คุณชายหลงฉินจะจัดแสดงบรรเลงพิณที่ภัตตคารที่ใหญ่ที่สุดในเมืองหลวง หอเซียนเมาเมรัย ไม่ว่าจะเป็คนที่ได้รับเทียบเชิญหรือว่าไม่ได้รับเทียบเชิญก็ล้วนเร่งรีบไปเฝ้ารอเขา ณ ที่แห่งนั้นกันทั้งสิ้น
ตอนที่อวิ๋นซีและจวินเหยียนกำลังเตรียมจะออกจากจวนก็บังเอิญเห็นพ่อบ้านกำลังรีบร้อนวิ่งมาทางพวกเขา “ท่านอ๋อง พระชายา ฝ่าาเสด็จมาพ่ะย่ะค่ะ”
สองสามีภรรยาที่ได้ยิน สีหน้าก็ถึงกับเปลี่ยนไปในทันที ฝ่าามาในยามนี้น่ะหรือ
พวกเขาเร่งร้อนไปถึงโถงรับรองหน้า และได้เห็นฝ่าากำลังจิบชาอย่างสำราญพระทัย ทั้งยังหันไปวิจารณ์เมฆหมอกภูผาสูง [1] ที่อวิ๋นซีนำมาจากหานโจวกับขันทีใหญ่ข้างกาย ทันทีที่ผู้สูงส่งเห็นสองสามีภรรยารีบร้อนมาถึง เขาก็ยิ้มพูดว่า “เหตุใดจึงรีบร้อนเพียงนั้น? ในครรภ์ของอาซียังมีหลานชายของเจิ้นอยู่นะ แม้พวกเ้าจะไม่เป็ไร แต่อย่าได้ทำให้หลานชายเจิ้นใ”
อวิ๋นซีเหงื่อตก ยามนี้เด็กในท้องยังไม่ถึงสี่เดือนเลยด้วยซ้ำ คนจำต้องตื่นเต้นถึงเพียงนี้เชียว อีกประการ ในท้องนี้จะเป็ลูกชายหรือลูกสาวก็ยังไม่มีใครกล้ารับประกันอะไรทั้งนั้น แต่เหตุใดเสี้ยวเหวินตี้ถึงได้แน่ใจนักว่าจะเป็หลานชายเล่า ช่างแปลกประหลาดเสียจริง
หลังจากที่สองสามีภรรยาถวายบังคมต่อฝ่าาแล้ว จวินเหยียนก็สงบนิ่งขึ้น “อาซีบอกว่า นางไม่ได้เข้าไปถวายบังคมเสด็จพ่อกับพระมารดาในวังมา่หนึ่งแล้ว พวกเราจึงได้รีบมาเช่นนี้ ขอเสด็จพ่ออย่าได้ทรงว่ากล่าวนางอีกเลยพ่ะย่ะค่ะ อีกประการ ในท้องของนางจักต้องเป็เ้ามารน้อยแน่ๆ เพราะคนทรมานอาซีเสียจนซูบผอมลงไปไม่น้อย”
เสี้ยวเหวินตี้พิจารณาอวิ๋นซีั้แ่ศีรษะจรดปลายเท้าไปรอบหนึ่ง จากนั้นจึงพยักหน้าพูดว่า “ผอมลงจากครั้งที่เพิ่งกลับมาถึงเมืองหลวงไม่น้อยจริงๆ ” เมื่อพูดจบก็หันไปสั่งถงไห่ ขันทีใหญ่ข้างกาย “เมื่อกลับถึงวังแล้ว ก็ให้คนส่งสมุนไพรบำรุงมาให้พระชายา”
“พ่ะค่ะย่ะ” ถงไห่ยิ้มพยักหน้า
สองสามีภรรยาขอบพระทัย ก่อนจะได้ทราบความจากเสี้ยวเหวินตี้ว่า ที่แท้วันนี้พระองค์ก็้าจะไปร่วมงานบรรเลงพิณของคุณชายหลงฉิน ทำให้อวิ๋นซีและจวินเหยียนประหลาดใจเล็กน้อย จวินเหยียนยิ้มพูดว่า “เดิมทีลูกเองก็ยังไม่อยากพาอาซีไป แต่ทำอันใดไม่ได้ เพราะนางบอกว่าคุณชายหลงฉินบรรเลงพิณทั้งที ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องไปฟังเสียหน่อย ถือเสียว่าเป็การบำรุงครรภ์ ลูกจึงไม่ได้คิดขัดนางอีก และกำลังเตรียมตัวจะไปหอเซียนเมาเมรัยอยู่พอดีพ่ะย่ะค่ะ”
