เจียงเฉิงยืนนิ่งงันอยู่ที่เดิม เขากำลังครุ่นคิดถึงสิ่งที่หลี่อันหรานพูดเมื่อครู่
หลี่อันหรานนั่งลงบนขั้นบันได ตอนแรกนางคิดว่าเขาจะตอบโต้ คาดไม่ถึงว่าเขาจะสงบนิ่งเพียงนี้ ทำเพียงหันตัวคลำทางกลับเข้าบ้าน
หลี่อันหรานขมวดคิ้วมุ่น นางมองเขาเดินไปในบ้าน ภายในใจรู้สึกอัดอั้นอย่างบอกไม่ถูก เจียงเฉิงคิดว่าตัวเองตาบอดแล้วจริงๆ เขาค่อยๆ คลำทาง แต่เกือบสะดุดล้มเพราะขาไปเกี่ยวโดนบางอย่างเข้า ชายหนุ่มต้องใช้ขาเขี่ยของสิ่งนั้นให้พ้นทางแล้วจึงค่อยเดินต่อ
หลี่อันหรานรู้สึกเป็ห่วงเล็กน้อย นางเห็นเขาเดินโซเซก็ตั้งใจจะลุกไปช่วย ทว่าสุดท้ายก็นั่งลงดังเดิม ปากยังบ่นพึมพำอีกว่า “เหอะ ขนาดคนแบบหลี่เยวี่ยซือยังไปชอบลง ตาบอดยังน้อยไปด้วยซ้ำ” บ่นจบแล้วกัดผิงกั่วเต็มแรงอีกคำ
เมื่อหันไปอีกทาง นางเห็นเสิ่นอิ๋นหวนพาหมอชราที่อยู่ละแวกนี้คนหนึ่งเดินเข้ามาอย่างเร่งรีบ เสิ่นอิ๋นหวนเดินไปด้วยพูดไปด้วยว่า “เมื่อครู่เขายังปกติดี ไม่รู้เหตุใดอยู่ๆ จึงลืมตาไม่ขึ้น ท่านช่วยดูหน่อยเถิด”
นางพูดเสมือนว่าตัวเองเห็นกับตาว่าเจียงเฉิงมองไม่เห็น
หลี่อันหรานลุกขึ้นเดินไปหา “ท่านแม่ ข้าก็บอกแล้วว่าไม่ต้องตามหมอ เขาไม่ได้เป็อะไร”
เสิ่นอิ๋นหวนหาได้สนใจไม่ เพราะคิดว่าหลี่อันหรานกับเจียงเฉิงยังคงทะเลาะกัน นางพาหมอไปที่ห้องของเจียงเฉิง ทิ้งบุตรสาวยืนอยู่ที่เดิม หลี่อันหรานเห็นดังนั้นจึงโยนผิงกั่วในมือทิ้ง ศีรษะเอียงมองไปทางเงาหลังของเสิ่นอิ๋นหวน
นางรู้ว่ารอให้ฤทธิ์เผ็ดบนดวงตาเจียงเฉิงหายไปแล้วเขาก็จะดีขึ้นเอง แต่ถึงกระนั้นนางก็ยังคงอยากรู้อยู่ดีว่าหมอกับเจียงเฉิงจะมีปฏิกิริยาอย่างไร จึงตามไปด้วย
หมอท่านนี้เป็ชายชราอายุห้าสิบกว่า ยุคนี้มีผู้สูงอายุห้าสิบปีขึ้นไปให้พบเห็นได้น้อยมาก อายุเจ็ดสิบปียิ่งแทบไม่มีให้เห็น อายุขัยของคนในยุคโบราณสั้นกว่ายุคปัจจุบัน นี่จึงเป็สาเหตุที่ดวงตาของเขามองเห็นไม่ชัด
หมอชราแทบจะต้องเอาหน้าไปจ่อกับเจียงเฉิงจึงจะเห็นว่าดวงตาเขาเป็อย่างไร เสิ่นอิ๋นหวนคอยพูดอยู่ด้านข้างด้วยความเป็ห่วง “ท่านหมอช่วยดูทีเถิด เหตุใดจึงเป็เช่นนี้”
หมอชราทำการวินิจฉัยและสอบถาม “วันนี้ได้กินอะไรผิดสำแดงหรือใช้อะไรที่ต่างจากปกติหรือไม่?”
