การทำให้ขาหักอีกครั้งเป็เื่ใหญ่ มิใช่เื่ที่บอกว่าจะกระทำก็จะกระทำได้เลยประเดี๋ยวนั้น ประการแรกหมอต้องมีเวลาเตรียมตัวเตรียมใจเสียก่อน และต้องเตรียมอุปกรณ์รวมถึงยาให้พร้อมสรรพ ซึ่งเื่นี้หมอเทวดาชวีมีหน้าที่เขียน ส่วนหลิ่วตี๋และองครักษ์จะเป็ผู้รับผิดชอบไปหาซื้อมา
มื้อเที่ยงกู่ซื่อทำอาหารไว้เต็มโต๊ะ ถึงแม้จะมีอาหารที่เป็เนื้อแค่ไม่กี่จาน แต่ละจานล้วนทำมาจากวัตถุดิบสดใหม่ทั้งสิ้น ผักที่นำมาทำบางจานเป็ผักที่เก็บได้จากในป่า ผักเหล่านี้กู่ซื่อซื้อมาจากครอบครัวของเอ้อร์วั่ง ครอบครัวของเด็กชายตระหนักดีว่าสกุลกู้ชอบกินผักที่ขึ้นอยู่ในป่า พวกเขาจึงขึ้นเขาไปเก็บผักในป่าทุกวัน หากวันไหนเก็บได้เยอะก็จะนำมาขายให้แก่สกุลกู้
อาหารที่ทำขึ้นโต๊ะมีปลาทอด หอยโข่งเปรี้ยวหวาน กุยช่ายผัดกุ้งแห้ง น้ำแกงไก่ใส่แปะก๊วย หมูสามชั้นราดพริก ผัดจี้ไฉ่[1] และยำอวี่ซิงเฉ่า[2] หลิ่วตี๋เคยกินแต่อาหารที่ถูกตกแต่งจานอย่างหรูหรา ครั้นเห็นอาหารบนโต๊ะซึ่งหน้าตาดูธรรมดาจึงไม่ได้ตั้งความหวังมากนัก ทว่าเมื่อได้ชิมก็รู้สึกว่าตนเองสมควรจะเปลี่ยนพ่อครัวเป็อย่างยิ่ง!
หลิ่วตี๋เหลือบมองกู่ซื่อ ในใจพลางคิดว่าหรือเขาจะจ้างฮูหยินกู้ให้ไปทำงานเป็แม่ครัวให้ดี
หากพูดดีๆ ด้วยแล้วไม่ยอมไป เช่นนั้นก็ต้องใช้ไม้แข็ง!
ครั้นเบนสายตาไปยังเจินเจินที่กำลังกินอย่างเอร็ดอร่อย ก็มีอันต้องพับความคิดนี้กลับลงไป หากเขาจ้างฮูหยินกู้ไปเป็แม่ครัว เช่นนั้นนางก็คงจะไม่ได้กินอาหารด้วยท่าทางเอร็ดอร่อยอย่างนี้อีก
แย่แล้ว! นี่เขากำลังใจอ่อนหรือ?
ครั้นมื้อเที่ยงจบลง หลิ่วตี๋เดินตามกู่ซื่อเข้าไปในห้องครัว “ฮูหยินกู้ ข้ามีเื่จะสอบถาม ไม่ทราบว่าท่านสามารถเปิดเผยเคล็ดลับในการทำอาหารได้หรือไม่”
“คุณชายอยากจะเรียนหรือ” กู่ซื่อเลิกคิ้วถามอย่างสงสัย
หลิ่วตี๋กำลังจะพูดออกไปว่า อีกฝ่ายเข้าใจผิด เขาเพียงอยากให้พ่อครัวของเขาได้มาเรียนรู้เคล็ดลับการทำอาหารจากอีกฝ่ายต่างหาก ทว่าพอประโยคนี้มาจ่ออยู่ที่ริมฝีปากก็กลับพูดไม่ออก “ใช่แล้ว ข้าอยากเรียน ข้าให้หนึ่งร้อยตำลึงเป็ค่าสอนเป็อย่างไร ท่านสอนข้าแค่สามสี่อย่างพอ”
กู่ซื่อมีสีหน้าตกตะลึง นึกไม่ถึงว่าคุณชายเช่นอีกฝ่ายจะมีใจอยากเรียนรู้เื่การทำอาหาร แต่เมื่อคิดอีกทีอาจจะเป็แค่ความสนใจชั่วประเดี๋ยวประด๋าวก็เป็ได้ นางคิดพร้อมกับยิ้มตอบ “หากคุณชาย้าเรียนข้าก็ยินดีสอน เพียงแต่เื่เงินค่าจ้างท่านมิต้องให้ข้าหรอก อาหารที่ข้าทำเป็มีแต่อาหารพื้นๆ ฝีมือยังห่างชั้นกับพ่อครัวในภัตตาคารใหญ่นัก เช่นนี้แล้วข้าไหนเลยจะกล้ารับเงินจากคุณชาย”