“ฮ่าฮ่า บำรุงครรภ์หรือ ดี ดี” เสี้ยวเหวินตี้พยักหน้าพลางกล่าวสนับสนุน
ด้วยเหตุนี้เอง อวิ๋นซี จวินเหยียน และฮ่องเต้ก็ร่วมเดินทางไปด้วยกันสามคน ทำให้ตอนนี้ไม่ว่าพวกเขาจะพูดอะไร จะทำอะไรก็ไม่สะดวกนัก อวิ๋นซีแอบคิดในใจ โชคดีที่เื่ทั้งหมดล้วนเตรียมการไว้เรียบร้อยแล้ว มิเช่นนั้นคงจะหมดกันก็งานนี้
หวังว่า เื่ราวในวันนี้จะราบรื่นสักหน่อย เพราะหากทุกสิ่งเหมือนดังในงานเฉลิมฉลองในวังคืนนั้นอีก นางคงได้กระอักเืจริงๆ แน่
ตอนที่อวิ๋นซีและจวินเหยียนไปถึงหอสุราเมรัย บริเวณรอบข้างของพื้นที่จัดแสดงก็มีคนนั่งอยู่ไม่น้อยแล้ว และเนื่องจากสถานะสูงส่งของจวินเหยียนและอวิ๋นซี คุณชายหลงฉินจึงได้ให้คนจัดที่นั่งให้พวกเขาไว้ด้านหน้าสุด ถึงกระนั้นการมาถึงของพวกเขา คนมากมายต่างก็ไม่ได้แปลกใจเท่าไรนัก อย่างไรเสีย รัชทายาทก็ยังมาแล้ว
แต่ว่า ยามที่ผู้รับชมในที่แห่งนี้เห็นเงาร่างของฮ่องเต้ก็พากันอึ้งค้างไป เมื่อคิดอยากจะลุกขึ้นถวายบังคมผู้เป็เหนือหัวของแผ่นดิน กลับถูกสายพระเนตรของฮ่องเต้ขวางไว้เสียก่อน จวินเหยียนที่เห็นเช่นนั้นก็ไม่รอช้ารีบล่วงหน้าไปก่อนก้าวหนึ่ง เพื่อพูดคุยกับเด็กรับใช้ที่ยืนอยู่ข้างเวทีบรรเลงพิณ “ท่านผู้นี้คือผู้าุโในตระกูลของภรรยาข้า จึงได้มาพร้อมกัน”
เด็กรับใช้ชัดเจนว่ารู้จักจวินเหยียน เขาอมยิ้มแล้วพูดขึ้นบ้าง “เดิมทีคุณชายยังเป็กังวล เกรงว่าพระชายาทรงพระครรภ์อยู่จะไม่อาจเสด็จมาได้ มิคาดหนิงชินอ๋องจะพาพระชายามาด้วยแล้ว อีกประเดี๋ยวเมื่อคุณชายได้เห็นพวกท่าน เขาจักต้องดีใจมากแน่พ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อจวินเหยียนได้ยินก็หัวเราะหึหึ “ไม่หรอก เกรงว่าเขาน่าจะอัดอั้นตันใจมากกว่า เพราะเปิ่นหวางแต่งงานมีลูกไปก่อนเขาก้าวหนึ่ง”
ทันทีที่ทุกคนเห็นฉากนี้เข้าต่างก็พากันขบคิดในใจ สิ่งที่ต้องรู้ก่อน ชื่อเสียงของคุณชายหลงฉินในแผ่นดินใหญ่นั้นขจรขจายไปไกลยิ่ง คนที่สามารถคบค้าสมาคมกับเขาได้อย่างลึกซึ้งเช่นนี้ก็มีน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย แม้แต่คนในราชวงศ์ เขาก็ยังไม่เห็นอยู่ในสายตา แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าเด็กรับใช้ของคุณชายหลงฉินจะรู้จักกับหนิงชินอ๋องเป็อย่างดี ถึงขนาดที่อาจพูดได้ว่าคนดูสนิทสนมกันไม่น้อย
