อวิ๋นซีชกเขาไปแรงๆ สองหมัด “จวนเจิ้นหนานอ๋องมีเื่ให้หนักใจมากเป็กอง แค่ผิงถิงจวิ้นจู่จางเหวินเหมยคนนั้นก็ไม่ธรรมดาแล้ว ตัวท่านกลับไปตกปากรับคำเสียได้...ไม่ได้ ข้าต้องไปหาเสด็จพ่อ”
เมื่อพูดจบ นางก็คิดจะมุ่งหน้าไปด้านนอก คนมีสิทธิ์อันใดมาให้คนนอกกลุ่มหนึ่งเข้าพำนักที่บ้านนาง หากว่าผู้มาเยือนเป็พวกรักสงบก็ช่างเถอะ แต่นี่กลับเป็คนจำพวกที่ไม่ยอมอยู่สงบๆ เสี้ยวเหวินตี้ผู้นี้คงคิดว่าวันคืนอันสงบสุขของนางผ่านไปอย่างมั่นคงเกินไปกระมัง ถึงได้สรรหาความไม่สำราญมาให้
จวินเหยียนกอดภรรยาตัวน้อยที่หงุดหงิดงุ่นง่านจนแทบจะเดินออกไปะเิอารมณ์ที่ด้านนอกเอาไว้ในอ้อมแขนตน เขาจูบนางทันที เพราะมีเพียงวิธีนี้เท่านั้นที่จะทำให้ใจนางเย็นลง ทว่า ครั้งนี้เขาดูแคลนความกรุ่นโกรธของอวิ๋นซีมากไป เขาที่เพิ่งบรรจงจูบลงไปก็โดนอวิ๋นซีงับริมฝีปากอย่างรุนแรง ก่อนจะตามมาด้วยรสชาติคาวเืที่คละคลุ้งทั่วช่องปากของคนทั้งสอง
อวิ๋นซีมองท่าทางราวกับเป็ผู้บริสุทธิ์ของจวินเหยียน นางแค่นเสียงเ็าขณะนั่งลงบนเก้าอี้ที่อยู่ด้านข้าง เมื่อครู่ได้กัดบุรุษตนจนาเ็วก็คล้ายกับเป็การเรียกสตินางขึ้นมาเช่นกัน “เสด็จพ่อของท่าน ช่างเป็คนสารเลว ทำให้ข้าโมโหแทบตาย”
จวินเหยียนมองสตรีที่ด่าว่าบิดาเขาด้วยความโกรธเคืองอย่างไม่สนใจสิ่งใดทั้งสิ้น และเป็ตอนนี้เองที่เขารู้สึกปลง “เื่นี้ เสด็จพ่อเองก็ทำอันใดไม่ได้ ถ้าจะให้สามีพูดตามตรง คนที่เป็ตัวร้ายในครั้งนี้คือเจิ้นหนานอ๋อง”
ในตอนที่คนทั้งสองกำลังทำตาเล็กตาใหญ่ ถลึงตามองกันอยู่ ด้านนอกก็มีเสียงของเพ่ยเอ๋อร์พูดขัดขึ้น “ท่านอ๋อง พระชายา เจิ้นหนานอ๋องมาแล้วเพคะ” นางมองหน้าเ้านายของตนที่ดำคล้ำยิ่ง กลืนน้ำลายแล้วกล่าวต่อ “พวกเขานำสัมภาระมาด้วยเพคะ”
อวิ๋นซียืนขึ้นด้วยความโกรธเกรี้ยว แค่นเสียงเ็า “ผู้อื่นมาพำนักที่นี่นี่ หากไม่นำสัมภาระมา หรือว่าเปิ่นเฟยจักต้องจัดการดูแลกระทั่งเื่เสื้อผ้าอาภรณ์ให้พวกเขาด้วย” นางต้องไปดูสักหน่อยว่า เ้าเจิ้นหนานอ๋องสมควรตายนั่นเป็เทพเ้ามาจากที่ใด คนเพิ่งมาถึงเมืองหลวงได้ไม่นานก็คิดจะมาหาเื่นางแล้ว
ตอนที่อวิ๋นซีเดินออกไปถึงหน้าประตู เพ่ยเอ๋อร์ก็พูดต่อ “พระชายาเพคะ รัชทายาทเองก็เสด็จมาด้วยเพคะ”