ทว่าหลิ่วตี๋ไม่ใช่คนที่ชอบติดหนี้บุญคุณผู้ใดกล่าวว่า “เช่นนั้นถือเสียว่าเป็ค่ากินอยู่ของพวกเราระหว่างที่พักอาศัยอยู่ที่นี่แล้วกัน ท่านอย่าปฏิเสธอีกเลย หากปฏิเสธข้าจะถือว่าท่านคิดว่าเงินจำนวนนี้น้อยเกินไป อีกอย่างข้าไม่ชอบติดหนี้บุญคุณ เช่นนั้นโปรดอย่าทำให้ข้าต้องลำบากใจเลย”
กู่ซื่อ “…”
คุณชายผู้นี้พูดจาได้ไม่น่าฟังเอาเสียเลย
“ถ้าเช่นนั้นเย็นนี้เมื่อถึงเวลาทำอาหารข้าจะเรียกคุณชายมาเรียนดีหรือไม่” นางเอ่ยอย่างลังเล
หลิ่วตี๋พยักหน้าเป็การเห็นด้วย
กู่ซื่อนึกถึงเื่ที่ท่านหมอเทวดาชวีจะขอพักอาศัยอยู่ที่นี่เป็การชั่วคราวขึ้นมาได้ หลังทำทุกอย่างในห้องครัวเสร็จเรียบร้อย ก็ไปจัดห้องให้แขกทั้งสองคน นางให้บุตรชายคนรอง คนที่สามและคนที่สี่ย้ายไปพักอยู่ที่ห้องทิศตะวันตก อย่างไรเสียห้องที่อยู่ทางทิศตะวันตกก็มีสองห้อง เจินเจินพักอยู่ห้องหนึ่ง ส่วนอีกห้องก็ให้บุตรชายทั้งสามไปพักอยู่เป็การชั่วคราว
หลิ่วตี๋มองห้องที่กู่ซื่อจัดเอาไว้ให้ด้วยสีหน้ารังเกียจเล็กน้อย ก่อนจะสั่งให้คนของตนกลับไปหยิบเครื่องเรือนภายในห้องพักที่ในเมืองมา รวมถึงข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวด้วยเช่นกัน
ตอนบ่ายหมอเทวดาชวีเริ่มลงมือรักษาขาให้แก่กู้อวี้ อันดับแรกเลยคือการทำให้ขาของชายหนุ่มหักอีกครั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ไข้ดิ้น หมอเทวดาชวีได้สั่งให้คนไปตัดไม้ไผ่มาผูกต่อกันแล้วนำมาวางทับไว้บน่ลำตัว แขน คอ เอวและขา จากนั้นสั่งการให้ทุกคนออกไปจากห้องจนหมด ทว่าเจินเจินกลับะโขึ้นไปนั่งบนเตียงอย่างดื้อดึง อย่างไรก็ไม่ยอมออกไป
“ข้าจะเชื่อฟัง จะไม่ดื้อไม่ซน ข้าอยากอยู่กับพี่ชาย!”
ถึงแม้เด็กหญิงยืนยันหนักแน่นว่าจะไม่ดื้อไม่ซน ทว่ากู้เอ้อร์หลางกลัวเหลือเกินว่าระหว่างที่ท่านหมอเทวดาชวีลงมือทำให้ขาของกู้อวี้หักอีกรอบ เจินเจินเห็นท่านพี่เ็ปแล้วจะเข้าไปทำร้ายท่านหมอเทวดาชวีเอาได้
“เจินเจิน พวกเราไปเล่นกับพวกเอ้อร์วั่งกันดีหรือไม่” เด็กชายพูดกล่อม ไม่ใช่ว่าเขาอยากจะไปเล่นกับนางแม่เสือ หากที่ชวนเพราะทำเพื่อท่านพี่ต่างหาก
ทว่าเจินเจินกลับส่ายหน้าพลางกล่าวหนักแน่น “ข้าไม่ไป ข้าจะอยู่เป็เพื่อนพี่ชาย!”
เอ้อร์หลาง ซานหลางและซื่อหลางต่างมีสีหน้าตื่นตะลึงไม่อยากเชื่อ นี่แม่เสือไม่อยากไปเล่นกับพวกเขาหรือนี่?
