ไป๋อวี้ตื่นขึ้นท่ามกลางเสียงต่อรองราคาที่แว่วมาตามลม
ในคราแรก สติของเธอยังพร่าเลือน สมองต้องใช้เวลาครู่ใหญ่เพื่อยอมรับความจริงอันโหดร้ายว่า เธอไม่ได้ตื่นขึ้นในคอนโดหรูชั้น 28 ใจกลางเมืองใหญ่อีกต่อไปแล้ว แต่กำลังนอนอยู่บน เตียงเตา (ค่าง) ดินก่ออิฐในกระท่อมซอมซ่อที่ผนังบางราวกับจะฉีกขาดได้ด้วยมือเปล่า ลมหิมะยังคงหวีดหวิวผ่านรอยแตกของหน้าต่างกระดาษ ฟางข้าวใต้ฟูกส่งเสียงกรอบแกรบยามขยับตัว และความหนาวเหน็บของมณฑลเฮยหลงเจียงก็ยังคงทำหน้าที่ของมันอย่างซื่อสัตย์—เย็นเยียบจนถึงกระดูกโดยไม่เคยคิดจะเอ่ยคำขอโทษใคร
แต่เช้านี้มีเสียงใหม่แทรกเข้ามา
เสียงสนทนาจากห้องข้างๆ ดังลอดผนังไม้ที่บางจนแทบกั้นอะไรไม่ได้นอกจากลม บางครั้งเธอยังได้ยินเสียงลมหายใจของคนที่นอนฝั่งโน้นเสียด้วยซ้ำ และตอนนี้เธอจับใจความเสียงผู้หญิงสองคนที่กำลังซุบซิบกัน แม้จะพยายามลดเสียงให้เบา แต่ก็ยังชัดเจนพอที่อดีตผู้บริหารอย่างเธอจะเก็บข้อมูลได้ครบถ้วน
"...ห้าสิบหยวนก็ถือว่าไม่เลว จะว่าน้อยก็คงไม่ใช่ ฉันว่าราคานี้โอเคแล้ว..."
นั่นคือเสียงของ ย่าไป๋ น้ำเสียงที่ไป๋อวี้จำได้จากความทรงจำของเ้าของร่างเดิม แต่มันฟังดูนุ่มนวลกว่าปกติ เป็ความนุ่มนวลที่คนมักใช้คุยกับพวกพ้อง ไม่ใช่กับหลานสาวที่นางตราหน้าว่าเป็ส่วนเกิน
"ถ้าต่อรองเพิ่มได้อีกนิดก็คงดี ลองดูหน่อยเถอะ..." ป้าสะใภ้เฉิน ตอบกลับด้วยน้ำเสียงของนักประเมินมูลค่าสินค้าที่ช่ำชอง "อย่างไรเสีย เขาก็ต้องรับภาระเลี้ยงดูเด็กแฝดอีกสองคน ต้นทุนที่เขาจ่ายจริงย่อมสูงกว่าตัวเลขที่ตกลงกันไว้ ถือว่าฝ่ายเราคุ้มมากแล้ว..."
ไป๋อวี้นอนนิ่งสนิท ลมหายใจแ่เบา เธอไม่ได้ไอหรือส่งเสียงใดๆ เพียงแต่นอนฟังบทสนทนานั้นภายใต้ผ้าห่มผืนบางที่ต้องแบ่งปันความอบอุ่นให้กับเสี่ยวเป่ยเมื่อคืนนี้
ห้าสิบหยวน...