อวิ๋นซีที่กำลังเดินไปข้างหน้าอย่างโกรธเกรี้ยวถึงกับชะงักฝีเท้าแทบจะในทันที “วันนี้มันวันอะไร เหตุใดทุกคนถึงได้มุ่งมาหาข้ากันหมด” นางหัวเราะเ็าในใจ อย่างไรเสีย รัชทายาทโอวหยางเทียนหัวจะยอมปล่อยโอกาสที่จะได้ซื้อใจเจิ้นหนานอ๋องมาเป็พวกพ้องตนได้อย่างไร
เพียงแต่เขาร้อนใจเกินไปหรือเปล่า ตอนนี้มันเวลาใดกัน ถึงขนาดจะพุ่งเข้ามาในจวนหนิงอ๋องอย่างรนหาที่ ครั้งนี้เป็งานพระราชสมภพของฮ่องเต้ที่เหล่าขุนน้ำขุนนางใหญ่ประจำเมืองที่มีเขตปกครองเป็ของตน รวมถึงบรรดาจวิ้นอ๋อง ท่านอ๋องทั้งหลายต่างก็มาร่วมงานนี้กันหมด ซึ่งนี่ถือเป็โอกาสที่ดีที่ฮ่องเต้จะได้เห็นว่า บรรดาองค์ชายเหล่านี้ได้กระทำเื่ต่างๆ เพื่อราชบัลลังก์ไปถึงขั้นไหน
สำหรับรัชทายาท การกระทำนี้ของเขาจะนับว่าเป็การหาพรรคพวกอย่างโจ่งแจ้งหรือไม่?
จวินเหยียนเดินเข้ามาโอบบ่านาง จากนั้นจึงยิ้มแล้วกล่าวว่า “เหตุใดต้องโกรธด้วยเล่า ผู้อื่นมารนหาที่ตายถึงที่ พวกเราจะรั้งไว้ก็ย่อมไม่ได้ อย่างไรเสีย พวกเราก็แค่ทำเื่ของเราให้ดีเป็พอ”
“เช่นนั้นท่านก็ไปทูลเสด็จพ่อของท่านแล้วกัน พวกเราแค่ให้พวกเขายืมสถานที่เพื่อพักอาศัยเป็การชั่วคราวเท่านั้น ส่วนคนอื่นๆ ที่อยากจะเข้ามาพบเจิ้นหนานอ๋อง จะให้ดีก็ไสหัวไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ อย่าได้ให้คนมาปรากฏกายอยู่ที่จวนอ๋องของข้า มิเช่นนั้นก็อย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจ” ที่นี่คือบ้านของนาง ไม่ใช่ใครอยากเข้ามาพักก็มาได้ ครั้งนี้ถือว่าเสี้ยวเหวินตี้ทำเกินไปแล้วจริงๆ “อีกเื่หนึ่ง ท่านก็ถือโอกาสนี้ไปแจ้งต่อกรมวังด้วยเลย รายจ่ายค่ากินค่าอยู่ของครอบครัวเจิ้นหนานอ๋องตลอดระยะเวลาที่พักอยู่ในจวนข้านี้ ข้าจะคิดคำนวณทุกอย่าง หากทางกรมวังไม่ให้เงินคืนมาละก็ ตัวข้านี้ก็จะไปทวงคืนที่เสด็จพ่อ”
เพ่ยเอ๋อร์ที่ตามอยู่เื้ัเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็อดยิ้มออกมาไม่ได้นางกล่าว “พระชายา ทำเช่นนี้จะได้จริงๆ หรือเพคะ? ”
