เห็นดังนั้น เฉินเฟิงก็รีบห้ามปรามจ้าวฉินเสวีย และในตอนนั้นเอง หลิ่วอีอีก็ผลักประตูเข้ามาพอดี
"ที่รัก คุณตื่นแล้ว..."
หลิ่วอีอีไม่ได้สนใจท่าทางใกล้ชิดของเฉินเฟิงกับจ้าวฉินเสวีย แต่เธอกลับวิ่งเข้าหาเฉินเฟิงด้วยความดีใจและร้องไห้ออกมาด้วยความปลื้มปริ่ม
สองเดือนที่ผ่านมา หลิ่วอีอีต้องแบกรับภาระเื่บริษัทเพียงลำพัง ซึ่งมันยากลำบากมากสำหรับเธอ
ความสามารถในปัจจุบันของเธอยังไม่เพียงพอที่จะควบคุมบริษัทที่มีเงินทุนหลายร้อยล้าน
"สองเดือนที่ผ่านมาต้องลำบากเธอแล้ว" เฉินเฟิงพูดปลอบโยนด้วยความรู้สึกผิด
"ทำไมจู่ๆ นายถึงหมดสติไปล่ะ?" หลิ่วอีอีรีบถามด้วยความห่วงใย
"ผมเดินทางไปฝึกฝนในความฝัน ตอนนี้ผมเป็ทั้งผู้เชี่ยวชาญด้านการต่อสู้กับผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ด้วยนะ แต่เวลาไม่มากพอ ผมเรียนได้แค่สองในเจ็ดส่วน
แต่ก็ดีแล้วที่ตื่นก่อนเวลา ไม่งั้นผมอาจหมดสติไปเจ็ดเดือน"
เฉินเฟิงไม่สามารถบอกเื่ระบบได้ เขาจึงพูดแค่ว่าไปฝึกฝนในฝัน
เมื่อฟังคำตอบของเฉินเฟิง ทั้งหลิ่วอีอีกับจ้าวฉินเสวียก็พูดด้วยความตื่นเต้น
"จริงอะ?"
เฉินเฟิงยิ้มไม่พูดอะไร แต่เขาตอบด้วยการฟาดฝ่ามือใส่ถ้วยชาที่อยู่ไม่ไกลออกไปจนแตกผ่านอากาศ
คำอธิบายมากมายไม่มีประสิทธิภาพเท่ากับพิสูจน์ด้วยการกระทำ
เมื่อเห็นเช่นนั้น ริมฝีปากสีชมพูของหลิ่วอีอีกับจ้าวฉินเสวียก็อ้ากว้างจนสามารถยัดไข่ไก่ทั้งใบได้เพราะความตกตะลึง
"อ้าวแล้ว ที่รัก นายจะไปฝึกวิชาในฝันนี่อีกไหม ถ้าไป ครั้งนี้ก็เรียนรู้วิธีการบริหารบริษัทด้านวงการบันเทิงนะ
บริษัทอื่นๆ ในเครือเฟิงฮวาเจว๋ต้ายฉันพอช่วยบริหารให้ได้ บริษัทด้านความบันเทิงที่เพิ่งเปิดใหม่ของเราเซ็นสัญญากับจ้าวฉินเสวียแล้ว เราก็อยากรีบดันเธอเข้าวงการบันเทิงนะ แต่พวกเราไม่มีใครมีความรู้ด้านนี้เลย"
เมื่อพบว่าเขาสบายดีไม่มีปัญหาอะไร หลิ่วอีอีจึงพูดกับเขาด้วยสายตาครุ่นคิด
"เื่นี้...ผมเพิ่งตื่น จะไล่ผมไปฝึกวิชาในฝันอีกเหรอ แถมยังต้องเจาะจงเป็ความรู้เกี่ยวกับวงการบันเทิงอีก"
เฉินเฟิงเบิ่ดคำสิเว้า เขายังอยากอยู่กับหลิ่วอีอีไปอีกสักพัก
ในโลกคู่ขนาน หลังจากที่เขาเมามาย เขาแอบมองร่างสูงโปร่งได้รูปของเย่ชิงโหรวทั้งคืน
"เฉินเฟิงทำไมไม่ลองกลับไปเรียนรู้วงการบันเทิงในฝันอีกสักหน่อย ไม่งั้นนะ ต่อให้ฉันอยากทำงานให้พวกนายฟรีๆ สักหนึ่งปี ฉันก็ไม่รู้จะต้องทำยังไงอยู่ดีใช่ไหมล่ะ
ให้ดูแลตอนนายหมดสติต่ออีกไม่กี่เดือนก็ไม่ใช่เื่ใหญ่อะไรหรอก" จ้าวฉินเสวียเองก็เห็นด้วย
เฉินเฟิงคิดแล้วพูดด้วยความอึดอัดเล็กน้อย
"อะๆ ถ้าพวกเธอ้ามากขนาดนี้ ผมจะลองดู"
หลังจากนั้น เฉินเฟิงก็ฝึกฝนขัดเกลาความรู้ที่ได้มาสองในเจ็ดส่วนไปพร้อมกับถามระบบในใจ
’นี่ ระบบ ผมสามารถเลือกไปโลกคู่ขนานของเฉินเฟิงที่อยู่ในวงการบันเทิงได้ไหม?’
