หญิงสาวหน้าตามอมแมมไปด้วยฝุ่นกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก อยากจะกัดลิ้นตนให้ขาดเสียจริง
หากนางแค่พูดมากเกินไปก็ไม่เป็ไร เหตุใดในเวลานี้นางถึงควบคุมปากของตนไม่ได้?
ศิษย์พี่...น่าสยองยิ่งนัก!
ผ่านไปครึ่งค่อนวัน เสียงสงบคมชัดของหลงเซี่ยวอวี่ดังขึ้น น้ำเสียงของเขาเชื่องช้าและสบายๆ เขาเอ่ยด้วยรอยยิ้มที่ดูไม่ใช่รอยยิ้ม “เ้าอยากลงเขา?”
เพียงสี่คำ หญิงสาวหน้าซีดผู้นี้ก็รู้สึกราวกับว่านางกำลังล่องลอยอยู่กลางอากาศในทันที ไม่น่าเชื่อ รู้สึกได้ถึงสิ่งลวงตาอย่างแท้จริง
นางพูดโดยไม่แม้แต่จะคิด “ลงเขา แน่นอนว่าอยาก...”
ทว่าในเวลาต่อมา เสียงของนางก็หยุดลงอย่างกะทันหัน นางร่วงหล่นจากชั้นเมฆสู่โคลนตมทันที ทั้งตัวของนางแข็งทื่อด้วยความใกลัว
นางตอบสนองทันควัน...ในใจหญิงสาวคิดถึงการลงจากูเาด้วยใจโหยหา แต่นางกลับแสดงสีหน้าไม่เต็มใจอย่างยิ่ง
หญิงสาวคลานขึ้นจากพื้นอย่างยากลำบาก ใช้มือเช็ดใบหน้าซีดเซียวอย่างไม่ใส่ใจ ส่ายหัวอย่างตื่นตระหนก โบกมืออย่างเร่งรีบ “ไม่ ไม่อยาก ข้าคุ้นชินกับการอยู่บนเขาแล้ว ไม่อยากลงไปแม้แต่น้อย ไม่อยากสักนิด...”
ความจริงแล้ว ในใจของนางเอาแต่พูดประชดประชัน ลงเขาหรือ...แน่นอนว่านางอยากลง ไม่ว่าจะกลางวันหรือกลางคืนล้วนฝันถึงสิ่งนี้
ดวงตาของหลงเซี่ยวอวี่เ็า สายตาเขาจับจ้องนางอย่างใจเย็น ราวกับเพียงแค่เขาหันมองแวบเดียวก็สามารถมองคนตรงหน้าออกจนหมด เขาเพิกเฉยต่อคำพูดที่ไม่เหมาะสมของนาง ถามอย่างเ็าอีกครั้งว่า “อยากล้างแค้นหรือ?”
เสียงของเขาเยือกเย็นราวน้ำแข็ง ั์ตาสีเข้มลึกดั่งทะเลสาบ เยือกเย็นสงบนิ่ง ความลึกในดวงตาของเขาลึกล้ำเกินคาดเดา ไม่มีใครสามารถมองผ่านได้
ล้างแค้นอะไร?