“พวกเราขึ้นไปเที่ยวเล่นบนเขาดีหรือไม่”
“พวกเราไปจับหนูในนาดีหรือไม่”
แต่ไม่ว่าเด็กทั้งสามจะพยายามชวนไปเล่นที่ใด เจินเจินยังคงส่ายหน้าปฏิเสธอยู่เช่นนั้น “ข้าไม่ไป ข้าจะอยู่เป็เพื่อนพี่ชาย!”
ทุกคนต่างมีสีหน้าจนปัญญา เวลานี้เองหลิ่วตี๋เอ่ยว่า “สาวน้อย เช่นนั้นไปขี่ม้ากับข้าดีหรือไม่”
ใบหน้าเจินเจินฉายแววลังเลเป็ครั้งแรก นางเองก็อยากไปขี่ม้ากับพี่ชายสุนัขจิ้งจอก ทว่า…หลังจากลังเลอยู่ชั่วครู่ สุดท้ายก็ยังคงยืนยันคำเดิม พร้อมกับยื่นมือไปจับมือกู้อวี้เอาไว้แน่น “ข้าไม่ไป ข้าจะอยู่เป็เพื่อนพี่ชาย!”
ท่าทางยืนยันหนักแน่นเช่นนี้ของเจินเจินทำให้ในใจของกู้อวี้รู้สึกหวานล้ำอย่างยิ่ง แต่เขาไม่อยากให้นางเห็นตนเองตอนเ็ประหว่างที่ท่านหมอเทวดาชวีทำให้ขาหักอีกครั้งจึงเอ่ยว่า “เจินเจินเด็กดี ท่านหมอเทวดาชวีต้องใช้วิธีลับเฉพาะในการรักษาขาให้แก่ข้า ไม่อาจเปิดเผยให้ผู้ใดเห็นได้ หากเ้าอยู่ในห้องนี้ ท่านหมอก็จะไม่รักษาขาให้ข้า เ้าไม่อยากเห็นข้ากลับมาเดินได้หรือ”
เจินเจินขบคิดอยู่ชั่วครู่ แล้วถึงเอ่ยคำ “ไม่เป็ไร ข้าจะเลี้ยงพี่ชายเอง” ขาพิการไม่เห็นจะมีอันใดไม่ดี ดีเสียอีก พี่ชายจะได้ไม่วิ่งหนีหายไปจากนาง
“เ้าอยากให้ข้าเป็คนพิการเช่นนี้ไปตลอดชีวิตหรือ ถ้าเป็แบบนั้นข้าจะไม่มีความสุข” กู้อวี้พูดกล่อมเด็กหญิงอีกครั้ง เจินเจินยังเด็ก ความเข้าใจในเื่ราวต่างๆ มีจำกัด ดังนั้นจึงไม่อาจพูดด้วยเหตุและผลได้
พี่ชายจะไม่มีความสุขเช่นนั้นหรือ สตรีที่ดีต้องไม่ทำให้บุรุษที่ชอบไม่มีความสุข
เจินเจินต่อสู้กับความลังเลในใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะค่อยๆ ปีนลงจากเตียง “ก็ได้ เช่นนั้นข้าจะไปรอข้างนอกห้อง!”
ทุกคนลอบผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอก ก่อนที่กู่ซื่อจะอุ้มพาเด็กหญิงออกจากห้องไป
ที่หน้าห้องเจินเจินยกเก้าอี้มาวางหน้าประตูก่อนจะนั่งลงเฝ้าหน้าห้องอย่างที่พูดไว้ เด็กหญิงนั่งเท้าคาง ใบหน้ามีแต่ความเคร่งเครียด
เวลาเดียวกันภายในห้องมีเสียงร้องอย่างเ็ปของกู้อวี้ดังลอดออกมาแทบตลอดเวลา
ทุกครั้งที่เสียงร้องดังขึ้น ใบหน้าของเจินเจินก็เครียดเขม็งทุกครั้งไป เอ้อร์หลาง ซานหลางและซื่อหลางเป็ห่วงพี่ชายเช่นกัน จึงไปยกเก้าอี้มาวางด้านข้างเจินเจิน พวกเขานั่งนิ่งเงียบไม่กล่าวคำใด
ผ่านไปสองชั่วยาม หมอเทวดาชวีเดินออกมาจากห้องด้วยสภาพอ่อนแรงจนองครักษ์ต้องเข้าไปช่วยประคอง บุรุษชราเอ่ยกับคนที่นั่งเฝ้าอยู่หน้าห้องซึ่งสีหน้าเกลื่อนไปด้วยความกังวลร้อนใจ ขณะที่กู่ซื่อเพิ่งวิ่งมาถึงหน้าห้อง
หมอเทวดาชวีบอกกล่าวแก่คนสกุลกู้ “ข้าต่อกระดูกให้ต้าหลางใหม่เรียบร้อยแล้ว กระดูกประสานกันดีเมื่อใดข้าถึงจะค่อยต่อเส้นเอ็น เพียงแต่มีตัวยาสองชนิดที่ต้องขึ้นไปเก็บบนเขา ไม่ทราบว่าในหมู่บ้านแห่งนี้มีนายพรานหรือไม่”
“นายพรานหรือ?”