เมื่อระบบได้ยินคำถามของเฉินเฟิงก็ส่งข้อความตอบกลับทันที
[ระบบตรวจพบนักร้องที่มีความสามารถคนหนึ่งใน่ปี 2021 ซึ่งอยู่ในโลกคู่ขนานกับโฮสต์ เขาได้รับระบบด้านความบันเทิง ิญญาของเขาถูกส่งไปเป็ตัวประกอบในโลกคู่ขนานในอาณาจักรหลงแห่งดาวเคราะห์ฟ้าคราม
หากโฮสต์้า ระบบสามารถส่งคุณไปััชีวิตเจ็ดวันในโลกนั้นได้ ระบบด้านความบันเทิงนั้นเป็เพียงระบบย่อย
อย่างไรก็ตาม เช่นเดียวกับก่อนหน้านี้ คุณจะหมดสติในโลกแห่งความเป็จริงอีกเป็เวลาหลายเดือน]
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เฉินเฟิงก็ไม่มีทางเลือกอื่น ตัวประกอบก็ตัวประกอบ อย่างน้อยก็อยู่ในวงการบันเทิง
ยังไงตัวเขาก็ไม่เคยก้าวเท้าเข้าไปในวงการบันเทิงมาก่อน
ดังนั้น เฉินเฟิงจึงพยักหน้าให้กับคำแนะนำของระบบััชีวิตรายสัปดาห์ และเลือกที่จะไปััชีวิตตัวประกอบในโลกคู่ขนานอีกครั้ง
‘ติ๊ง’
[โปรดทิ้งตัวลงนอนบนเตียง ระบบจะพาโฮสต์ิญญาออกไปยังโลกคู่ขนานในดาวเคราะห์ฟ้าคราม]
ระบบััประสบการณ์ชีวิตรายสัปดาห์เริ่มส่งเสียงแจ้งเตือนอีกครั้ง
เฉินเฟิงหยุดเคล็ดวิชาวรยุทธ์ต่างๆ ตื่นมาพูดคุยกับหลิ่วอีอีและจ้าวฉินเสวียครู่หนึ่งก่อนจะทิ้งตัวลงบนเตียง
เมื่อเขาหลับตาลง ิญญาของเฉินเฟิงก็ถูกระบบนำตัวไปอีกครั้ง
ณ มิติคู่ขนาน ดาวเคราะห์ฟ้าคราม ประเทศหลง ปี 2022
บอดี้การ์ดใบ้เฉินเฟิง นั่งอยู่ทางขวาของแจ็คหม่า เขากำลังตั้งใจฟังแจ็คหม่าที่กำลังเล่าสถานการณ์ในบริษัทให้ 17 อรหันต์ของอาลีบาบา เกี่ยวกับทิศทางการพัฒนาของกลุ่มบริษัทในอนาคต
‘ติ๊ง’
[ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์เฉินเฟิง สัญญาซื้อขายกับซือน่ามิวสิคกรุ๊ปกำลังจะหมดอายุลง ระบบกำลังเริ่มเปิดใช้งาน...]