“ห๊ะ?” หญิงสาวรู้สึกสับสนไปชั่วขณะ ก้นบึ้งของหัวใจนางยิ่งงงงวยมากขึ้นเรื่อยๆ
ล้างแค้น? หน้าผากหญิงสาวกระตุก ทันใดนั้น ราวกับตื่นจากความฝัน นางคิดถึงทุกสิ่งทุกอย่างในทันที
ใช่! นางอยากล้างแค้น ต้องล้างแค้น ต้องตามหาคนที่เข้ามายุ่งเื่ที่ไม่ควรยุ่งในเวลานั้น ทำให้นางที่นึกอยากแสดงฝีมือ กลับกลายเป็ปล่อยไก่ จนนางต้องถูกกักบริเวณนานหลายเดือน
ในเวลานั้น เป็เพราะเ้าคนสมควรตายผู้นั้นกินจนเต็มอิ่ม [1] แล้วถึงได้ยอมช่วยนาง เป็เหตุให้นางถูกศิษย์พี่ของนางสั่งกักบริเวณอยู่บนูเาเป็เวลาหลายเดือน จนนางรู้สึกราวจะขาดอากาศหายใจตาย
แต่ศิษย์พี่จะใจดีถึงขนาดยอมให้นางลงเขาเพื่อล้างแค้นจริงหรือ? เป็ไปไม่ได้...หญิงสาวแอบส่ายหัวในใจลึกๆ ไม่เชื่อ ไม่เชื่อสักนิด
เพราะจากประสบการณ์ที่นางต้องทนทุกข์ทรมานตลอดหลายปีที่ผ่านมา ความทรงจำที่นางมีต่อศิษย์พี่ เขาคงมีเจตนาร้ายเป็แน่ ยามเอ่ยถามคำถามนี้
ทุกอย่างในอดีตบอกนางว่า ยิ่งศิษย์พี่แสดงท่าทีเฉยชาราวกับสายลมและหมู่เมฆบางเบา [2] มากเพียงใด หนทางต่อจากนั้นจะยิ่งโเี้ยิ่งขึ้น
ดังนั้น หลังจากใช้เหตุผลครุ่นคิดในใจแล้ว หญิงสาวก็อยากจะร้องไห้แต่ไม่มีน้ำตา สีหน้าของนางดูระแวดระวังมากกว่าเก่า รอยยิ้มของนางน่าเกลียดยิ่งกว่าการร้องไห้ “อะอา...ไม่ ข้าไม่อยากลงเขา ข้าไม่อยากล้างแค้น ไม่เลยสักนิด ข้าไม่อยาก...มันแปลกๆ”
นางอยากลงเขามากจริงๆ
ยิ่งหญิงผู้นี้พูด เสียงของนางก็ยิ่งเบาลง จนเสียงอ่อนลงเรื่อยๆ สุดท้ายก็ไม่ได้ยินอีกต่อไป
“เมื่อเป็เช่นนี้ การล้างแค้นจึงไม่มีที่สิ้นสุด ในวันหน้าอย่าทำให้ตนต้องขึ้นเขาอีก” หลงเซี่ยวอวี่เหลือบมองนางอย่างเ็า คร้านเกินกว่าจะพูดเื่ไร้สาระกับนาง มอบบางสิ่งบางอย่างให้กับนางอย่างหมดความอดทน ออกคำสั่งโดยตรงด้วยเสียงเ็า “จะอยากล้างแค้นหรืออย่างไร จงบอกมาตามความเป็จริง”
ก่อนจะพูดจบ หลงเซี่ยวอวี่หันไปยังทิศทางของเมืองหลวงที่อยู่ห่างออกไปหลายพันลี้
ปลายนิ้วเรียวขาวลูบรอยเืสีแดงบนหลังมือขวา ริมฝีปากบางสมบูรณ์แบบค่อยๆ เผยรอยยิ้มออกมาช้าๆ ั์ตายิ้มนั้นมีความหมายลึกซึ้ง
ในทางกลับกัน หลังจากที่หญิงสาวได้ฟังคำพูดของหลงเซี่ยวอวี่...
การล้างแค้นไม่มีที่สิ้นสุด อย่าทำให้ต้องขึ้นเขาอีกหรือ? นางกำลังฝันอยู่หรือเปล่า? เป็ความฝันจริงๆ หรือ?
