โตวโตวไม่รู้ว่าเหตุใดหานโม่ถึงถามเช่นนี้ แต่เพราะอยู่เคียงข้างหานโม่มาได้ระยะหนึ่งแล้ว มันจึงรู้ว่าหานโม่จะไม่ยิงธนูโดยที่ไม่มีเป้า[1] ดังนั้นสติที่ยังคงสะลึมสะลืออยู่ก็ตื่นตัวขึ้นมาทันที มันยืดตัวตั้งตรงและเอ่ยถามหานโม่กลับ "นายท่าน เกิดสิ่งใดขึ้นหรือขอรับ?"
หานโม่เล่าเื่ที่ตัวนางออกไปข้างนอกและช่วยเหลือบ่าวรับใช้ผู้หนึ่งในเรือนของเว่ยซื่อออกมาให้โตวโตวฟัง ในตอนท้ายนางยังเอ่ยในสิ่งที่คาดเดาไว้ว่า "ข้ารู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ ถ้าหากว่าสิ่งที่เ้าเห็นเมื่อคืนนี้คือเว่ยซื่อและชายชู้ พวกเขาก็สามารถฆ่าหญิงรับใช้ผู้นี้ไปได้ั้แ่เมื่อคืนนี้แล้ว เหตุใดวันนี้เว่ยซื่อถึงได้วางทัพตีกลองชูธงศึก [2] ส่งเสียงดังแต่เช้าตรู่เพื่อป่าวประกาศให้ทุกคนได้รับรู้หรือ?”
โตวโตวนึกย้อนไปถึงภาพที่มันเห็นเมื่อคืนนี้และเอ่ยขึ้นมาอย่างลังเลว่า "เมื่อคืนข้าไม่เห็นคนอื่นนะขอรับ ตอนที่ข้าซ่อนตัวอยู่ไม่มีผู้ใดอยู่รอบๆ เลยนะขอรับ"
เมื่อโตวโตวพูดเช่นนี้ หานโม่ก็พยักหน้าลงเบาๆ แน่นอนว่านางเชื่อโตวโตว อาจจะมีบางอย่างที่โตวโตวคงไม่ได้สังเกตเห็น ดังนั้นไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม หานโม่ก็ยังต้องคอยระมัดระวังอยู่ดี
"เ้าไปนอนต่อเถอะ ข้าจะออกไปข้างนอกอีกสักรอบ" หานโม่พูด
เมื่อคืนนี้โตวโตวนอนหลับไม่ค่อยสนิทนัก พอได้ฟังคำพูดของหานโม่แล้วภายในใจของมันรู้สึกเป็กังวลเล็กน้อย แต่เมื่อเห็นว่าใบหน้าที่เรียบนิ่งของหานโม่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ดูเหมือนว่าจะยังไม่มีคลื่นลมแรงอะไรในอนาคตอันใกล้นี้ มันก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาในทันที
“นายท่าน หากมีเื่อะไรสามารถเรียกหาข้าได้ตลอดเลยนะขอรับ ข้าจะรีบไปหาท่านให้เร็วที่สุด” โตวโตวพูดพร้อมกับใช้ปีกเล็กๆ ของมันตบไปที่หน้าอกของตนเอง
หานโม่หัวเราะ จากนั้นจึงยื่นมือไปลูบหัวของโตวโตว "ข้ารู้แล้ว ตระกูลหานเล็กเช่นนี้กักขังข้าไว้ไม่ได้หรอก”
หลังจากที่นางพูดจบ ก็หันหลังเดินออกไปจากเรือนเหอเซียง
โตวโตวมองตามแผ่นหลังของหานโม่ที่ค่อยๆ เดินออกไปไกล ก่อนที่จะผล็อยหลับไปอีกครั้ง