‘ติ๊ง’
[ระบบย่อย: ระบบชื่อเสียงรอบด้านเริ่มผูกมัดกับโฮสต์ ตราบใดที่โฮสต์จัดคอนเสิร์ตสำหรับผู้คนจำนวนหนึ่งแสนคน ณ สนามรังนกภายในสองเดือน เสียงที่ถูกวางยาพิษให้หดตัวจะหายเป็ปกติ]
เสียงแจ้งเตือนจากระบบสองระบบก็ดังขึ้นในหัวเฉินเฟิง
ใบหน้าที่สงบนิ่งมาตลอดของเฉินเฟิงเผยรอยยิ้มแห่งความดีใจ เขาคิดในใจด้วยความตื้นตัน
’สิบห้าปี สิบห้าปีเต็มๆ แล้วที่ข้ามมาอยู่ที่ดาวเคราะห์ฟ้าครามประเทศหลงบ้าๆ นี่ ในที่สุดระบบใจทรามนี้ก็เปิดใช้งานสักที ตั้งสิบสองปีหลังจากถูกวางยาจนเป็ใบ้ไป’
ที่นี่ไม่มีสี่จตุรเทพเสียงเพลง [1] ไม่มีเทพเพลงคลาสสิก ไม่มีเทพเพลงป๊อป แม้แต่ภาพยนตร์ที่คนเ่าั้แสดงเขาก็ไม่เห็นสักเื่
แต่กระบวนการพัฒนาของวงการบันเทิงดาวเคราะห์ฟ้าครามดวงนี้ยังคงคล้ายคลึงกับที่เขาจำได้ คนเ่าั้ต่างก็พัฒนาเส้นทางที่รุ่งเรืองไม่เส้นทางใดก็เส้นทางหนึ่งที่แตกต่างไปจากโลกเดิม
[ตราบใดที่โฮสต์จัดคอนเสิร์ตใหญ่สำหรับผู้คนจำนวนหนึ่งแสนคนที่สนามรังนก เสียงของคุณก็จะกลับมาเป็ปกติ
ผู้เข้าร่วมหนึ่งหมื่นคนจะกู้คืนเสียงของคุณหนึ่งในสิบ สองหมื่นคนจะกู้คืนสองในสิบ ...เมื่อมีผู้เข้าร่วมหนึ่งแสนคนเท่านั้น จึงจะสามารถรักษาเสียงของคุณจนหายเป็ปลิดทิ้ง
นอกจากนี้ เงินทุนที่โฮสต์ใช้ในการจัดคอนเสิร์ตไม่สามารถใช้เงินของตัวเอง ความช่วยเหลือจากอาลีบาบาหรือเพนกวินกรุ๊ปได้
คุณมีข้อจำกัดว่าต้องใช้เงินจากอดีตนายจ้างของคุณ ซือน่ากรุ๊ป หรือเงินทุนที่ระดมทุนจากแฟนๆ เท่านั้น โดยราคาตั๋วคอนเสิร์ตต้องไม่ต่ำกว่าหนึ่งพันหยวน]
หลังจากเฉินเฟิงดีใจและตื้นตันใจได้ไม่นาน ระบบชื่อเสียงรอบด้านก็สาดน้ำเย็นใส่เขา...