เธอทวนคำนั้นในใจซ้ำๆ ความรู้สึกที่เกิดขึ้นบอกไม่ถูกว่าคืออะไร มันไม่ใช่ความโกรธแค้นหรือเ็ปเสียทีเดียว แต่มันคล้ายกับความรู้สึกยามได้ฟังเื่ตลกที่ร้ายกาจที่สุด แต่ถูกสถานการณ์บีบให้ต้องกลั้นหัวเราะเอาไว้
ในชาติก่อน รายได้ต่อวันของเธอไม่เคยต่ำกว่าหลักหมื่น บาง่พุ่งทะยานไปถึงหลักแสน ในปีที่รุ่งโรจน์ที่สุด การเซ็นสัญญาควบรวมกิจการเพียงฉบับเดียวทำให้บริษัทของเธอโตขึ้นสามเท่าภายในข้ามคืน และถึงอย่างนั้นเธอก็ยังไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองมีค่าพอ เพราะเธอเป็พวกทะเยอทะยานที่มองไปข้างหน้าเสมอ เห็นแต่สิ่งที่ต้องทำ สิ่งที่ต้องได้ และสิ่งที่ต้องพิสูจน์
ทว่าตอนนี้ ในร่างของเด็กสาววัยสิบเก้าปีท่ามกลางปี 1975 มูลค่าการตลาดของเธอในสายตาหญิงวัยกลางคนสองคนนั้นกลับเหลือเพียงห้าสิบหยวน ไป๋อวี้เหม่อมองเพดานไม้ดำที่เขม่าควันพอกพูนมานับสิบปี พลางคิดว่าหากมีใครบอกเธอล่วงหน้าว่าชีวิตจะตกต่ำถึงเพียงนี้ เธอคงไม่มีวันเชื่อ... จนกระทั่งได้มานอนพิสูจน์ด้วยตัวเองในตอนนี้
ห้าสิบหยวนงั้นหรือ... ให้ตายเถอะพระเ้า
น้องแฝดทั้งสองยังคงจมอยู่ในนิทราตอนที่เธอค่อยๆ ลุกขึ้นนั่ง
เสี่ยวเป่า นอนตะแคงหันหน้าเข้าหาน้องสาว มือของเขาคว้าชายเสื้อของ เสี่ยวเป่ย ไว้แน่นั้แ่คืนก่อน เป็สัญชาตญาณการปกป้องที่ฝังลึกอยู่ในร่างแม้ในยามที่สมองพักผ่อน ส่วนเสี่ยวเป่ยก็ขดตัวเล็กลงในความฝัน ปากจู๋เล็กๆ เหมือนเด็กที่โหยหาบางอย่างแต่ไม่รู้จะเอ่ยขอ เส้นผมแห้งกร้านที่ควรจะสลวยสมวัยหกขวบแผ่กระจายอยู่บนหมอนฟาง แก้มของเด็กหญิงแดงระเรื่อทว่าซีดเซียวในคราวเดียวกัน
ไป๋อวี้ทรุดนั่งมองเด็กทั้งสองอยู่นานเกินความจำเป็
เธอเป็คนที่เกลียดการอยู่นิ่งโดยไร้เหตุผล เพราะในโลกธุรกิจ วินาทีที่นิ่งเฉยคือวินาทีที่สูญเสียกำไร แต่ในความมืดสลัวของกระท่อมที่ลมหิมะเล็ดลอดเข้ามาได้ทุกทิศทาง เธอมองเด็กที่ผอมโซจนเกินวัยคู่นี้ แล้วความรู้สึกบางอย่างก็อัดแน่นขึ้นมาที่อก
มันไม่ใช่ความสงสาร เพราะความสงสารนั้นเบาบางและจางหายง่ายกว่านี้
แต่นี่มันหนักอึ้งและรุนแรง มันเรียกร้องให้เธอต้องลงมือทำอะไรสักอย่างเพื่อรับผิดชอบชีวิตน้อยๆ เหล่านี้ เธอไม่รู้จะเรียกมันว่าอะไร แต่รู้ว่ามันมีพลังพอที่จะทำให้เธอลุกขึ้นสู้