เจียงเฉิงมองอะไรไม่เห็น ดวงตายังคงแสบร้อน แต่เขาอธิบายความรู้สึกไม่ถูก อย่างน้อยก็ไม่เคยรู้สึกแบบนี้มาก่อน
หลี่อันหรานได้ยินดังนี้ก็ร้อนใจ เจียงเฉิงต้องพูดแน่ว่ามีสาเหตุมาจากนาง นางไม่ได้หวาดกลัวเขาหรอกนะ นางแค่กลัวว่าเสิ่นอิ๋นหวนรู้เื่นี้แล้วจะบ่นนางหูชา ยิ่งไปกว่านั้นคือ หากเหตุการณ์นี้ทำให้ถูกเข้าใจผิดว่าพริกมีพิษขึ้นมา เกรงว่าการค้าขายของนางจะกระทบไปด้วย
“คือว่า… เขาไม่ได้กินอะไรผิดสำแดง ดวงตาก็ไม่ได้เป็อะไรเช่นกัน ข้าว่าคงถูกฝุ่นเข้า อีกเดี๋ยวก็หาย” หลี่อันหรานพูดแทรก
เสิ่นอิ๋นหวนมองค้อนใส่นางอย่างไม่สบอารมณ์ “เ้าไม่ใช่หมอสักหน่อย จะรู้ได้อย่างไร” จากนั้นหันไปพูดกับหมอชราต่อด้วยสีหน้าเป็มิตร ผิดกับนางลิบลับ “ท่านรีบจับชีพจรให้เขาเถิด ดูว่ามีหนทางรักษาได้หรือไม่”
หมอชรานั่งลง มือจับชีพจรให้เจียงเฉิงอย่างจริงจัง ปากยังคงถามต่อ “ได้ใช้อะไรมาหรือไม่?”
หลี่อันหรานรู้ว่าต่อให้พูดแทรกต่อไปก็ไม่มีผู้ใดเชื่อจึงทำเพียงรอฟังอยู่ด้านข้าง
“ไม่ได้กินสิ่งใดผิดสำแดง น่าจะถูกฝุ่นเข้าอย่างที่อันหรานว่า” เจียงเฉิงกล่าวอย่างเชื่องช้า
หลี่อันหรานพลันตะลึงงัน นางมองไปที่เขาด้วยความสงสัย หมอชราแสร้งทำเป็จับชีพจร จากนั้นทำการเขียนเทียบโอสถ เสิ่นอิ๋นหวนจ่ายค่าตรวจวินิจฉัยซึ่งไม่ได้แพงแต่อย่างใด เพียงแค่ห้าอีแปะเท่านั้น
“โอสถเทียบนี้ราคาเท่าไร?” หลี่อันหรานเอ่ยปากถาม
“น่าจะประมาณหนึ่งตำลึง”
“เท่าไรนะ?” หลี่อันหรานขึ้นเสียงสูงทันที นางแย่งเทียบโอสถจากมือเสิ่นอิ๋นหวนมากวาดสายตาอ่าน แต่ส่วนใหญ่เป็ชื่อสมุนไพรที่นางไม่รู้จัก “โอสถอันใดกันถึงได้แพงเช่นนี้?”
“อาการาเ็ที่ดวงตาเขาไม่จำเป็ต้องรักษา เพียงแค่พักรักษาตัวก็จะค่อยๆ ดีขึ้นเอง ทว่าโอสถเหล่านี้มีราคาแพงเพราะต้องกินนานมาก” หมอชราพูดจบแล้วเดินสั่นงกงันออกไป สีหน้าของเสิ่นอิ๋นหวนย่ำแย่มาก ต้องบอกก่อนว่าเงินจำนวนนี้เกือบเท่าค่าใช้จ่ายทั้งเดือนของครอบครัวนางด้วยซ้ำ
เสิ่นอิ๋นหวนกลับเข้ามาในบ้านหลังจากที่พาหมอไปส่ง จังหวะที่กำลังจะเดินเข้าไป นางได้ยินเจียงเฉิงพูดกับหลี่อันหรานว่า “ไม่ต้องลำบากหรอก เกรงว่าดวงตาข้าจะไร้หนทางรักษา เสียดายก็แต่…”
“ไม่ว่าอย่างไรเ้าก็ได้รับาเ็ที่บ้านข้า พวกข้าสมควรต้องช่วยรักษา” เสิ่นอิ๋นหวนดูจะยึดมั่นในความถูกต้องมาก
หลี่อันหรานลุกขึ้นและพาเสิ่นอิ๋นหวนไปคุยกันในมุมหลืบลับสายตาคน “ท่านมีเงินหรือ? พูดน่ะมันง่าย ไหนล่ะเงิน? ไหนล่ะ?” หลี่อันหรานว่าพลางแบมือให้เสิ่นอิ๋นหวน
นี่ทำให้เสิ่นอิ๋นหวนกระอักกระอ่วนยิ่งนัก
่นี้นางสุขภาพไม่ค่อยดี รายรับส่วนใหญ่มาจากการค้าขายเล็กๆ น้อยๆ ของหลี่อันหราน นางมีหน้าที่แค่คอยดูแลน้องชายน้องสาวของหลี่อันหราน ทำความสะอาดบ้าน บ้างก็ช่วยคนอื่นซักผ้า จะเอาเงินมาจากที่ใดกัน
เมื่อนางไม่ตอบ หลี่อันหรานจึงใช้นิ้วจิ้มแขนมารดา “ว่าอย่างไร? ท่านมีเงินหนึ่งตำลึงหรือ?”