หานโม่เดินไปตามทางจนมาถึงห้องโถงใหญ่ของตระกูลหาน
เส้นทางนี้หานโม่เคยมาเข้าร่วมงานเลี้ยงของตระกูลแล้ว ไม่ต้องมีผู้อื่นนำทางนางก็สามารถหาเจอได้อย่างง่ายดาย
เมื่อนางมาถึงทางเข้าห้องโถงใหญ่แห่งนี้ หานโม่ก็พบว่ามีบ่าวรับใช้คอยยกชาและของว่างเข้าออกอย่างขวักไขว่วุ่นวาย ดูเหมือนว่าแขกคนสำคัญที่อยู่ภายในนั้นจะถูกปรนนิบัติต้อนรับอย่างสูงส่งทีเดียว
ดวงตาของหานโม่เป็ประกาย นางเดินไปที่มุมๆ หนึ่งแล้วเอื้อมมือไปรั้งบ่าวรับใช้คนหนึ่งไว้
คนผู้นั้นเมื่อถูกหยุดไว้ก็รู้สึกหงุดหงิดเป็อย่างมาก จึงเงยหน้าขึ้นมาเพื่อจะต่อว่าเสียหน่อย แต่เมื่อพบกับดวงตาเ็าของหานโม่ เขาตกตะลึงไปในทันทีแล้วก้มหัวลงพลางเอ่ยอย่างตะกุกตะกัก "คุณ...คุณหนูเจ็ด"
หานโม่เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเ็าแฝงไปด้วยความไม่พอใจว่า "วันนี้มีแขกคนสำคัญมาที่ตระกูลหานงั้นหรือ? เหตุใดจึงไม่มีใครมาแจ้งแก่ข้าเลยสักคน "
บ่าวรับใช้ผู้นั้นส่งเสียง "อา" แล้วมองไปที่หานโม่ด้วยความมึนงงเล็กน้อย
แต่ไหนแต่ไรมาคุณหนูเจ็ดมักจะเก็บตัวอยู่ในเรือนหลังเล็กของนางและไม่ยอมออกมาพบเจอผู้คน ตอนนี้ทุกคนต่างรู้แล้วว่านางแข็งแกร่งมากเพียงไหนจึง้าประจบเอาใจนาง แต่นางก็มักจะขลุกตัวอยู่ในเรือนเหอเซียงทุกวันและไม่ค่อยออกมานัก บ่าวรับใช้จึงรับรู้กันว่านางไม่ชอบให้ผู้อื่นมารบกวน ดังนั้นจึงไม่มีใครไปแจ้งข่าวแก่นาง
หานโม่เมื่อเห็นแววตาของบ่าวรับใช้เพียงเล็กน้อยก็สามารถเดาได้ว่าเขากำลังคิดสิ่งใดอยู่ จึงเอ่ยอย่างเ็าว่า "ไม่ใช่ว่าหานซินใช้อำนาจของนางปิดปากพวกเ้าไม่ให้แจ้งเื่แขกคนสำคัญเพื่อขัดขวางไม่ให้ข้าเจอเขาหรอกนะ บอกข้ามาว่าแขกผู้นั้นเป็ใคร”
ทันใดนั้นประกายตาในบ่าวรับใช้ก็กลับมาเป็ปกติราวกับว่าเข้าใจทุกอย่าง
คุณหนูเจ็ดไม่เคยชอบยุ่งเื่ของผู้อื่นเลย อีกทั้งนางก็ไม่สนใจใยดีกับเื่ราวภายในตระกูลเช่นกัน แต่เพราะนางถูุกคุณหนูห้ายั่วยุมานี่เองถึงได้สนใจเื่ราวความเป็ไปภายในตระกูลหานขึ้นมา