กู้ซิ่วไฉรวมถึงคนอื่นๆ พากันส่ายหน้า “ที่นี่ไม่มีนายพราน”
“ท่านอยากจะขึ้นเขาไปเก็บสมุนไพร แล้วเกี่ยวอันใดกับนายพรานด้วย” หยวนเหล่าเอ้อร์ถามอย่างไม่เข้าใจ
หมอเทวดาชวียิ้มตอบด้วยสีหน้าท่าทางอ่อนแรง “เพราะข้าอยากให้เขาช่วยนำทาง บนูเาที่ตั้งอยู่หลังหมู่บ้านมีสมุนไพรหายากมากมาย ยิ่งเป็เช่นนี้ภายในป่าจึงยิ่งมีความซับซ้อน หากไม่มีคนคอยนำทาง อาจจะหลงทางหรือเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย”
“ที่แท้ก็อยากให้ช่วยนำทางหรอกหรือ เจินเจินของพวกเราขึ้นเขาไปเที่ยวเล่นที่นั่นั้แ่ยังเด็ก คุ้นเคยกับทางบนูเาเป็อย่างดี หากท่าน้าคนนำทาง นางกับข้าสามารถขึ้นเขาไปกับท่านได้”
กล่าวจบหยวนเหล่าเอ้อร์คิดในใจ จะได้ให้นางเก็บโสมให้อีก อืม...เป็ความคิดที่ไม่เลวเลย!
ก่อนหน้านี้ทันทีที่ประตูห้องถูกเปิดออก หมอเทวดาชวีเดินออกมา เจินเจินรีบวิ่งสวนเข้าไปดูอาการของกู้อวี้ข้างใน ทว่เมื่อได้ยินบทสนทนานี้ นางวิ่งกลับออกมาเงยหน้าเอียงคอถามหมอเทวดาชวี “ท่าน้าขึ้นเขาไปเก็บสมุนไพรมาให้พี่ชายหรือ”
หมอเทวดาชวีพยักหน้า
เจินเจินยกมือตบอกตนเอง “ยกหน้าที่นี้ให้ข้าได้เลย เพียงแต่ท่าน้าหาสมุนไพรใดต้องวาดให้ข้าดูก่อน”
หมอเทวดาชวี “…”
ตนยังมิทันจะได้ตอบตกลงเลย
กู้ซิ่วไฉกลับเอ่ยออกมาอย่างลังเล “บนเขาอันตราย เจินเจินยังเด็ก…”
หยวนเหล่าเอ้อร์กลับเอ่ยอย่างไม่ยี่หระ “สำหรับเจินเจินแล้ว ูเาหลังหมู่บ้านเปรียบเสมือนสวนหลังบ้านของนาง พอเริ่มเดินได้นางก็มักจะไปเที่ยวเล่นที่นั่นอยู่บ่อยครั้ง”
เจินเจินพยักหน้ายืนยัน “ใช่แล้ว!”
ทุกคน “…”
อีกฝ่ายเป็พ่อประสาอะไร ดูแลลูกไม่ดี ปล่อยให้เด็กหญิงไปเที่ยวเล่นบนูเา แต่กลับไม่มีท่าทีสำนึกผิดเลยแม้แต่น้อย กลับเอ่ยอย่างภาคภูมิใจเสียนี่
“เช่นนั้นก็ให้เจินเจินนำทาง พวกเรานำองครักษ์มาด้วย นางไม่มีทางเป็อันตรายแน่นอน” หลิ่วตี๋กล่าวสรุป
[1] จี้ไฉ่ ชื่อวิทยาศาสตร์คือ Capsella bursa – pastoris เป็สมุนไพรที่พบเจอได้ตามไหล่เขา ทุ่งนาหรือริมถนน ชาวจีนนิยมนำลำต้นและใบอ่อนมารับประทาน
[2] อวี่ซิงเฉ่า หรือผักคาวทอง ชื่อวิทยาศาสตร์คือ Houttuynia cordata thumb
