอะไรบางอย่างแล้ว ไม่เช่นนั้นคงไม่มีใครมาพูดคุยเื่พวกนี้หรอก คังอิงเริ่มรู้สึกโล่งใจขึ้นมาเล็กน้อย
แต่ว่าเหลือเวลาอีกไม่ถึงเดือนก่อนที่เครื่องใช้ไฟฟ้าล็อตแรกจะมาถึง หากเธอยังไม่สามารถตกลงเื่การเช่าห้างสรรพสินค้าได้ เกรงว่าคงไม่มีเวลาตกแต่งร้าน
ขณะที่คังอิงแสร้งทำเป็ดูเครื่องใช้ไฟฟ้าอยู่หน้าตู้แสดงสินค้า เสียงดังวุ่นวายก็ดังมาจากทางเข้าห้าง
จากนั้นชายคนหนึ่งที่มีบุคลิกน่าเกรงขามก็เดินเข้ามาโดยมีคนสี่ห้าคนเดินตามหลัง ชายคนนั้นหวีผมแสกข้างแล้วเสยไปด้านหลัง มือทั้งสองข้างไขว้อยู่ด้านหลัง
“นั่นไม่ใช่ผู้อำนวยการหลี่หรอกหรือ?”
“ผู้อำนวยการหลี่มาตรวจสอบห้างสรรพสินค้างั้นเหรอ?”
ผู้จัดการห้างสรรพสินค้ามิตรภาพรีบเดินเข้าไปต้อนรับ
คังอิงไม่รู้ว่าวันนี้ผู้อำนวยการหลี่มาตรวจสอบอะไร แต่เธอรู้สึกว่าตอนนี้ไม่ควรไปทักทายผู้อำนวยการหลี่จะดีกว่า
เธอเห็นเซียวอิงเสียเดินตามผู้อำนวยการหลี่มาด้วย หรือว่าการที่ผู้อำนวยการหลี่มาที่นี่จะเป็เื่การให้เช่าห้างสรรพสินค้ามิตรภาพ?
“วันนี้ผมเพิ่งจะได้รับเอกสารจากอำเภอ ผมจะมาแจ้งเื่ราวการปรับโครงสร้างห้างสรรพสินค้ามิตรภาพให้พวกคุณฟัง”
ผู้อำนวยการหลี่บอกกับผู้จัดการห้างสรรพสินค้ามิตรภาพที่เดินเข้ามาต้อนรับ
คำพูดสั้นๆ ประโยคนี้ราวกับก้อนหินที่ถูกโยนลงไปในสระน้ำอันเงียบสงบ ก่อให้เกิดระลอกคลื่นมากมาย ทำให้ผู้คนที่อยู่ในเหตุการณ์รู้สึกหายใจไม่ออกขึ้นมาทันที
คังอิงได้ฟังก็พลันใ เธอคิดไม่ถึงเลยว่าผู้อำนวยการหลี่จะลงมืออย่างรวดเร็วขนาดนี้ แผนการให้เช่าห้างสรรพสินค้ามิตรภาพได้รับการอนุมัติจากทางอำเภอแล้ว
ดูท่าว่าก่อนหน้านี้ ผู้อำนวยการหลี่เพียงแค่ปล่อยข่าวลือออกไปเล็กน้อย ไม่ได้ประกาศอย่างเป็ทางการ เขาคงมีจุดประสงค์อะไรบางอย่าง
ส่วนวันนี้ผู้อำนวยการหลี่ก็เดินทางมาที่ห้างสรรพสินค้ามิตรภาพโดยตรง ทำให้ผู้จัดการห้างสรรพสินค้าแห่งนี้ตั้งตัวไม่ทัน เห็นได้ชัดว่าเขาตัดสินใจที่จะให้เช่าห้างสรรพสินค้ามิตรภาพจริงๆ
“ผู้อำนวยการหลี่ จะให้เอกชนมาเช่าห้างสรรพสินค้านี้จริงๆ เหรอครับ?” มีคนเอ่ยถามขึ้น
“ใช่แล้ว พวกคุณมีพนักงานเก่งๆ เยอะมาก หากปล่อยให้เอกชนมาเช่า พวกเขาก็แสดงฝีมือได้เต็มที่”
ผู้อำนวยการหลี่ตอบอย่างเฉยชา จากนั้นเขาก็นำทุกคนไปยังห้องประชุมที่อยู่บนชั้นสองของห้างสรรพสินค้า
คำพูดของผู้อำนวยการหลี่ทำให้พนักงานห้างสรรพสินค้าที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่โดยรอบต่างก็วุ่นวายใจขึ้นมา พวกเขาไม่ได้ดูเฉยชาเหมือนตอนที่ผู้อำนวยการหลี่เพิ่งเดินเข้ามา
แม้ว่าทุกคนจะไม่ได้พูดอะไรออกมา แต่ท่าทีที่ดูเหมือนไม่แยแสกับเื่นี้ก็เริ่มจางหายไป กลายเป็สีหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวลใจแทน
ก่อนหน้านี้ตอนที่คังอิงฟังพวกเขาคุยกันอยู่ข้างๆ แม้ว่าบางคนจะดูตื่นเต้น แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังคงดูไม่ทุกข์ไม่ร้อนราวกับว่าเื่พวกนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับพวกเขา
เพราะว่าตอนนั้นพวกเขายังเชื่อมั่น ใช่ว่าพวกเขาจะตกงานกันง่ายๆ
แต่ครั้นได้ยินคำพูดของผู้อำนวยการหลี่ คังอิงเห็นว่าบนใบหน้าของคนจำนวนมากต่างก็ปรากฏสีหน้าเลื่อนลอยและสิ้นหวัง
ท่าทีของผู้ใหญ่ที่ถูกสังคมทอดทิ้งช่างดูน่าเวทนายิ่งนัก
คังอิงนึกถึงบทความที่ได้รับความนิยมในสื่อสังคมออนไลน์และ WeChat Public Account ในชาติก่อน บทความเ่าั้มักจะมีหัวข้อว่า ‘คนวัยกลางคนที้ตื่นขึ้นมา แล้วพบว่าตัวเองตกงาน’ ‘หากคุณไม่พยายาม วันหนึ่งเมื่อคุณถูกไล่ออก คุณก็จะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น’ ‘ยุคสมัยอาจทอดทิ้งคุณ โดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้า’ บทความพวกนี้มักจะปลุกใจผู้คน แม้จะค่อนข้างรุนแรงไปบ้าง
แต่อย่างไรเสีย ตอนนี้คังอิงรู้สึกว่าบทความที่ปลุกใจผู้คนนั้น แม้จะค่อนข้างรุนแรงไปบ้าง แต่ก็ยังคงมีเหตุผลอยู่บ้าง
คังอิงเป็คนที่ขยันขันแข็ง และพยายามมุ่งไปข้างหน้าตลอดเวลา ถึงแม้ว่าประสบการณ์ในการเริ่มต้นธุรกิจของเธอจะคดเคี้ยวไปบ้าง แต่เธอก็ยังคงลุกขึ้นได้ใน่เวลาที่ยากลำบาก และในที่สุดเธอก็กลายเป็ซีอีโอของบริษัทที่กำลังจะเข้าตลาดหลักทรัพย์
ดังนั้นตอนที่เธอเห็นบทความพวกนั้น เธอก็เลยรู้สึกว่ามันเหลือเชื่อมากจริงๆ จะมีคนที่ไม่รู้จักคำว่า วิกฤต ได้อย่างไร? ไม่มีความคิดที่จะดิ้นรนบ้างหรือ? ทำให้ตัวเองหยุดอยู่กับที่ราวกับกบถูกต้มในน้ำอุ่นที่ค่อยๆ รู้สึกสบายกับอุณหภูมิที่อุ่นขึ้นเรื่อยๆ จนไม่คิดจะะโหนี จนสุดท้ายก็ตายไปในที่สุด ภัยพิบัติมาถึงเมื่อไหร่ ก็ไม่มีหนทางที่จะต่อสู้ได้เลย
อย่างน้อยๆ ในบรรดาลูกน้องของคังอิงนั้นไม่มีใครเป็เช่นนี้ ตอนนั้นเธอเห็นบทความพวกนั้นแล้วก็เยาะเย้ย เพราะเธอคิดว่าเป็แค่สื่อที่พยายามจะดึงดูดผู้อ่าน จึงตั้งชื่อที่ดูเกินจริง
แต่ในเวลานี้ พอเห็นสีหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวลใจของพนักงานที่ห้างสรรพสินค้ามิตรภาพ คังอิงก็พลันเข้าใจทันที บางทีผู้เขียนบทความพวกนั้นอาจจะมีประสบการณ์ตรงกระมัง?
เชิงอรรถ
[1] เหล้าครบเดือน" (หม่านเย่ว์จื่ว) หรือ "เหล้าร้อยวัน" (ป่ายรื่อจิ่ว) เป็ประเพณีอย่างหนึ่งที่ปฏิบัติกันทั่วไปในกลุ่มชนชาติต่างๆ ของจีน การดื่มเหล้าครบเดือนนี้จะทำกันในโอกาสที่เด็กมีอายุครบหนึ่งเดือน โดยจะมีการจัดโต๊ะเหล้าหลายโต๊ะ และเชิญญาติสนิทมิตรสหายมาร่วมฉลอง ปกติผู้ที่มาร่วมงานจะต้องเตรียมของขวัญ หรืออั่งเปามามอบแก่เ้าภาพด้วย