ห้องครัวในกระท่อมนี้เป็เพียงพื้นที่สี่เหลี่ยมแคบๆ ที่มีเตาฟืนอิฐตั้งอยู่ตรงกลาง ผนัง้าดำทะมึนด้วยเขม่าควันที่สั่งสมมานานนับปีจนหนาพอจะใช้เล็บขูดออกมาได้ กลิ่นในห้องนี้เป็ส่วนผสมระหว่างควันไฟ ดินเหนียว และกลิ่นอับจางๆ ที่เธออยากจะนิยามว่ามันคือ "กลิ่นของกาลเวลา"
ไป๋อวี้หยิบฟืนจากกองข้างเตาขึ้นมานับ... สองท่อน
พอสำหรับมื้อนี้ แต่ไม่พอสำหรับมื้อหน้า
เธอบันทึกข้อมูลลงในใจ ก่อนจะวางฟืนลงในช่องเผาอย่างระมัดระวัง จุดไฟด้วยเศษใบไม้แห้ง รอจนเปลวสีส้มเริ่มเลียไม้จึงตั้งหม้อน้ำ การจุดไฟในชนบทแดนเหนือต้องอาศัยความใจเย็น มันไม่ได้ง่ายเหมือนเตาแก๊สในห้องชุดหรูที่เพียงบิดสวิตช์ก็ได้ความร้อนทันใจ ที่นี่ต้องรอ ต้องเป่า และต้องประคับประคองเปลวไฟอย่างทะนุถนอม
ระหว่างรอน้ำเดือด เธอเปิดฝาไม้ของตู้เก็บเสบียงแล้วยืนนิ่งอยู่ครู่ใหญ่
ในถังไม้มีแป้งข้าวโพดบดสีเหลืองอ่อนเหลืออยู่เพียงก้นถัง ตวงได้ประมาณสี่กำมือ มันเบาหวิวเสียจนใจหาย ถุงผ้าเล็กๆ ที่แขวนอยู่มีเกลือเม็ดหยาบสีขาวขุ่นปนเทา—เป็เกลือที่ไร้การแปรรูป ผิดกับเกลือสมุทรชั้นดีในขวดแก้วที่เธอเคยใช้ ส่วนในหม้อดินมีผักกาดดองเหลืออยู่เพียงสองช้อน สีเขียวเข้มของมันบอกชัดว่าถูกดองจนเค็มจัดและเปรี้ยวแหลม
สี่กำมือ เกลือหนึ่งก้อน ผักดองสองช้อน
ไป๋อวี้คำนวณในหัวอย่างรวดเร็ว สี่กำมือนี้นำมาต้มน้ำสามส่วนโดยใช้ไฟอ่อนและคนไปเรื่อยๆ ข้าวโพดจะคายแป้งออกมาทำให้โจ๊กข้นอิ่มท้องโดยไม่ต้องพึ่งแป้งเพิ่ม แล้วหั่นผักดองให้เป็เส้นเล็กกระจายลงไป ความเปรี้ยวจะช่วยตัดกับความหวานอ่อนๆ ของข้าวโพด ทำให้กล้ำกลืนลงคอได้ง่ายขึ้น
นี่คือเทคนิคการรังสรรค์อาหารรสเลิศจากวัตถุดิบที่ขัดสนที่สุด เธอคิดแล้วก็นึกขำตัวเอง หากคนในโลกก่อนรู้ว่าเธอต้องมาวิเคราะห์วิธีต้มโจ๊กข้าวโพดอย่างจริงจังขนาดนี้ คงได้หัวเราะกันไปสามวัน
เธอกระจายแป้งข้าวโพดลงในน้ำที่เริ่มกรุ่น คนอย่างสม่ำเสมอไม่ให้ไหม้ติดก้นหม้อ กลิ่นหอมจางๆ ลอยวนขึ้นมาพร้อมไอน้ำ ผสมกับกลิ่นควันฟืนและอากาศเช้าที่เย็นเยียบจนััได้ที่ผิวหน้า กลิ่นนั้น... หากได้สูดดมในห้องที่อบอุ่นพอ มันก็พอจะเรียกได้ว่าเป็กลิ่นของบ้าน
"พี่ใหญ่อวี้..."