เพียงไม่นาน เด็กรับใช้ก็ให้คนเพิ่มเก้าอี้ข้างจวินเหยียนไปอีกตัวหนึ่ง ขณะนั้นบรรดาแเื่ที่ได้รับเชิญก็มาถึงกันเกือบหมดแล้ว อีกทั้ง บนถนนใหญ่นอกหอเซียนเมาเมรัยเองก็มีคนยืนอยู่เต็ม คนเหล่านี้ล้วนเป็คนที่มาเพื่อหวังจะได้ฟังเสียงบรรเลงพิณของคุณชายหลงฉินโดยไม่ถือสาหากพวกตนจะต้องยืนฟังอยู่เพียงด้านนอก
หากตั้งใจมองให้ดีก็จะพบว่า คนมีชื่อเสียงในเมืองหลวงจำนวนไม่น้อยก็อยู่ในกลุ่มนั้นด้วย
ถึงแม้อวิ๋นซีจะไม่ได้เห็นเองกับตา แต่ว่าฉุนเอ๋อร์ก็เป็คนบอกเื่นี้แก่นาง ในใจนางรู้สึกประหลาดใจยิ่ง และยิ่งมีความสงสัยใคร่รู้ในตัวคุณชายหลงฉินผู้นี้มากขึ้นอีกหลายส่วน
ชั่วขณะนั้นนางก็หันมองฮ่องเต้ที่นั่งอยู่ตรงกลางไปทีหนึ่ง จึงได้เห็นเขายังคงรอคอยอย่างอดทน ดูท่า คุณชายหลงฉินผู้นี้จะเป็คนที่ร้ายกาจคนหนึ่งจริงๆ เพราะคนทำให้เสี้ยวเหวินตี้ที่ยโสยินยอมอดทนรอด้วยความเต็มใจ อดทนรอเพียงเพื่อฟังเสียงพิณของเขา?
รออยู่ครู่หนึ่ง คนที่สวมอาภรณ์ขาวพร้อมหน้ากากปกปิดใบหน้าก็ปรากฏกายขึ้นตรงหน้าทุกคน และในยามที่สายตาของเขาตกลงบนร่างของเสี้ยวเหวินตี้ ดวงตาก็ถึงกับชะงักค้างไปนิดหนึ่ง จากนั้นก็ยิ้มแย้มพูดขึ้น “คิดไม่ถึง แม้แต่ท่านก็มาแล้ว เดิมทียังคิดอยู่ว่า งานบรรเลงพิณนี้สิ้นสุดลงเมื่อไร ค่อยไปเข้าเฝ้าพระองค์”
เมื่อเสี้ยวเหวินตี้ได้ยินก็หัวเราะฮ่าฮ่า “คุณชายหลงฉินชมเกินไปแล้ว วันนี้ตัวข้าผู้ชราเพียงมาที่นี่เพื่อฟังดนตรีเท่านั้น”
หลงฉินไม่ได้พูดให้มากความอีก เดินขึ้นไปบนเวทีบรรเลงพิณ เขานั่งลง จากนั้นก็หันมองไปรอบๆ พร้อมพูดว่า “หลายปีก่อน เคยสัญญาไว้กับสหายสนิทว่าจะมาบรรเลงพิณที่เมืองหลวงแห่งหนานเย่า แต่สิ่งที่ทำให้หลงฉินคิดไม่ถึงก็คือ เมื่อข้ามาแล้ว ตัวนางกลับไม่อยู่แล้ว ถึงกระนั้นงานบรรเลงพิณนี้ก็ยังคงจะจัดต่อไป ด้วยหวังว่า หากบนสรวง์แห่งนั้นมีดวงิญญาของนางอยู่จริง ไม่ว่าอย่างไรก็จักต้องมองเห็นอย่างแน่นอน”
ทุกคนในที่แห่งนี้ล้วนคิดไม่ถึง เหตุที่คุณชายหลงฉินมาบรรเลงพิณครั้งนี้ ที่แท้แล้วยังมีที่มาเช่นนี้ด้วย ในตอนนั้นเขายังคงพูดต่อ “พิณนี้ นามว่าฟ้าคราม”