ณ เมืองหลวง อาคารสำนักงานใหญ่ซือน่ามิวสิคกรุ๊ป ห้องทำงานของประธานกรรมการ
เฉินเฟิงเพิ่งจบอาชีพการเป็บอดี้การ์ดให้แจ็คหม่ามาสิบปีเมื่อวานนี้ เขามองดูประธานบริษัทซือน่าที่มีพุงพลุ้ย พูดด้วยเสียงสะอื้น คางสั่น บางครั้งเสียงก็แหลมสูง บางครั้งอ่อน บางครั้งหยาบกระด้าง
"คุณ ประธาหวัง... บริษัทเก็บ เงินผมไว่สิกปีแหล้ว... อีกไม่กี่วัง สัญญาจะหมดอายุ
ผม อยากให้ บริษัทชดเชยให้ผม... จัดคอนเสิร์ตสุดท้ายแทนผม ที่สนามรังนก... จัดที่นั่ง สำหรับผู้ชมหนึ่งแสนคน... กำไรทั้งหมด ยกให้บริษัท"
ปีที่แล้ว เฉินเฟิงได้ยินเื่ผู้หญิงคนหนึ่งที่ตัดสินใจเอาต่อมอะดีนอยด์ออกเพราะมะเร็งหลังคอ เธอฝึกพูดด้วยการสะอึกสะอื้นอย่างหนัก
เธอใช้การสะอื้นที่ว่าเพื่อให้อากาศไหลผ่านหลอดอาหาร จากนั้นใช้ทักษะพิเศษในการควบคุมกล้ามเนื้อหน้าท้อง ฝึกพูดด้วยกล้ามเนื้อหน้าท้องภายในเวลาหกเดือน
เธอสอนผู้คนมากมายที่มีชะตากรรมเดียวกันกับเธอโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ เฉินเฟิงใช้เวลาหนึ่งปีที่ผ่านมาฝึกฝนทักษะนี้เป็หลัก
ตอนนี้เฉินเฟิงสามารถพูดด้วยการสะอื้นได้บ้าง แต่ก็ยังเป็เสียงคล้ายผู้หญิงที่ฟังดูไม่เป็ธรรมชาติอยู่ดี
เฉินเฟิงหวังเป็อย่างยิ่งว่าหลังจากจบคอนเสิร์ตแล้ว เขาจะสามารถฟื้นฟูเสียงผู้ชายอันแกร่งกังวานของเขาได้อย่างสมบูรณ์
เมื่อประธานหวังที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ประธานสูดหายใจเอาอากาศเข้าปอด พร้อมดูดซิการ์ที่เพิ่งจุดไฟหมาดๆ สายตาที่จ้องมองเฉินเฟิงเต็มไปด้วยความประสงค์ร้าย
"เฉินเฟิง แกยังคิดว่าตัวเองเป็จักรพรรดิภาพยนตร์และจักรพรรดิแห่งวงการเพลงเมื่อสิบปีก่อน หรือาาเพลงป๊อปเมื่อสิบสองปีก่อนงั้นสิ?"
"ตอนแรกถ้าแกยอมรับเล่นหนังพวกนั้นสักหน่อย ไม่ต้องทำให้บริษัทไปขัดแข้งขัดขาผู้มีอำนาจพวกนั้น แกว่าบริษัทจะเก็บต้นเงินต้นทองอย่างแกแบบหลบๆ ซ่อนๆ เหรอ?"
"เป็ใบ้มาตั้งสิบสองปีแล้ว แค่ใช้ทักษะพิเศษนิดๆ หน่อยๆ เรียนรู้วิธีใช้เสียงสะอื้นแทนการพูดพอได้"
"แต่แกพูดไม่ต่อเนื่อง เสียงยังแหลมสูงคล้ายผู้หญิงฟังดูน่ารำคาญ แกมีคุณสมบัติอะไรพอที่บริษัทจะจัดคอนเสิร์ตให้กัน?"
"แกรู้ไหมว่าตอนนี้ต้องใช้เงินเท่าไหร่ในการจัดคอนเสิร์ตสำหรับผู้คนหนึ่งแสนคนที่สนามรังนก? อย่างน้อยก็สามสิบล้าน!"
"ใช่ แกไม่้าผลกำไร แต่แกกำลังจะทำให้สามสิบล้านของบริษัทสูญเปล่า แกว่าฉันจะโง่ถึงขั้นยอมให้แกทำแบบนั้นหรือเปล่าล่ะ?"
"หรือแกคิดว่าแฟนๆ เมื่อสิบกว่าปีก่อนจะยังสนับสนุนแก ไอ้ใบ้ที่หายไปสิบปีน่ะ พวกมันจะบ้าจนยอมจ่ายเงินก้อนโตเพื่อฟังคอนเสิร์ตแบบไม่มีเสียงรึไง?"
"สัญญาสิบห้าปีจะหมดอายุในอีกไม่กี่วันข้างหน้า งั้นก็ให้มันหมดๆ ไป บริษัทไม่มีทางต่อสัญญากับแกอยู่แล้ว มาทางไหนไสหัวกลับไปทางนั้นไป!"
