ถึงอย่างไรคนผู้นี้ก็เป็แค่เด็กหนุ่มที่อายุสิบกว่าปี ไหนเลยจะไม่มีความหวาดกลัว เมื่อถูกะโใส่หน้าก็ตัวสั่นจนเกือบทำยาในถ้วยหก น้ำตาคลอเบ้าพร้อมกับเอ่ย “พวกเ้ารังแกคนเกินไปแล้ว!”
เด็กหนุ่มวางถ้วยยาก่อนจะเดินเข้าไปหาชายชรา “นายท่านเห็นหรือไม่ ในมือหลิงชีไม่มียาแล้ว ทีนี้ท่านวางใจได้หรือยัง”
ชายชราส่ายหน้า ใช้ลิ้นเลียริมฝีปากที่แห้งผาก บีบมือหนิงมู่ฉือเอาไว้แน่น น้ำเสียงเต็มไปด้วยความหวาดกลัว “หรงเอ๋อร์ ฟังพ่อนะลูก อย่าไปเลย”
หรงเอ๋อร์?
หนิงมู่ฉือนิ่งงัน ฟังชายชราตรงหน้าพูดจาเลอะเลือนออกมาด้วยความอึ้ง หรงเอ๋อร์คือชื่อของมารดานาง เหตุใดชายชราถึงพูดชื่อนี้ออกมา ทั้งยังอาศัยอยู่ที่บ้านเดิมของมารดานางอีก หรือว่าจะเป็เื่บังเอิญ? นางส่ายหน้าไม่กล้าคาดเดาต่อไป
“เฮ้อ! นายท่านเลอะเลือนอีกแล้ว!” หลิงชีถอนหายใจออกมาขณะเดินไปที่ด้านข้างของจวน ก่อนจะะโเสียงดังลั่น “ท่านพ่อบ้าน นายท่านเลอะเลือนอีกแล้วขอรับ!”
“รู้แล้ว! จะไปเดี๋ยวนี้!” เสียงหนักทุ่มของบุรุษดังขึ้น ก่อนที่ชายวัยกลางคนในชุดผ้าป่านสีเทาจะเดินออกมา
ผู้มาใหม่มองสถานการณ์วุ่นวายตรงหน้า เขาชะงักไปชั่วครู่ ก่อนที่สายตาจะเลื่อนไปที่ยังหนิงมู่ฉือ จากนั้นสีหน้าเปลี่ยนเป็ใ “คุณหนู?”
แต่ต่อมาก็ส่ายหน้าพร้อมกับคิดในใจว่า เขาได้ข่าวจากทางเมืองหลวงมานานแล้วว่า คุณหนูกับท่านแม่ทัพจากโลกนี้ไปพร้อมกัน ทั้งนี้ก็ผ่านไปหลายปีแล้ว คุณหนูไม่มีทางไม่เปลี่ยนไป หรือว่าบนโลกนี้จะมีคนที่หน้าตาเหมือนกัน?
เห็นชายชรากำมือสตรีตรงหน้าเอาไว้แน่น เขาโค้งตัวพร้อมกับเอ่ยขอโทษ “แม่นาง นายท่านสติเลอะเลือน คาดว่าน่าจะจำคนผิด ขอแม่นางอย่าได้ถือสา”
หนิงมู่ฉือยิ้มกว้างอย่างไม่ถือโทษ ท่ามกลางฤดูหนาวเช่นนี้ รอยยิ้มของหนิงมู่ฉือราวกับแสงตะวันอันอบอุ่นที่ส่องเข้าไปในหัวใจของพ่อบ้าน “ข้าไม่ถือสา เพียงแต่ข้าสนใจชื่อหรงเอ๋อร์ที่ออกจากปากท่านผู้เฒ่าผู้นี้ยิ่งนัก”
“เอ๋ ไม่ทราบว่าแม่นางจะพูดให้ข้าฟังหน่อยได้หรือไม่” พ่อบ้านจ้องมองหนิงมู่ฉือพร้อมกับคิดในใจว่า แม่นางผู้นี้ช่างหน้าตาเหมือนคุณหนูซั่งกวนของเขาราวกับแกะ เขาจึงอยากถามให้รู้เื่
ท้องฟ้าค่อยๆ มืดลง อากาศในฤดูหนาวยามเย็นหนาวจับใจ ตัวหนิงมู่ฉือสั่น ปากก็เริ่มกลายเป็สีม่วงคล้ำด้วยความหนาว ขณะเอ่ยด้วยน้ำเสียงขึ้นจมูกอย่างเศร้าสร้อย “ข้าไม่ขอปิดบัง มารดาของข้ามีนามว่าหรงเอ๋อร์”
หลิงชีเอามือของชายชราออกจากมือของหนิงมู่ฉือได้ในที่สุด ก่อนจะพยุงให้เดินไปหยุดยืนด้านข้างพ่อบ้าน ก่อนที่สายตาจะเหลือบไปเห็นหยกรูปผีเสื้อที่ห้อยอยู่ที่เอวของหนิงมู่ฉือ
ชายชราเห็นหยกรูปผีเสื้อเช่นกัน ทันใดนั้นเองสติก็กลับคืนมาแจ่มชัด ยื่นมือไปคว้าหยกพร้อมกับเอ่ยว่า “นี่คือหยกของหรงเอ๋อร์!”
หนิงมู่ฉือเห็นหยกถูกดึงเอาไป ร้องอุทานอย่างใ ก่อนจะยื่นมือออกไปเพื่อจะแย่งหยกกลับคืนมา “นี่คือหยกที่ท่านแม่ข้าให้ข้าเอาไว้ ท่านผู้เฒ่า ท่านจะทำอันใด!”