หญิงสาวรับสิ่งที่หลงเซี่ยวอวี่โยนลงมาอย่างไม่ใส่ใจ จากนั้นถือห่อผ้าลึกลับไว้ในมือทั้งสองข้าง นางตกตะลึง ไม่สามารถฟื้นคืนสติได้เป็เวลานาน
เมื่อหญิงสาวผู้นี้ที่ตกอยู่ในความมึนงงกลับมามีสติสัมปชัญญะอีกครั้ง หลงเซี่ยวอวี่ก็ะโไปแล้ว เขาะโลงไป กระโจนลงไปในหน้าผาที่ปกคลุมด้วยหมอกลึกลับ ก่อนหายตัวไปในทันที
ศิษย์พี่จากไปแล้วหรือ? ดูเหมือนไม่ใช่แค่ความฝัน!
“เฮ้อ เ้าท่อนไม้ เร็ว เร็วเข้า หยิกข้าที” หญิงสาวที่เพิ่งกลับมาตั้งสติได้ รีบหยุดกุ่ยหยิ่งที่กำลังจะตามเขาไปด้วยสายตาและมือที่ฉับไว ด้วยนางยังคงรู้สึกเหมือนอยู่ในความฝัน
เขาอยากทุบตีหญิงบ้าผู้นั้นให้ตายมานานแล้ว เขาถูกนางคอยจู้จี้จนแทบบ้ามาตลอดทาง...ใบหน้าที่ปกติเป็อัมพาตของกุ่ยหยิ่งปรากฏรอยยิ้มชั่วร้ายขึ้นอย่างที่แทบไม่เคยเกิดขึ้น
ไม่ต้องพูดซ้ำ กุ่ยหยิ่งยกมือขึ้นทันที สับมือลงไปยังคอของสตรีน่ารำคาญผู้นี้อย่างไร้ความปรานี
ด้วยอยู่ในระยะสายตา มือที่ยกขึ้น อยู่ในระยะเอื้อมถึง หญิงสาวที่ยังคงฝันอยู่นั้นไม่มีที่พึ่ง...พูดตามเหตุผลแล้ว ควรทุบตีนางได้ไม่ยาก ต้องโดนเป็แน่
แต่ใครจะรู้ว่าเด็กสาวที่ตกอยู่ในความฝัน จู่ๆ ก็ตื่นขึ้น ปฏิกิริยาของนางเร็วกว่ากุ่ยหยิ่งหนึ่งก้าว
ก่อนที่กุ่ยหยิ่งจะจู่โจมลงมา นางก็หมุนตัวออกไปด้วยความเร็วดุจสายฟ้า เบี่ยงตัวหลบอย่างสง่างาม
มีเพียงเสียงฝีเท้าดังกรอบแกรบ
ทันทีที่มือกุ่ยหยิ่งกระทบความว่างเปล่า เขาก็เซไปข้างหน้าสองสามก้าว เกือบตกหน้าผา ณ ริมผาที่อันตรายที่สุด ร่างของเขาโยกเยกไปมาสองสามครั้งก่อนหยุดนิ่ง
ทันใดนั้น ใบหน้าอัมพาตของกุ่ยหยิ่งยิ่งแข็งทื่อดั่งคนอัมพาตมากยิ่งขึ้น
ั์ตาลุกโชนด้วยไฟคำราม เขาเหลือบมองหญิงสาวที่หลบฝ่ามือของตนอย่างง่ายดาย
หญิงผู้นี้ลึกลับมาก อายุไล่เลี่ยกับหวางเฟยของพวกเขา...จนถึงยามนี้สิ่งเดียวที่กุ่ยหยิ่งรู้ก็คือหญิงผู้นี้เป็ศิษย์น้องของนายท่าน นอกจากนั้นก็ไม่รู้อะไรอีก
เพราะเขาได้รับคำสั่งจากนายท่าน ให้รับหญิงผู้นี้มาทีู่เาลูกนี้ในยามพระอาทิตย์ตก...นี่เป็ครั้งแรกที่เขาพบนาง
เขาไม่ทราบตัวตนของหญิงผู้นี้ ไม่ทราบที่มาของนาง ความแข็งแกร่งที่ซ่อนอยู่ภายใต้รูปลักษณ์ของนางนั้นยิ่งเป็สิ่งที่คาดเดาไม่ได้ยิ่งกว่า
เด็กสาวทำราวไม่เห็นการเคลื่อนไหวที่โงนเงนน่าอับอายของกุ่ยหยิ่ง นางไม่มีความรู้สึกตื่นตระหนกที่เมื่อครู่นี้นางเกือบถูกทำให้สลบไป
ใบหน้านางทั้งสงบและผ่อนคลาย จับคางของตนอย่างครุ่นคิด พึมพำกับตนเอง “เ้าท่อนไม้ เ้าว่าเหตุใดจู่ๆ ศิษย์พี่ถึงใจดีกับข้าเช่นนั้น ไม่เพียงให้ข้าลงจากูเาได้เท่านั้น แต่ยังให้ข้าไปล้างแค้นได้ด้วย ไม่เพียงแค่นั้น แต่ยังใส่ใจเื่การแก้แค้นของข้ามาก ถึงขั้นให้รายงานตามความเป็จริง...”
