เหอคังเดินออกจากห้องไปพร้อมกับเหอเจา ในห้องจึงเหลือสามพี่น้องสกุลเหอนั่งและยืนอยู่เงียบๆ
“เ้าชอบนางรึ”
เหอหยวนเอ่ยถามเหอชาง เหอตงจึงหันไปมองน้องสี่ของเขาเช่นกัน
อย่าได้เห็นว่าเหอชางที่พูดน้อยและมักจะมีสีหน้าเรียบเฉยเป็คนเข้าถึงยาก แท้จริงแล้วในบรรดาพวกเขาพี่น้องทั้งสี่ เหอชางที่มักจะโต้เถียงและออกความคิดเห็นในเื่ที่จำเป็ คือ คนที่เข้าอกเข้าใจผู้อื่นมากที่สุด อีกทั้งเขายังใจอ่อนกับคนที่ตนเองใส่ใจเป็อย่างยิ่งอีกด้วย เพียงแต่เขาแค่ไม่ชอบแสดงความรู้สึกทางสีหน้าก็เท่านั้น
เวลานี้เหอหยวนกับเหอตงเห็นชัดว่าน้องสี่ผู้นี้ใส่ใจในตัวสตรีที่เขาพากลับมาด้วยมากเพียงใด
“เช่นนั้นก็ให้เวลานางหน่อยแล้วกัน”
กล่าวจบเหอยวนก็เดินออกจากห้องไป
“ไปกินมื้อเย็นกันเถอะ”
เหอตงตบไหล่เหอชางเบาๆ แล้วเดินตามเหอหยวนออกไปอีกคน ในห้องจึงเหลือเพียงเหอชางนั่งอยู่ข้างเตียงที่มีร่างบอบบางของหม่าเจี่ยซินนอนอยู่ เขานั่งมองใบหน้าขาวซีดของนางอีกครู่หนึ่งแล้วถึงได้ลุกจากไปอีกคน
เหอชางออกจากห้องไปแล้ว หม่าเจี่ยซินก็ลืมตาขึ้นมามองเพดานห้องเงียบๆ ในใจเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้ากับเื่ราวมากมายที่ถาโถมเข้ามาอย่างไม่ทันตั้งตัว
ตอนแรกทะลุมิติมาอยู่ในโลกที่นางไม่รู้จักก็รู้สึกว่าแย่มากแล้ว ร่างกายที่ได้มาอย่างไม่คาดคิดกลับเต็มไปด้วยร่องรอยแห่งการโดนทำร้าย จนทำให้นางทำได้เพียงนอนซมกลับแย่มากยิ่งกว่า
มาตอนนี้ชีวิตที่เคว้งคว้างไม่มีหลักให้ยึดเกาะของนางยังต้องมาเจอกับเื่ราวที่นางแทบไม่อาจทำความเข้าใจได้ หม่าเจี่ยซินจึงรู้สึกแย่จนนึกอยากจะตายไปอีกสักรอบ
แต่งงานกับผู้ชายสี่คนเช่นนั้นรึ?
เฮอะ อยากจะบ้า
นี่เป็เื่ตลกหรืออย่างไรกัน
หม่าเจี่ยซินถอนหายใจเงียบๆ มองเพดาน้าด้วยความรู้สึกกลัดกลุ้ม หัวใจของนางสั่นไหว ร่างกายและจิตใจรู้สึกไร้เรี่ยวแรงอย่างบอกไม่ถูก
แกล้งกันชัดๆ ์แกล้งนางชัดๆ
นางไม่ได้ไปทำเื่ผิดต่อใครเสียหน่อย เหตุใดถึงได้ให้ทะลุมิติมาเจอเื่เช่นนี้ด้วย แม้ว่านี่จะมิใช่ครั้งแรกที่ได้พบเจอเื่ราวเช่นนี้ แต่เมื่อเป็เื่ของตัวเอง ความรู้สึกกลับต่างออกไป
ชาติก่อนหม่าเจี่ยซินเคยเดินทางไปท่องเที่ยวทิเบต เคยได้พบเจอครอบครัวของชนเผ่าที่มีวัฒนธรรมการแต่งงานเช่นนี้มาก่อน นางจึงไม่ได้มองว่าการแต่งกับภรรยาคนเดียวของพี่น้องในครอบครัวเดียวกันเป็เื่แปลกใหม่หรือผิดปกติอะไร