เมื่อเขาพูดออกมา แม้แต่อวิ๋นซีก็ยังอึ้งไป ฟ้าคราม? สิ่งนี้นับเป็อันดับหนึ่งในบรรดาสามสุดยอดพิณแห่งยุคโบราณ นางได้ยินมาว่า สูญหายไปนานแล้ว มิคาดจะมาอยู่ในมือคุณชายหลงฉินได้
“นี่เป็พิณที่ตอนนั้นสหายสนิทของข้าผู้น้อยใช้เวลาตามหาถึงห้าปีเต็มๆ ถึงได้พบเจอ และสุดท้ายก็ส่งมาให้ถึงมือของข้าผู้น้อย ทว่าที่น่าเสียดายก็คือ นางยังไม่ทันได้ฟังข้าบรรเลงสักเพลงก็จากไปเสียก่อน วันนี้ เพลงแรกที่จะเล่น เป็เพลงที่ข้าน้อยตั้งใจจะบรรเลงให้นางฟัง”
เมื่อพิณถูกบรรเลง เสียงที่ส่งผ่านออกมาฟังดูสงบนิ่งแ่เบา และเป็อิสระเสรี ราวกับเป็ลมฤดูใบไม้ผลิที่พัดผ่านยอดหลิวอย่างแ่เบา ราวกับเป็น้ำแร่ที่ผุดพุ่งไหลรินเป็สี่สาย ราวกับเป็สายฝนที่ร่วงหล่น ทุกสิ่งคล้ายมีคล้ายไม่มี ทว่าเมื่อฟังไปเรื่อยๆ เสียงพิณนั้น ชั่วขณะหนึ่งก็สูง สักพักหนึ่งก็ต่ำ เสียงพิณที่รายล้อม พอได้ฟังไปก็ให้ในใจคนรู้สึกเ็ปยิ่งนัก ราวกับว่าิญญากำลังสั่นสะท้านอยู่ก็ไม่ปาน
ใจของอวิ๋นซีเองก็ถูกเสียงพิณนี้ทำให้ทรมานเป็อย่างยิ่ง ราวกับตัวนางได้มองเห็นวันเวลาที่ผ่านพ้นไป เพียงชั่วพริบตาจากวัยเยาว์ผมดำก็แปรเปลี่ยนเป็ผมขาว และคล้ายว่ากำลังได้เผชิญหน้ากับความยากลำบากอันสุดแสน โดยไร้สหายอยู่เคียงกาย นางต้องใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางสายฝนและดินโคลนอย่างยากลำบาก ต้องตะเกียกตะกายดิ้นรนสุดกำลังเพียงเพื่อจะได้มีชีวิตอยู่ต่ออย่างไม่อาจหลุดพ้นได้
จวินเหยียนรับรู้ได้ถึงความผิดปกติของนาง เขารีบพูด “อาซี อาซี”
อวิ๋นซียิ้มน้อยๆ มองชายข้างกายแล้วกล่าวตอบ “ข้าไม่เป็ไร”
ถึงแม้นางจะยังยิ้มอยู่ แต่เขาก็รับรู้ได้ถึงความสั่นไหวในใจนาง รับรู้ได้ถึงความไม่ยินยอมพร้อมใจและความพยายามดิ้นรนของนาง ยิ่งกว่านั้น ความผิดปกติของนางที่เกิดขึ้นนี้ แน่นอนว่าไม่อาจซ่อนเร้นไปจากสายตาของเสี้ยวเหวินตี้ได้เช่นกัน คนทำเพียงมองอวิ๋นซีไปทีหนึ่ง และเพียงครั้งเดียวนี้ก็ราวกับสามารถมองเห็นเื่ราวทั้งหมดได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
อวิ๋นซีถูกฮ่องเต้จ้องมองเช่นนี้ ในใจก็รู้สึกหนึบชา
————————————————————————————————
เชิงอรรถ
[1] เมฆหมอกภูผาสูง(高山云雾)ชื่อของชาเขียวชนิดหนึ่ง