พ่อบ้านมองหยกด้วยสีหน้าตกตะลึง เอ่ยถามอย่างอึกอักว่า “แม่นางบอกว่าหยกนี้เป็ของท่านแม่ของแม่นาง เช่นนั้นขอถามสักนิดว่าท่านแม่ของแม่นางมีชื่อเสียงเรียงนามว่ากระไร”
หนิงมู่ฉือมองพ่อบ้านด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์ มองหยกด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ก่อนจะเอ่ยตอบ “ท่านแม่ข้ามีนามว่า ซั่งกวนหรง! ทีนี้คืนหยกมาให้ข้าได้หรือยัง!”
“เ้าว่ากระไรนะ!” ชายชรามีสีหน้าตกตะลึง ดวงตาเริ่มแดงก่ำ ขณะก้าวถอยหลังไปสองก้าว ตัวอ่อนไร้เรี่ยวแรง “เ้าว่ามารดาของเ้าชื่อซั่งกวนหรงหรือ”
“เ้ารู้หรือไม่ว่าซั่งกวนหรงคือใคร” ชายชรามีเหงื่อผุดขึ้นเต็มหน้าผาก แววตามีทั้งแววไม่อยากจะเชื่อและตกตะลึงอยู่ในที
หนิงมู่ฉือเห็นท่าทางของทุกคนก็พอจะคาดเดาได้รางๆ นางตาโต ส่ายหน้า สีหน้าเต็มไปด้วยความสงสัย
พ่อบ้านกำมือแน่นอย่างตื่นเต้น “นายท่าน หรือว่าแม่นางคนนี้จะเป็…”
“บนตัวเ้ายังมีสิ่งใดมายืนยันอีกหรือไม่ว่าเ้าคือบุตรีของหรงเอ๋อร์” สีหน้าท่าทางของชายชราดูนิ่งและเคร่งขรึม หนิงมู่ฉือเห็นแล้วรู้สึกกลัวยิ่งนัก
นางค่อยๆ หยิบจดหมายออกมาจากในอกเสื้อ ในมือชุ่มไปด้วยเหงื่อ ทำให้จดหมายที่ถืออยู่เปียกเล็กน้อย
ชายชราหยิบจดหมายจากมือของหนิงมู่ฉือไปอย่างไม่เกรงใจ ค่อยๆ เปิดจดหมายออกด้วยมือสั่นเทา ครั้นเห็นตัวอักษรที่คุ้นตา ลมหายใจชายชราพลันสะดุด
ชายชราะโเรียกหาพ่อบ้านเสียงดัง “พ่อบ้าน รีบมาดูเร็ว มาดูสิว่าข้าดูผิดไปหรือเปล่า นี่คือลายมือของหรงเอ๋อร์จริงๆ ใช่หรือไม่!”
พ่อบ้านรับคำ ก่อนจะรีบเดินเข้าไปหาชายชรา เมื่อเห็นลายมือที่คุ้นเคย ปลาบปลื้มใจจนน้ำตาหลั่งริน “นายท่าน ท่านดูไม่ผิดขอรับ นี่คือลายมือของคุณหนู!”
ชายชราเงยหน้าขึ้นมามองพร้อมกับเดินเข้าไปหาหนิงมู่ฉือ ทว่ายังไม่ทันถึงก็หยุดฝีเท้าเสียก่อน มองหนิงมู่ฉืออย่างพิจารณา
หนิงมู่ฉือก้าวถอยหลังไปสองก้าว มองชายชราเบื้องหน้าที่นางรู้สึกคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก มีบางมุมที่ชายชรามีหน้าตาคล้ายกับมารดาของนาง
ชายชราเดินขึ้นหน้าอีกก้าว มองหนิงมู่ฉืออย่างตั้งใจ เมื่อพิจารณาดูจากรูปร่างหน้าตาของสตรีตรงหน้าแล้ว หน้าตาเหมือนบุตรสาวของเขาราวกับถอดแบบกันมา เขายื่นมือไปกอดคนตรงหน้า “เ้าคือฉือเอ๋อร์ของตา…”
หนิงมู่ฉือเงยหน้า น้ำตาไหลออกมา พูดไม่ออกแม้แต่คำเดียว
พ่อบ้านที่ยืนอยู่ด้านข้างถอนหายใจพร้อมกับเอ่ย “แม่นาง ชายชราผู้นี้คือท่านตาของท่าน!”
หนิงมู่ฉือพยักหน้าก่อนจะยื่นมือไปกอดตอบ “ท่าน…ท่านตา…”
อากาศยามเย็นในฤดูหนาวเย็นยิ่งนัก ลมพัดผ่านตัว หนิงมู่ฉือรับรู้ได้ถึงความหนาว นางสวมเสื้อผ้าบางๆ ประกอบกับตื่นเต้นจนมือเท้าเย็น เมื่อถูกลมพัดผ่าน ตัวจึงสั่น ริมฝีปากเปลี่ยนเป็สีม่วงคล้ำ มือก็เย็นเฉียบ
ชายชราเห็นเช่นนั้นรู้สึกปวดใจยิ่ง ใช้มือทั้งสองข้างของตัวเองกุมมือหนิงมู่ฉือเอาไว้ “หลานรัก เข้าไปข้างในก่อนเถอะ ร่างกายจะได้อบอุ่น”
หนิงมู่ฉือพยักหน้า ถือห่อผ้าพาเฉินเกอเดินเข้าไปด้านใน เตาไฟด้านในจวนลุกโชน เนื่องจากอยู่ข้างนอกท่ามกลางอากาศหนาวเป็เวลานาน เมื่อเข้ามาด้านในซึ่งมีแต่ความอบอุ่น ใบหน้าจึงขึ้นสีแดงเืฝาด