แต่ครั้นต้องมาเจอเื่นี้กับตัวเอง หม่าเจี่ยซินที่เติบโตมาในสภาพสังคมที่มีค่านิยมผัวเดียวเมียเดียวกลับไม่อาจทำใจยอมรับได้ทันที
คิดๆ ไปแล้วนางก็นึกอยากจะหัวเราะออกมาดังๆ สักรอบ ชาติก่อนเพราะไม่ค่อยได้รับความใส่ใจจากคนในครอบครัวและเบื่อหน่ายกับครอบครัวใหญ่ที่วุ่นวาย หม่าเจี่ยซินจึงตั้งใจว่าจะไม่แต่งงานไปตลอดชีวิต ตลอดชีวิตยี่สิบเกือบสามสิบปีของนาง นางจึงไม่เคยมีความรัก ไม่เคยคบกับใครและไม่เคยเจอพบเจอคนที่รู้สึกว่าใช่
มาชาตินี้เมื่อกลายมาเป็นางอีกคน ได้พบเจอเหอชางที่ราวกับหลุดออกมาจากฝัน กระตุ้นให้นางอยากลองเขาจนยอมตอบตกลงยอมเป็ภรรยาของเขาอย่างง่ายดาย นางกลับต้องมารู้ว่า หากจะแต่งงานกับเหอชางนางก็ต้องแต่งงานกับพี่ชายอีกสามคนของเขาด้วย
เหอะ
หากนี่มิใช่เื่ตลกที่์จงใจแกล้งนาง แล้วจะให้อธิบายอย่างไร
ถึงแม้ว่าพี่ชายทั้งสองคนนั้นของเขาจะหน้าตาโดดเด่นไม่แพ้เหอชางเลย หล่อเหลาจนแทบจะไร้ที่ติ แต่นั่นกลับไม่ใช่เหตุผลที่ทำให้หม่าเจี่ยซินสามารถยินยอมและยอมรับเื่นี้ได้โดยง่าย
ร่างบางนอนปล่อยให้ความคิดไปเรื่อยเปื่อยอยู่บนเตียงพักใหญ่ หลังขบคิดทุกอย่างจนถี่ถ้วนแล้วนางถึงลุกขึ้นมานั่งมองนอกหน้าต่างอย่างเหม่อลอย
ข้างเตียงมีหน้าต่างบานหนึ่งเปิดอยู่ เมื่อมองออกไปจะเห็นทิวทัศน์ยามเย็นราวกับถูกหมอกจางๆ ชั้นหนึ่งปกคลุมเอาไว้ ความมืดกำลังโรยตัวลงมาปกคลุมทุกอย่างให้เลือนหายไปช้าๆ หม่าเจี่ยซินน้ำตาซึมออกมาอย่างไม่รู้ตัว เพราะรู้สึกคิดถึงชีวิตในโลกที่นางจากมาอย่างสุดหัวใจ
แม้ว่าชีวิตในชาติก่อนนางจะไม่ได้รับความใส่ใจและความอบอุ่นจากคนในครอบครัวมากนัก แต่นางกลับไม่เคยรู้สึกเคว้งคว้างเพราะมองไม่เห็นอนาคตของตนเองเช่นนี้มาก่อน
นี่เป็ครั้งแรกที่หม่าเจี่ยซินรู้สึกว่าบรรยากาศยามใกล้ค่ำทำให้นางเศร้าได้มากถึงเพียงนี้
เหอชางเปิดประตูเข้ามาพร้อมกับถ้วยอาหารและถ้วยยาในมือ เมื่อเห็นร่างบางนั่งนิ่งอยู่บนเตียงเขาก็เอ่ยขึ้นมา แล้วนำของในมือไปวางลงบนโต๊ะ แล้วจุดเทียนเล่มหนึ่งขึ้นมาให้ความสว่างในห้อง
“รู้สึกตัวแล้วรึ หิวหรือไม่ มากินอาหารเถอะ ข้ายกขึ้นมาให้แล้ว”
“ท่านวางไว้เถอะ อีกสักครู่ข้ากินเอง”
นางพูดโดยไม่ได้หันกลับไปมองเหอชาง สายตายังคงมองออกไปด้านนอกที่ตอนนี้มืดสนิทไปแล้วเงียบๆ ท่าทางนิ่งเฉยไม่สนใจของนางทำให้เหอชางชะงัก เขาเม้มปากหนหนึ่งแล้วใบหน้ากับมาเรียบเฉยดั่งปกติอีกครั้ง
“เช่นนั้นข้าวางเอาไว้ตรงนี้”
“...”