เสียงเล็กๆ ดังมาจากทางประตู
เสี่ยวเป่ยยืนอยู่ที่ธรณีประตู ผ้าห่มผืนเก่าพาดไหล่จนปลายลากพื้น เท้าเล็กๆ เปลือยเปล่าััพื้นดินเย็นเยียบ ตาของเด็กหญิงยังบวมตุ่ยจากการนอน แต่จมูกน้อยๆ กลับขยับฟุดฟิดดมกลิ่นอาหารอย่างมีความหวังเป็ปฏิกิริยาของเด็กที่นานๆ ครั้งจะได้กลิ่นอาหารที่ดูเป็ชิ้นเป็อัน
"หอมจังเลยค่ะ" แกพูดเสียงแหบพร่าจากความง่วง
"เข้ามาสิ" ไป๋อวี้เรียกโดยไม่หยุดมือ "อย่าไปยืนตรงนั้น พื้นมันเย็น"
เสี่ยวเป่ยรีบวิ่งเหยาะๆ เข้ามาหยุดข้างเตาและยกมือสองข้างขึ้นผิงไฟทันที นิ้วเล็กๆ ทั้งสิบกางออกรับไออุ่น แก้มที่เคยซีดค่อยๆ เปลี่ยนเป็สีระเรื่อเหมือนลูกแอปเปิ้ลที่ยังไม่สุกดี
"เช้านี้เรากินอะไรกันคะ"
"โจ๊กข้าวโพดจ้ะ"
"มีเครื่องด้วยไหม"
"มีเกลือกับผักดอง"
เสี่ยวเป่ยทำหน้าครุ่นคิดอย่างจริตจะก้านราวกับกำลังพิจารณาเมนูเด็ด แล้วจึงพยักหน้าอย่างพึงพอใจ "ตกลงค่ะ"
ไป๋อวี้มองน้องสาวแล้วหันกลับไปคนโจ๊กต่อ แต่ในใจของเธอกลับให้คำมั่นสัญญาอย่างเงียบเชียบ อดทนอีกนิดนะ... อีกไม่นานพี่จะทำให้ทุกอย่างดีกว่านี้
ครู่ต่อมาเสี่ยวเป่าก็เดินตามเข้ามา เขาดูตื่นเต็มตาและช่างสังเกตตามวิสัยพี่ชายคนโต เขาเดินมาหยุดอีกฝั่งของเตา มองโจ๊กที่เริ่มเดือดปุดๆ แล้วถามขึ้นมาตรงๆ
"วันนี้ป้าสะใภ้จะมาอีกไหมครับ"
ไป๋อวี้ยังคงคนหม้อต่อไป "ไม่รู้สิ แต่คิดว่าคงมา"
เสี่ยวเป่าพยักหน้าแล้วยืนเฝ้าหม้อโจ๊กด้วยกัน แม้ตาจะดูหม้อ แต่ดูเหมือนใจของเขาจะจดจ่ออยู่กับเื่อื่นที่เคร่งเครียดกว่านั้น
เสียงของป้าสะใภ้เฉินดังขึ้นก่อนตัวจะปรากฏ
มันเป็เสียงที่หนักและรวดเร็วแบบคนที่ชอบล่วงละเมิดพื้นที่ของผู้อื่นจนเคยชิน เงาของหล่อนทาบลงบนผนังก่อนตัวจริงเพียงเสี้ยววินาที แล้วป้าสะใภ้เฉินก็เดินเข้ามาในครัวพร้อมกับสายตาที่กวาดไปรอบห้องเหมือนกำลังตรวจนับสมบัติของตนเอง ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่หม้อโจ๊กบนเตา
"เอาหม้อนี้ไปให้ย่าก่อน ย่าต้องใช้"
ประโยคนั้นไม่มีคำขอ ไม่มีน้ำเสียงที่เปิดโอกาสให้ปฏิเสธ มันคือคำสั่งที่หล่อนคงใช้มานับครั้งไม่ถ้วนและไม่เคยมีใครกล้าขัดใจ
มือของหล่อนยื่นออกไปหวังจะคว้าหูหม้อ
ไป๋อวี้วางไม้พายลงบนขอบหม้อด้วยจังหวะที่นิ่งสนิท ทันควันนั้น มือของเธอก็เอื้อมไปคว้าข้อมือของป้าสะใภ้เฉินไว้ก่อนที่อีกฝ่ายจะถึงตัวหม้อ
แรงบีบนั้นไม่ได้รุนแรงจนเ็ป แต่มันมั่นคงและแข็งแกร่งราวกับคีมเหล็กที่ไม่ยอมขยับเขยื้อน