“เอ๊ะ บอกข้าทีว่าคนเมื่อครู่คือศิษย์พี่ของข้า? ข้าไม่ได้ฝันไปจริงๆ...หรือจะมีการวางอุบายบางอย่างที่นี่?”
ในยามนี้ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับหญิงสาวที่เมื่อครู่หลบหลีกตนได้ อีกทั้งนางกำลังพูดพล่ามไม่รู้จบอีกครั้ง ใบหน้าของกุ่ยหยิ่งดำคล้ำ เขาอยากจะถามจริงๆ ว่า เราสนิทกันหรือ?
แม้ว่าเขาจะไม่รู้ว่าในน้ำเต้าของนายท่านขายยาอะไร แต่เขารู้ว่าหญิงอกใหญ่ไร้สมองผู้นี้ตกลงไปในหลุมพรางแล้ว...กุ่ยหยิ่งจ้องมองนางเหมือนมองคนโง่
ความแข็งแกร่ง แต่กลับไม่มีสมอง ก็ได้เพียงเท่านี้
ภายใต้การคำนวณอันชาญฉลาดของนายท่าน เขาไม่ใช่แค่เสือกระดาษเท่านั้น มันสมองขั้นนั้น ไม่ว่าใช้สิ่งใดก็ไม่อาจต่อกร
ไม่อยากฟังเสียงหญิงสาวผู้นี้พร่ำเพ้ออีกต่อไป ร่างของกุ่ยหยิ่งกระโจนลงจากหน้าผาสูงชันโดยไม่คิดฟังสิ่งใดอีก ใช้มือกระแทกหน้าผาเป็ครั้งคราว ร่วงลงมาอย่างรวดเร็วด้วยความแข็งแกร่ง
เมื่อเห็นกุ่ยหยิ่งจากไปแล้วเช่นกัน หญิงสาวผู้ยืนอยู่บนยอดผาก็พึมพำบ่นกับตนเองอย่างอดไม่ได้ การพ่นคำกับตนเองไม่ได้รัวเร็วนัก
นางอดไม่ได้ที่จะเม้มปากแดงของตน ปล่อยเสียงกรนเย็นะเืจากปาก
ไม่สำคัญว่าจะมีการสมรู้ร่วมคิดหรือกลอุบายใด
ลงเขา! ในยามนี้มันเป็จุดประสงค์เดียวของนาง
ล้างแค้น! เป็แรงจูงใจเดียวที่ทำให้นางลงจากูเา หญิงสาวกำหมัดแน่น จิตใจเต็มไปด้วยความขุ่นเคืองเต็มกำลัง
จากนั้นนางจึงค่อยๆ เปิดสิ่งที่อยู่ในมืออย่างระมัดระวัง......