ประธานหวังค่อยๆ เปลี่ยนจากการหัวเราะเยาะเย้ยเป็ะโเสียงดังไล่เฉินเฟิง ท้ายสุดยังปาซิการ์ใส่เขาด้วย
เฉินเฟิงโบกมือเบาๆ มีดสั้นในมือพลันตัดซิการ์กลางอากาศ แยกออกเป็สองส่วนอย่างพอดิบพอดี
มีดสั้นไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น มีดยังคงพุ่งไปข้างหน้าคมมีดถึงขนาดตัดมุมโต๊ะทำงานหินอ่อนแข็งๆ ออกเป็ชิ้นๆ
"แก...แก...ฉันรู้ว่าก่อนแกจะเดบิวต์ในรายการ The Voice แกเป็นักแสดงตัวประกอบในฮ่องกงมาก่อน...แต่ตอนนี้บ้านเมืองเรามีขื่อมีแป ปกครองกันด้วยกฎหมาย..."
ประธานหวังใกลัวกับท่าทางของเฉินเฟิง ตัวสั่นเทาพูดเสียงตะกุกตะกัก มือของเขาเอื้อมหาปืนที่ซ่อนอยู่ใต้โต๊ะอย่างเงียบๆ
"ผมรู้ว่าบ้านเมืองเราปกครองด้วยกฎหมาย...ไม่อย่างนั้น สิบปีก่อน ตอนที่คุณ ให้ละเว้น ให้งานผม...ผมคงตีคุณ จนเป็อัมพาตครึ่งตัวไปแล้ว
ช่างมันเถอะ...ผมก็ไม่ได้คิด ว่าคุณหรือบริษัท...จะจ่ายเงินจัดคอนเสิร์ต ให้ผม
งั้นอย่างน้อย...คุณใช้ชื่อบริษัท...ระดมทุนสามสิบล้าน ให้ผม ในฐานะคนพิการ...ข้อเรียกร้อง คงไม่มากเกินไปใช่ไหม?"
เฉินเฟิงรู้ว่าประธานหวังกลัวจนเอามือควานหาปืน แต่เขาทำท่าเฉยๆ หยิบบัตรยูเนี่ยนเพย์ของเขาออกมาและโยนไปที่ที่วางแขนของเก้าอี้ประธาน
บัตรยูเนียนเพย์ที่ทำจากพลาสติกปักลึกลงไปบนที่วางแขนหนังแท้ที่เต็มไปด้วยความยืดหยุ่น ชิดกับแขนขวาของประธานวังที่ยื่นไปใต้โต๊ะ
แม้แต่แขนเสื้อสูทสั่งตัดราคาแพงของประธานหวังก็ถูกบัตรยูเนี่ยนเพย์บาดจนขาดเป็รอย
เมื่อประธานหวังรู้สึกเจ็บที่มือขวา เขาจึงรีบดึงมือขวาที่จับปืนกลับมา
เมื่อมองไปที่แผลที่มีเืสีแดงซึ่งปรากฏผ่านรอยขาดของแขนเสื้อ ประธานหวังรู้สึกเหมือนตระหนักได้ว่าเขาเพิ่งจะเฉียดเข้าใกล้ความตายไปหยกๆ
ตอนนี้ ดวงตาของเฉินเฟิงไม่ได้เฉยเมยอีกต่อไป แต่เต็มไปด้วยความอาฆาต
ถ้าประธานหวังยังกล้าปฏิเสธอีก บัตรเครดิตสีดำอีกใบในมือของเฉินเฟิงจะปลิวตัดผ่านคอของประธานหวังจริงๆ แน่
"เอ่อ เออ...แค่ระดมทุนนะ? ฉันจะระดมทุนให้แกตอนนี้เลย หลังจากนี้ไปแกกับบริษัทถือว่าไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันอีก"
ประธานหวังหวาดกลัวจนหัวใจแทบวายตายอยู่แล้ว นักแสดงประกอบฉากอย่างเฉินเฟิงมีฝีมือขนาดนี้ได้อย่างไร เขารีบพูดไปพลางหยิบโทรศัพท์ออกมาถ่ายรูปบัตรยูเนี่ยนเพย์ของเฉินเฟิงเพื่อระดมทุนให้เขา