สิ่งที่เหล่าคุณหนูในตระกูลใหญ่ต่างชื่นชอบมากที่สุดคือการได้แสดงความสามารถต่อหน้าคนนอก อีกทั้งหญิงสาวในตระกูลหานทุกคนล้วนมีรูปลักษณ์ที่โดดเด่น โดยเฉพาะคุณหนูเจ็ด หากเอ่ยว่างดงามปานล่มเมืองนั้นก็คงไม่พอ
ครั้งหนึ่งในอดีตคุณหนูห้าตระกูลหานเกลียดชังคุณหนูเจ็ดเป็อย่างมาก ดังนั้นจึงสั่งให้คนไปทำลายรูปโฉมของคุณหนูเจ็ดเสีย กล่าวได้ว่าตอนนี้คุณหนูเจ็ดและคุณหนูห้าเหมือนน้ำกับไฟ
หลังจากคิดได้ บ่าวรับใช้จึงถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
แต่ไม่ว่าเ้านายจะขัดแย้งกันอย่างไน บ่าวรับใช้อย่างพวกเขาก็ต้องทำหน้าที่ของตนเองให้ดีเท่านั้น
หากเป็บ่าวรับใช้ที่สามารถเข้ามาคอยปรนนิบัติในห้องโถงใหญ่ของตระกูลหานได้ เช่นนั้นแล้วจะเป็คนโง่ได้อย่างไร
บ่าวรับใช้แย้มยิ้ม เขาโค้งตัวคำนับทำความเคารพต่อหานโม่และพูดว่า "เรียนคุณหนูเจ็ด แขกสำคัญผู้นี้คือ ผู้าุโถังชิงยุ่นแห่งถังชิงจงขอรับ"
หานโม่ขมวดคิ้ว ถังชิงจงและถังชิงยุ่นทั้งสองชื่อนี้นางไม่เคยได้ยินมาก่อน
"ถังชิงจงหรือ?" คุณหนูเจ็ดไม่เคยก้าวเท้าออกนอกประตูเรือนเลย นางจึงไม่รู้เื่ราวของโลกภายนอกหลายอย่าง บาสวรับใช้จึงไม่ได้รู้สึกแปลกใจที่หานโม่ไม่ทราบและถามอย่างตรงไปตรงมา
บ่าวรับใช้ตอบคำถามอย่างไม่ได้รู้สึกแปลกใจว่า "ถังชิงจง เป็สำนักฝึกฝนศิลปะการต่อสู้แห่งหนึ่งในเมืองหลิงหยวนขอรับ ผู้าุโสำนักถังชิงจงมีความสัมพันธ์อันดีกับตระกูลหานเป็อย่างมาก ในวันนี้ผู้าุโถังชิงยุ่นจึงมาหารือกับนายท่านเกี่ยวกับงานประลองของตระกูลที่ใกล้จะมาถึง ซึ่งครั้งนี้ผู้าุโถังชิงยุ่นจะเป็ผู้ตัดสินผลการประลองด้วยตัวเองขอรับ"
บ่าวรับใช้พูดในสิ่งที่รู้ออกมาไม่มากและไม่น้อยเกินไป อันที่จริงแล้วก็ไม่น้อยเลย แต่เมื่อเทียบกับหานโม่ก็นับว่าเขารู้อะไรมากกว่า
ภายในห้องโถงใหญ่ขณะนี้
หลังจากชาชั้นดีและของว่างวางบนโต๊ะเรียบร้อยแล้ว หานเฉินต้งที่นั่งอยู่ทาง้าจึงหันไปมองชายวัยกลางคนผู้หนึ่งที่นั่งเยื้องอยู่ทางด้านขวาของเขา พลางยิ้มอย่างสุภาพและเอ่ยว่า "เหตุใดวันนี้ท่านผู้าุโถึงได้มาเยือนตระกูลหานของข้าด้วยตัวเองหรือขอรับ? หากมีสิ่งใดก็ส่งคนมาแจ้งให้ข้าไปที่ถังชิงจงไม่ดีกว่าหรือ? มีสิ่งใดรบกวนผู้าุโจนทำให้ท่านต้องมาเยือนด้วยตัวเองหรือขอรับ?”