“ทำไมจะไม่ได้? เปิ่นเฟยต้องรับเงินเดือนทุกเดือนจำนวนหนึ่งพันตำลึงจากกรมวัง ท่านอ๋องเองก็ได้หนึ่งพันห้าร้อยตำลึง และหากพวกเราจะจับจ่ายใช้สอย ไม่ต้องใช้เงินหรืออย่างไร แล้วเงินสองพันกว่าตำลึงนี้ สำหรับชีวิตประจำวันของคนในจวนอ๋องก็มีใช้อย่างกระเบียดกระเสียร เพราะแค่ยามปกติเรายังต้องนำเงินเก็บส่วนตัวจากในคลังของจวนอ๋องเรามาช่วยจ่ายเพิ่มด้วยซ้ำ มิเช่นนั้นทุกคนในจวนนี้คงได้ท้องหิวกันหมดแล้ว”
เงินของนางไม่ใช่ว่าพัดมาตามสายลมเปล่าๆ สำหรับนางแล้ว เงินทุกอีแปะล้วนต้องนำไปใช้จ่ายกับสิ่งที่ควรจ่าย อีกทั้ง การกินอยู่อาศัยของครอบครัวเจิ้นหนานอ๋องนี้ย่อมชัดเจนว่าไม่เกี่ยวข้องอะไรกับนาง ดังนั้น ไม่ว่าจะกรมพระคลังก็ดี กรมวังก็ช่าง สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็ความรับผิดชอบของพวกเขา
ตอนนี้นางรับครอบครัวเจิ้นหนานอ๋องเข้ามาพักอยู่ด้วยด้วยความจำยอม ทว่า ค่าใช้จ่ายเ่าั้ หากนางยังต้องออกให้ก็เกรงว่าจะไม่ใช่เื่ เพราะนางหาใช่พวกคนที่สามารถหาเงินได้มากเกินจนไม่มีที่เก็บ
เพ่ยเอ๋อร์ลูบจมูกตนเบาๆ อันที่จริงจวนอ๋องแห่งนี้ไม่ได้ยากจนอย่างที่พระชายากล่าว ด้วยเื่สถานะทางการเงินของจวน แม้ไม่พูดถึงรายรับที่ได้มาจากการค้าของตระกูลฉิน และนับเพียงรายรับทั้งปีของร้านค้าและพื้นที่เพาะปลูกในนามของจวนอ๋องก็พอจะให้คนจวนหนิงอ๋องทั้งสามจวนสามารถอยู่รอดได้ แต่การที่พระชายาเอาแต่ร่ำร้องว่ายากจนเช่นนี้เป็เพราะในใจมีความคับแค้นก็เท่านั้น
เพียงแต่ไม่รู้ว่าหากฝ่าาทรงทราบเื่นี้เข้า พระองค์จะว่าอย่างไร
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เพ่ยเอ๋อร์คิดไม่ถึงก็คือ หลังจากที่เสี้ยวเหวินตี้รู้ว่า อวิ๋นซีด่าว่าเขาว่าเป็คนสารเลว คนกลับทำเพียงหัวเราะฮ่าฮ่าออกมา ทั้งยังพูดกับถงไห่อีกว่า “ตอนที่เป็องค์ชาย เจิ้นไม่เคยถูกใครด่าว่า หลังจากที่กลายมาเป็ฮ่องเต้ก็ยิ่งไม่มีใครกล้าด่าว่าเจิ้น มิคาดลูกสะใภ้ผู้นี้จะเป็คนที่พิเศษและหาได้ยากยิ่ง นางถึงกับกล้าด่าว่าเจิ้นสารเลว”
นอกจากนี้ เสี้ยวเหวินตี้ยังให้ถงไห่นำเงินจำนวนหมื่นตำลึงไปมอบให้จวนหนิงอ๋องอย่างลับๆ เพื่อเป็ค่าอยู่ค่ากินของครอบครัวเจิ้นหนานอ๋อง
แน่นอน เื่เหล่านี้จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ไม่นาน...