เสิ่นอิ๋นหวนเหมือนจะตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่าจะรักษาเจียงเฉิง นางหันตัวเดินออกไป หลี่อันหรานนึกว่านางถอดใจแล้วจึงเดินไปพูดหยอกล้อเจียงเฉิงว่า “ท่านจบสิ้นแล้วละ ท่านแม่ข้าไม่มีเงินรักษาให้ ดูท่าดวงตาท่านคงต้องบอดแน่แล้ว”
นางยื่นมือไปส่ายตรงหน้าเจียงเฉิง คาดว่าอีกไม่นานฤทธิ์เผ็ดก็น่าจะหมดลงแล้ว
“ไม่เป็ไร” เขาตอบ จากนั้นก็ลุกขึ้นเตรียมไปเก็บของ
หลี่อันหรานเห็นเขาหยิบกริชเล่มหนึ่งกับของอีกเล็กน้อยออกมาจากใต้หมอนและห่อด้วยผ้า ดูท่าทางเหมือนจะเตรียมตัวไปจากที่นี่
หลี่อันหรานขมวดคิ้วทันที “ท่านจะทำอะไร?”
“ในเมื่อดวงตาข้าสูญเสียการมองเห็น เช่นนั้นก็คงไม่อาจช่วยงานเ้าได้อีก ข้าควรไปจากที่นี่เสียจะดีกว่า จะได้ไม่เป็ภาระของพวกเ้า” มือของเขาคลำสะเปะสะปะ ข้าวของถูกเก็บอย่างไม่เป็ระเบียบเช่นกัน เขามองอะไรไม่เห็นทั้งนั้น
หลี่อันหรานชำเลืองตามองเขา “ที่นี่เป็หมู่บ้านทุรกันดาร ด้านนอกมีแต่ป่าเขา ท่านจะไปที่ใดได้กัน? ตอนนี้ท่านมองอะไรไม่เห็น ออกไปก็คงไม่พ้นถูกหมาป่ากิน”
“ข้าไปจากที่นี่แล้วจะไม่มีอันใดเกี่ยวข้องกับแม่นางอีก จะเป็หรือตายก็สุดแล้วแต่โชคชะตา” เจียงเฉิงพูดเหมือนประชด เขาเก็บของทุกอย่างใส่ห่อผ้าและทำท่าจะจากไป
แต่หลี่อันหรานกลับดึงตัวเขาไว้และผลักเขาลงบนเตียง “ได้ จะไปก็ย่อมได้ ข้าจะไม่รั้งไว้ เพราะถึงอย่างไรท่านก็ไม่ยินดีจะอยู่ที่นี่อยู่แล้ว ข้าขอถามแค่ว่า ตอนที่หมอถามหาสาเหตุเมื่อครู่ เหตุใดท่านจึงไม่บอกความจริงไปว่าเป็เพราะพริกพวกนั้น?”
เขาก้มหน้าเงียบ
หลี่อันหรานยังคงซักไซ้ต่อ “ตอนที่ท่านแม่ข้าถามว่าเกิดอะไรขึ้น เหตุใดท่านไม่บอกไปว่าเป็เพราะข้า ท่านก็น่าจะรู้ดีว่าหากไม่ใช่เพราะข้าให้ท่านขยี้ตาด้วยมือข้างที่จับพริกมา ท่านก็คงไม่สูญเสียการมองเห็นเช่นนี้มิใช่หรือ?”
เจียงเฉิงยังคงไม่ตอบ
หลี่อันหรานร้อนใจหนักกว่าเดิม นางจ้องเขาไม่วางตา “ท่านทำเพื่ออันใด? ข้าทำให้ท่านสูญเสียการมองเห็น แต่ท่านกลับไม่ถือโทษโกรธข้า นี่มันเพราะอันใดกันแน่?”
“แม่นางช่วยชีวิตข้าไว้ ข้าเพียงแต่สูญเสียการมองเห็นเท่านั้น จะถือโทษไปไย เพียงแต่ยามนี้ข้าคงไม่อาจตอบแทนแม่นางได้อีกแล้ว ขอลา” เจียงเฉิงยอมตอบในที่สุด ก่อนทำท่าจะถือสัมภาระตัวเองจากไป