ไม่นานนัก โทรศัพท์มือถือยี่ห้อหัวเวยของเฉินเฟิงก็มีข้อความแจ้งเตือน ข้อความแจ้งเตือนนั้นมาจากการระดมทุนของประธานหวัง
[เรียนคุณเฉินเฟิง
วันนี้ ซือน่ามิวสิคกรุ๊ป ได้ริเริ่มการระดมทุนเพื่อช่วยเหลือผู้พิการในนามของคุณ
โครงการ "ระดมทุน 30 ล้านเพื่อจัดคอนเสิร์ตให้เฉินเฟิงผู้พิการ" ได้รับการอนุมัติแล้ว ระยะเวลาดำเนินการคือหนึ่งเดือน
บัญชีรับเงินระดมทุน คือ 6230***** 7892
ชื่อผู้รับเงิน คือ เฉิน เฟิง
หากจำนวนเงินระดมทุนไม่ถึง 30 ล้านภายในหนึ่งเดือน เงินที่ถูกระดมทุนได้จะถูกโอนเข้าบัญชีมูลนิธิช่วยเหลือผู้พิการทางการได้ยินและการส่งเสียงที่จัดตั้งโดยซือน่ามิวสิคกรุ๊ปทั้งหมด]
หลังจากอ่านข้อความจนจบ เฉินเฟิงมองตาประธานหวังด้วยสายตาเ็า เขาพ่นลมหายใจอย่างดูถูกให้กับกลอุบายของประธานหวัง แต่ปากกลับไม่ได้พูดอะไรออกมา
"ฉันเป็เ้านายของแกมาสิบห้าปี อย่าพูดว่าฉันไม่เห็นอกเห็นใจ
ฉันบริจาคให้แกตั้งหนึ่งพันห้าร้อยหยวนด้วยเงินส่วนตัว ถือว่าเป็การเริ่มต้นที่ดีว่าไหม
คิดซะว่าฉันซื้อตั๋วคอนเสิร์ตของล่วงหน้าแล้วกัน ฮ่าๆ
ไม่งั้นนะ ครบเดือนก็คงได้ไม่ถึงหมื่นห้า
แฟนๆ ของไอดอลบางคนในปัจจุบันอาจคลั่งไคล้ไอดอลมาก แต่พวกเขาไม่ได้โง่ โดยเฉพาะแฟนๆ ของคนที่หายไปสิบปีอย่างแก"
ประธานหวังคิดว่ากลอุบายของเขาทำให้เฉินเฟิงต้องหน้าแห้งอีกครั้ง เขาจึงหัวเราะเยาะเย้ยเฉินเฟิงอย่างสนุกสนาน
ในขณะเดียวกัน ประธานหวังยังยกโทรศัพท์ของเขาขึ้นมาให้เฉินเฟิงดูว่าเขาบริจาคเงินหนึ่งพันห้าร้อยหยวนจริง
"ลุงหวัง...จำไว้ให้แม่น...เมื่อคอนเสิร์ตผมจบลงอย่างสมบูรณ์แบบ
ทั้ง ซือน่ากรุ๊ป... จะตกอยู่ในกำมือผม ... และคุณจะต้องคุกเข่าลง ตรงหน้าผม"
เฉินเฟิงหยิบตราสัญลักษณ์ที่แสดงถึงสถานะการเป็หนึ่งในสามค่ายเพลงั์ใหญ่ในโลกของซือน่ามิวสิคกรุ๊ปแล้วบีบจนแบน
พร้อมกันนั้น เฉินเฟิงกระแทกเท้าขวา เพียงครั้งเดียวกลับทำให้กระเบื้องหินแกรนิตที่แข็งแกร่งในออฟฟิศทั้งห้องเกิดรอยร้าว
เชิงอรรถ
[1] สี่จตุรเทพแห่งเสียงเพลง หรือ สี่มหาเทวราช เป็ฉายาที่ใช้เรียกกลุ่มศิลปินนักร้องชายชาวฮ่องกงที่มีชื่อเสียงโด่งดังในยุค 90s