ป้าสะใภ้เฉินชะงักงัน หล่อนไม่ได้ชะงักเพราะความเจ็บ แต่เป็เพราะสัญชาตญาณเตือนว่ามีบางอย่างเปลี่ยนไป ความรู้สึกจากมือนั้นไม่ใช่ความดื้อรั้นแบบเด็กสาวทั่วไป แต่มันคือความมั่นคงในแบบที่ทำให้หล่อนรู้ว่า หากพยายามดึงดันต่อไป ผลที่ตามมาจะไม่ใช่สิ่งที่หล่อนคาดคิด
หล่อนเงยหน้าขึ้นจ้องตาไป๋อวี้... และพบกับดวงตาคู่หนึ่งที่ทำให้หล่อนต้องนิ่งงันไปนานกว่าที่ตั้งใจ
มันไม่ใช่ดวงตาที่โกรธเกรี้ยวจนสั่นเครือ และไม่ใช่ดวงตาที่หวาดกลัวจนหลุกหลิก แต่มันคือนิ่งสนิทและลึกซึ้ง ราวกับกำลังมองดูสิ่งของที่ไร้ราคา แววตาที่บอกว่าเธออ่านเกมทั้งหมดออกหมดแล้ว และกำลังรอให้ฝ่ายตรงข้ามยอมรับความจริง
"หม้อนี้กำลังใช้งานอยู่ค่ะ" ไป๋อวี้เอ่ยเสียงเรียบแต่ชัดถ้อยชัดคำ เหมือนตอนที่เธอแจ้งปิดการเจรจาธุรกิจในห้องประชุม "น้องทั้งสองคนยังไม่ได้กินข้าวเช้า"
ความเงียบที่หนักอึ้งเข้าปกคลุมห้องครัวอยู่หลายวินาที
ในที่สุด ป้าสะใภ้เฉินก็สะบัดมือออก ไม่ใช่เพราะยอมจำนน แต่นางเลือกที่จะหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่เริ่มคุมไม่อยู่ หล่อนเบือนหน้าหนีพลางพึมพำลอดไรฟัน "ทำตัวใหญ่โตนักนะ" ก่อนจะเดินสะบัดเท้าออกไปจากห้องครัวด้วยน้ำเสียงที่หนักกว่าเดิมเล็กน้อย
ห้องครัวกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง เหลือเพียงเสียงโจ๊กเดือดปุดๆ เสี่ยวเป่ยที่ยืนนิ่งอยู่ข้างเตาตลอด่นั้นเพิ่งจะค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออกมาในที่สุด
"พี่ใหญ่... พี่ไม่กลัวป้าสะใภ้เลยหรือคะ" แกถามเบาๆ
ไป๋อวี้คว้าไม้พายกลับมาคนโจ๊กต่อ ราวกับเหตุการณ์เมื่อครู่เป็เพียงเื่มดกัด "ไม่กลัวหรอก"
เสี่ยวเป่ยจ้องมองพี่สาวด้วยแววตาที่เปลี่ยนไป แกพยักหน้าอย่างพึงพอใจ ราวกับตัดสินใจแล้วว่าพี่สาวคนนี้พึ่งพาได้จริงๆ ส่วนเสี่ยวเป่าที่อยู่อีกด้านไม่ได้พูดอะไร แต่มุมปากของเขากระดิกขึ้นเล็กน้อย เป็รอยยิ้มที่หาได้ยากยิ่งจากเด็กที่โตเกินวัยคนนี้
สิบนาทีต่อมา โจ๊กข้าวโพดก็สุกได้ที่
ไป๋อวี้ตักแบ่งใส่ถ้วยดินเผาสามใบเรียงไว้บนโต๊ะ นำผักกาดดองมาซอยเป็เส้นบางๆ ด้วยมีดเหล็กที่คมเพียงน้อยนิด แล้วโรยลงในแต่ละถ้วย สีเขียวเข้มของผักดองตัดกับสีเหลืองนวลของโจ๊กข้าวโพด น้ำดองค่อยๆ ซึมลงไปในเนื้อโจ๊กอย่างช้าๆ
เสี่ยวเป่าประคองถ้วยด้วยสองมือ เป่าไล่ความร้อนอย่างตั้งใจก่อนจะเริ่มกิน ส่วนเสี่ยวเป่ยดมกลิ่นไอร้อนอย่างมีความสุข และไป๋อวี้นั่งลงจัดการกับถ้วยสุดท้ายของเธอ
โจ๊กข้าวโพดใส่เกลือกับผักดองเปรี้ยว... มื้ออาหารที่แสนธรรมดา แต่นี่คือจุดเริ่มต้นของการประกาศกร้าวว่า สินค้าชิ้นนี้จะไม่ยอมถูกตีราคาโดยใครหน้าไหนอีกต่อไป