-
มู่จื่อหลิงกับเล่อเทียนยุ่งอยู่กับการแก้ปัญหาโรคระบาดเป็เวลาหลายวัน
หลิงซั่นถังเตรียมสมุนไพรทำยาจำนวนมากส่งไปยังเมืองหลงอัน
แน่นอนว่าถึงแม้หลิงซั่นถังจะเป็หอยาที่ยอดเยี่ยม แต่สมุนไพรที่เป็วัตถุดิบปรุงยาที่จำเป็ในการควบคุมโรคระบาดนั้นต้องใช้ในเมืองใหญ่ ยาเ่าั้จึงยังคงไม่เพียงพอ
หากใช้ระบบซิงเฉิน เช่นนั้นวัตถุดิบปรุงยาก็จะมีเพียงพอ แต่หากทำเช่นนั้น การมียาจำนวนมากโผล่มาจากที่ใดไม่รู้ ย่อมต้องถูกสงสัยเป็แน่ นี่จะเป็การเปิดโปงความลับของนาง ดังนั้น ความคิดนี้ มู่จื่อหลิงจึงปฏิเสธไปโดยไม่แม้แต่จะคิด
โชคดีที่แม้ว่าฮ่องเต้เหวินอิ้นจะทรงฝากฝังเื่โรคระบาดไว้กับมู่จื่อหลิง ให้นางมีอำนาจเต็มที่ในเื่นี้ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าพระองค์ไม่สนใจ
ยามพระองค์ทรงทราบว่าโรคระบาดสามารถควบคุมได้ชั่วคราว พระองค์ก็ออกรับสั่งให้หอยาทุกแห่งภายในเมืองหลวงให้ความร่วมมือในการบริจาคยาโดยไม่ลังเล
ผู้แจกจ่ายยาในครั้งนี้นั้น เนื่องจากก่อนหน้านี้หมอหลวงหลินถูกมู่จื่อหลิงควบคุมได้อย่างสมบูรณ์ ดังนั้นเด็กปรุงยาทั้งสองของหมอหลวงหลินจึงรับหน้าที่สำคัญในการส่งยาไปยังเมืองหลงอัน
เดิมที ในเมืองหลงอันเป็เมืองใหญ่ การใช้คนเพียงสองคนในการแจกจ่ายและปรุงยานั้นย่อมไม่เพียงพอ
แต่สิ่งที่ทำให้มู่จื่อหลิงและคนอื่นๆ ตกตะลึงก็คือเด็กปรุงยาสองคนนี้เป็ดั่งคนที่ทำจากเหล็กกล้า ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ไม่รู้จักความเมื่อยล้า พวกเขาทำสิ่งต่างๆ อย่างรวดเร็ว ทั้งยังเก็บรายละเอียดอย่างหมดจด
ทั้งสองยุ่งกับงานทั้งกลางวันและกลางคืน จนค่ำคืนผลัดเปลี่ยนไปเป็อีกวัน
ดังนั้นใน่ไม่กี่วันที่ผ่านมา คนป่วยทุกคนในเมืองหลงอัน หรือคนที่มีอาการเหมือนจะติดเชื้อต่างหายไปจนหมด ทุกคนที่ได้ดื่มยาล้วนสามารถควบคุมโรคระบาดได้ชั่วคราว
โรคระบาดอยู่ภายใต้การควบคุมเป็การชั่วคราว แต่ใน่ไม่กี่วันที่ผ่านมาหลี่ซินหย่วนส่งคนจำนวนมากไปตรวจสอบูเา แต่กลับไม่พบอะไรเลย
พวกเขาไม่พบสิ่งใดบนเขาโฮ่วซานแสนกว้างใหญ่ จึงต้องขยายขอบเขตการค้นหา จนต้องค้นหาทั่วทั้งชั้นในและนอกเมืองหลงอัน แต่สุดท้ายก็ยังไม่มีเบาะแส
อีกหนึ่งสิ่งที่ไม่มีเงื่อนงำ นั่นคือความแปลกประหลาดที่เกี่ยวข้องกับโรคระบาดนี้