กลับมาทางด้านอวิ๋นซี ยามที่นางเดินไปถึงโถงรับรองด้านหน้าก็ได้เห็นคนหลายคนกำลังนั่งอยู่ที่ห้องโถงใหญ่ โดยบนที่นั่งอันดับแรกทางฝั่งขวาเป็ชายชราที่มีอายุราวหกสิบกว่า แม้อายุคนจะนับว่าแก่เฒ่า แต่ก็ยังดูแข็งแรง สติแจ่มชัดยิ่ง เพียงได้พิศก็รู้แล้วว่า เขาไม่ใช่คนที่จะหาเื่ได้ง่ายๆ
นางรู้ คนคนนี้ก็คือเจิ้นหนานอ๋องผู้ที่ทำหน้าที่ปกปักเฝ้าระวังชายแดนภาคใต้อยู่ เมื่อนางและจวินเหยียนเดินไปถึงเบื้องหน้าชายชรา พวกนางก็พร้อมใจกันคารวะ จากนั้นจึงเดินไปนั่งยังตำแหน่งที่นั่งหลัก
จวินเหยียนหันมองเจิ้นหนานอ๋องแล้วกล่าวว่า “เื่ที่เสด็จอาเจิ้นหนานจะมาพักอยู่ที่จวนหนิงอ๋อง เสด็จพ่อได้บอกกล่าวกับจวินเหยียนแล้ว อีกเดี๋ยวพระชายาจักจัดแจงที่พักให้พวกท่าน เพียงแต่พื้นที่ของจวนอ๋องเองก็มีจำกัด หวังว่าในระหว่างที่เสด็จอามาพักอยู่นี้จะไม่รังเกียจ”
อวิ๋นซีคิดอยากจะกลอกตา หากใครกล้ารังเกียจละก็ เช่นนั้นก็รีบไสหัวไปเสีย
เจิ้นหนานอ๋องหัวเราะฮ่าฮ่า กล่าวตอบ “หนิงอ๋องตรัสอันใดเช่นนั้น คำพูดนั้นควรเป็พวกเราที่มารบกวนพวกท่านต่างหาก มีที่ไหนกันที่แขกจะรังเกียจเ้าบ้าน”
“ข้าไม่พักที่นี่หรอก ข้าจะไปพักที่จวนองค์ชายห้า” จู่ๆ หลินหลานถิงก็ลุกขึ้นยืนแล้วพูดขึ้น
เมื่ออวิ๋นซีได้ยินเช่นนั้นก็คล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้มมองไปยังหลินหลานถิง “คุณหนูหลินอยากจะพักที่จวนองค์ชายห้า แน่นอนว่าย่อมได้” พูดจบ นางก็หันไปสั่งเพ่ยเอ๋อร์ที่อยู่ข้างกาย “ไปบอกพ่อบ้านให้เตรียมรถม้าไปส่งคุณหนูรองหลินที่จวนองค์ชายห้า”
นางพูดจบ เจิ้นหนานอ๋องก็โกรธขึ้นมาทันที ชายชรามองไปยังหลินหลานถิงด้วยสายตาเ็า “เ้า หุบปากเดี๋ยวนี้! รีบไปขอพระราชทานอภัยจากพระชายาเดี๋ยวนี้ ชายาหนิงอ๋องพระทัยกว้างขวาง ทรงยอมให้พวกเราเข้ามาพักอาศัย แต่เ้ากลับมาะโไร้สาระอยู่ที่นี่”
หลินหลานถิงอดไม่ได้ให้น้อยอกน้อยใจยิ่ง “ท่านตา ข้าและชายาหนิงอ๋องมีความแค้นต่อกัน ครั้งก่อนนางิ่เกียรติข้าต่อหน้าพี่เขย ดังนั้น ตัวข้าย่อมไม่ยอมพักอยู่ที่นี่แน่”
คำพูดของหลินหลานถิงทำให้ห้องโถงเงียบลงทันใด โอวหยางเทียนหัวเองก็เฝ้ามองฉากตรงหน้าราวกับกำลังรับชมละครสนุกอยู่ก็ไม่ปาน หึหึ ิ่เกียรติคุณหนูจวนเจิ้นหนานอ๋อง? อวิ๋นซีผู้นี้ช่างมีความสามารถเสียจริง
ส่วนอวิ๋นซีนั้นไม่ได้คิดอะไรทั้งสิ้น นางทำเพียงมองไปยังหลินหลานถิงอย่างนึกสนุก นางยิ้มถาม “ตอนที่คุณหนูรองหลินกล่าวว่าเปิ่นเฟยไปิ่เกียรติเ้า เหตุใดจึงไม่เล่าให้ทุกคนฟังด้วยว่า เ้าพลิกคว่ำสำรับอาหารที่เปิ่นเฟยและน้องชายของพระสนมซูเฟย ผู้นำตระกูลเจียงกำลังกินอย่างไร เหตุใดจึงไม่เล่าให้ทุกคนฟังด้วยว่า เ้าถือดีที่ตนมีสถานะสูงส่งเรียกขานเปิ่นเฟยว่าคนชั้นต่ำ เหตุใดจึงไม่เล่าเื่ที่เ้าจะให้สาวใช้ตีเปิ่นเฟยให้ตายด้วยเล่า? ”