ถังชิงยุ่นหัวเราะเสียงดัง
แม้ว่าเขาจะเป็ชายวัยกลางคน เพราะการฝึกฝนอย่างลึกซึ้งจึงทำให้เขาดูไม่แก่เลย ตรงกันข้ามกลับเต็มไปด้วยความสุขุมและความสงบเยือกเย็น เมื่อเทียบกับหานเฉินต้งแล้วรูปร่างหน้าตาของเขาก็ดูเป็ใบหน้าธรรมดาทั่วไป แต่เพราะว่าเขาเป็ถึงผู้าุโแห่งถังชิงจง จึงมักจะได้รับคำชื่นชมมากมายจากผู้อื่นอยู่เสมอ ทำให้เขามีท่าทางโอหัง
"เหตุใดผู้นำตระกูลหานถึงได้สุภาพขนาดนี้กันเล่า ถังชิงจงของข้าและตระกูลหานต่างมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน แต่นี่ก็ผ่านมานานหลายปีแล้วท่านผู้นำตระกูลหานก็ยังคงสุภาพต่อพวกเราเสมอ พวกเราทุกคนล้วนเป็ครอบครัวเดียวกัน ทำไมถึงยังคงต้องสุภาพอะไรเช่นนี้อยู่อีกหรือ?"
เมื่อได้ยินคำว่า "ครอบครัวเดียวกัน" จากปากของอีกฝ่ายนั้น หานเฉินต้งถึงกับต้องขมวดคิ้ว แต่ในไม่ช้าก็เต็มไปด้วยความตื้นตันใจอย่างท่วมท้น
ถังชิงยุ่นคือผู้ใดงั้นหรือ?
ถังชิงยุ่นนั้นมีอำนาจมากและยังเป็ผู้าุโที่มีสิทธิมีเสียงมากที่สุดในถังชิงจง แม้ว่าหานเฉินต้งจะไม่รู้ว่าเหตุใดถังชิงยุ่นถึงได้ดีต่อตระกูลหานเช่นนี้ แต่มันเต็มไปด้วยข้อดีไม่มีข้อเสีย นอกจากนี้ถังชิงยุ่นยังเป็คนเรียบง่ายและเป็กันเองอีกด้วย นี่จึงถือว่าเป็โอกาสอันแสนโชคดีของตระกูลหานนัก!
ใบหน้าของหานเฉินต้งจวนเจียนจะะเิเสียงหัวเราะออกมาอย่างกลั้นไว้ไม่ได้ เขามองไปที่ถังชิงยุ่นและเอ่ยว่า "หายากนักที่ผู้าุโจะให้ความสำคัญเช่นนี้ เช่นนั้นข้าคงไม่อาจดูถูกตนเองมากเกินไปได้แล้ว เชิญ ขอดื่มชาหนึ่งจอกแทนสุราเพื่อเป็การเคารพท่านผู้าุโ"
ถังชิงยุ่นหยิบถ้วยชาขึ้นมาชนเข้ากับถ้วยชาของหานเฉินต้งเพื่อเป็การไว้หน้าและทั้งสองก็ดื่มชากันคนละอึกใหญ่
"ชาดี!" ถังชิงยุ่นอุทานออกมาหลังจากดื่มเสร็จ
หานเฉินต้งจึงพูดด้วยรอยยิ้ม "ท่านผู้าุโชอบก็เพียงพอแล้ว ก่อนที่ท่านาุโจะกลับไป ข้าสั่งให้บ่าวรับใช้เตรียมเอาไว้ให้ท่านนำกลับไปให้ผู้าุโคนอื่นๆ ได้ลิ้มลองด้วยเช่นกัน"
........................................................................
เชิงอรรถ
[1] ยิงธนูโดยที่ไม่มีเป้า หมายถึง ทำหรือพูดเรื่อยเปื่อยโดยไม่มีเป้าหมาย
[2] วางทัพตีกลองชูธงศึก หมายถึง โหมครึกโครม เอะอะโวยวาย