หลังจากกลับมาในวันนั้น มู่จื่อหลิงบอกเล่อเทียนอย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับความแปลกประหลาดที่เขายังไม่ค้นพบ
แม้มู่จื่อหลิงจะเตือนเขาแล้ว และในใจเล่อเทียนก็รู้เื่นี้ดีเช่นกัน แต่ยามมู่จื่อหลิงพูด เล่อเทียนก็ยังใอยู่พักหนึ่ง
เล่อเทียนรู้ว่ากู่พิษที่พวกเขาพูดถึงในวันนั้นไม่ใช่หนอนกู่
ต้องทราบว่ามีครั้งหนึ่งที่หนอนกู่ตกใส่ชาวบ้านและเป็อันตรายต่อคนทั่วไป ทำให้ผู้คนเดือดร้อน
ดังนั้น จนถึงยามนี้ ในสายตาของคนในใต้หล้าคำว่า ‘หนอนกู่’ ยังคงเป็ที่หวาดกลัวและหลีกเลี่ยง เปรียบดั่งการพูดถึงเื่เสือหน้าก็ซีดเผือด [3]
การระบาดของโรคระบาดในเมืองหลงอันทำให้ผู้คนตื่นตระหนก เพียงแค่นั้นก็ไร้หนทางแก้ไขกันแล้ว แต่ยามนี้โรคระบาดยังไม่พบต้นตอ ทั้งยังมีการปรากฏตัวของกู่ขึ้นมาอีก
โรคระบาดได้สร้างความหวาดกลัวให้กับผู้คนมากพอแล้ว ยังมีหนอนกู่ที่ปรากฏขึ้นอีกครั้ง...หากข่าวนี้แพร่ออกไป ไม่เพียงแต่เมืองหลงอันเท่านั้นที่จะตกอยู่ในความโกลาหล แต่แคว้นเจียหลัว ทั้งแคว้นจะตกอยู่ในความสับสนวุ่นวาย
ต้องรู้ว่ายามนี้แคว้นเจียหลัว เป็ผู้นำของสี่แคว้นในแผ่นดินิเยว่ หากเกิดความวุ่นวายขึ้นในยามนี้ อีกสามแคว้นก็คงจะเกิดความวุ่นวาย เช่นนั้นแคว้นเจียหลัวที่ยืนยงมาช้านานโดยที่เกียรติภูมิของแคว้นไม่เคยสั่นคลอน คงถึงคราวตกอยู่ใน่อันตราย
ดังนั้น นี่จึงเป็หนึ่งในเหตุผลที่มู่จื่อหลิงพยายามปิดปากเงียบ นอกจากเล่อเทียน ยามนี้จึงยังไม่มีผู้ใดทราบ
แต่กระดาษไม่อาจดับไฟได้ [4]...โรคระบาดคือภัยพิบัติทางธรรมชาติ เช่นนั้นการที่จู่ๆ ก็มีหนอนกู่ปรากฏตัวขึ้นมาเล่า?
---------------------------------------
เชิงอรรถ
[1] กินจนเต็มอิ่ม (吃饱了) มีความหมายว่า พอใจแล้ว
[2] สายลมและหมู่เมฆบางเบา (云淡风轻) เป็สำนวน มีความหมายว่า สภาพอากาศดี หรือทุกอย่างดูสงบมาก
[3] พูดถึงเื่เสือหน้าก็ซีดเผือด (谈虎色变) เป็สำนวน มีความหมายว่า เมื่อพูดถึงเื่ที่น่ากลัวหน้าก็ซีดขาว หรือเมื่อเกิดสิ่งที่น่ากลัว ย่อมตึงเครียดถึงกับเปลี่ยนสีหน้า
[4] กระดาษไม่อาจดับไฟได้ (纸包不住火) เป็วลี มีความหมายว่า อยู่ในสถานการณ์ที่ไม่สามารถหยุดยั้งได้ หรือสถานการณ์ที่ไม่สามารถปกปิดข้อเท็จจริงได้