เมื่อไม่มีคำพูดใดๆ ตอบกลับมา ร่างสูงโปร่งของเหอชางจึงจำต้องเดินออกจากห้องไปแม้ไม่เต็มใจ ในห้องที่สว่างไสวด้วยแสงเทียนจึงกลับมาเหลือเพียงหม่าเจี่ยซินเพียงคนเดียวอีกครั้ง
ผ่านไปอีกพักหนึ่งนางก็ลงจากเตียงไปปิดหน้าต่างแล้วหม่าเจี่ยซินก็เดินไปนั่งกินอาหารอยู่หลายคำ จากนั้นก็ยกชามยาที่ขมปี๋ขึ้นมาดื่ม
สุดท้ายแม้จะรู้สึกแย่กับชีวิตใหม่มากแค่ไหน แต่เอาเข้าจริงนางก็ไม่ได้อยากตายอีกครั้งจริงๆ ดังนั้นอาหารกับยายังไงก็ยังคงต้องกิน เพื่อให้ร่างกายของนางหายป่วยในเร็ววัน
มิเช่นนั้นหากวันใดนาง้าจะจากไป ร่างกายนี้ย่อมกลายเป็อุปสรรค เมื่อขบคิดจนกระจ่างแล้วหม่าเจี่ยซินก็ตระหนักได้ว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือรักษาร่างกายให้หายป่วยในเร็ววันเสียก่อน
หลังหม่าเจี่ยซินกินยาเสร็จไปได้ไม่นาน เหอชางก็กลับเข้ามาอีกครั้งพร้อมกับเหอตง พวกเขาขนถังไม้และน้ำร้อนเข้ามาวางในห้อง เสร็จแล้วเหอตงก็หันมามองนางหนหนึ่งแล้วออกจากห้องไป
“ไม่ได้อาบน้ำมาหลายวันแล้ว มาเช็ดตัวเสียหน่อย”
เห็นเขาใส่ใจกันเช่นนี้ หม่าเจี่ยซินก็รู้สึกอยากร้องไห้จนหูอื้อข ในใจแม้จะทำใจยอมรับเื่การแต่งงานที่ดูไม่ปกติของพวกเขาไม่ได้ แต่นางกลับไม่อาจห้ามไม่ให้ตนเองไม่รู้สึกอะไรกับบุรุษผู้นี้ได้ในทันที ยิ่งเขาทำดีกับนางราวกับไม่สนใจอะไรเลยเช่นนี้ หม่าเจี่ยซินก็ยิ่งรู้สึกแย่
“ข้า.. ทำเอง ท่านออกไปเถอะ”
“...”
เหอชางมองนางนิ่ง หลายวันมานี้เพราะใกล้ชิดกันมาตลอด เขาจึงไม่ได้คิดว่าการช่วยนางเช็ดตัวนั้นเป็เื่ที่ไม่สมควรอะไร เวลานี้เมื่อถูกปฏิเสธเหมือนถูกนางกีดกันออกไป เหอชางจึงมีความรู้สึกไม่ยินยอมขึ้นมา
“เ้าก้มเงยไม่สะดวก ให้ข้าช่วยเถอะ”
ตอนที่พาหม่าเจี่ยซินออกมาจากบ้านของกู้ซื่อ เหอชางย่อมเคยผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าที่สกปรกเปื้อนคราบเืให้นางหนหนึ่งแล้ว จากนั้นยังช่วยทำแผลตามร่างกายให้อีกหลายครั้ง ร่างกายของหม่าเจี่ยซินจึงแทบจะไม่มีส่วนไหนที่เขายังไม่เคยเห็น
ธรรมเนียมอย่างเื่หญิงชายไม่ควรใกล้ชิดกัน จึงใช้ไม่ได้กับเขาและนางไปตั้งนานแล้ว
“ข้า...”
นาง้าที่จะปฏิเสธ แต่เหอชางกลับไม่ยอมให้ทำเช่นนั้น หลังเทน้ำร้อนผสมกับน้ำเย็นจนอุ่นกำลังพอดีเสร็จ ร่างสูงของเขาก็เดินมาอุ้มนางไปนั่งลงบนเก้าอี้ตัวเตี้ยข้างถังไม้ จากนั้นเขาก็ลงมือปลดสายรัดเอวให้นางด้วยสีหน้าที่เรียบเฉยและแน่วแน่
“ข้า ข้าทำเอง”
นางรีบคว้าเสื้อผ้าของตนเองเอาไว้อย่างลนลาน ไม่ยอมให้เขาถอด
________________________________________________________
ฝากกดติดตามและกดหัวใจให้ด้วยนะคะ
