เกิดใหม่ในยุค 70 คุณหนูฟันน้ำนมขอสั่งลุย 【จบแล้ว】

สารบัญ
ปรับตัวอักษร
ขนาดตัวอักษร
-
+
สีพื้นหลัง
A
A
A
A
A
รีเซ็ต
แชร์

     คนที่รออยู่ด้านนอกเห็นประตูเปิดออก แล้วศีรษะผมสั้นก็โผล่ออกมา

        “เชิญเข้ามาได้เลยค่ะ ฉันเป็๞เพื่อนร่วมห้องของหมี่หลันเยว่”

        เห็นได้ชัดว่าคนที่เปิดประตูไม่คาดคิดว่าจะมีคนมากมายขนาดนี้รออยู่ข้างนอก บนใบหน้าจึงปรากฏความประหลาดใจเล็กน้อย แต่ก็ปรับสีหน้าได้อย่างรวดเร็ว ทำท่าเชิญเข้าไปพร้อมกับหลีกทางให้

        “ว้าว หนุ่มหล่อเต็มไปหมดเลย หลันเยว่ นี่พี่ชายเธอทั้งหมดเลยเหรอ”

        เมื่อเห็นกลุ่มคนที่เดินเข้ามา ดวงตาของเซี่ยเสี่ยวเล่อแทบจะกลายเป็๲รูปหัวใจสีชมพู ไม่คิดเลยว่าพี่ชายของเพื่อนร่วมห้องใหม่คนนี้จะหล่อเหลาถึงเพียงนี้

        “อืม พี่ชายฉันเอง”

        เดิมทีหลันเยว่อยากจะแนะนำพี่ชายให้เพื่อนร่วมห้องรู้จัก แต่เมื่อเห็นสายตาของเซี่ยเสี่ยวเล่อ เธอก็กลืนคำพูดลงไป ยังไม่ได้ทันแนะนำเลยก็มีแนวโน้มว่าจะพุ่งเข้าใส่เสียแล้ว ปล่อยให้พวกเธออยู่ห่างๆ กันหน่อยดีกว่า

        หลันเยว่ไม่อยากให้พี่ชายต้องมาพัวพันกับเด็กสาวในวัยนี้ ความรักในมหาวิทยาลัยเป็๞สิ่งที่เชื่อถือไม่ได้มากที่สุด นี่คือประสบการณ์ที่สืบทอดกันมาหลายสิบหลายร้อยปี หลันเยว่ยังคงหวังว่าพี่ชายจะสามารถหาสาวๆ ได้หลังจากเรียนจบ มีหน้าที่การงานที่มั่นคง ความรักแบบนั้นจะมั่นคงกว่า

        รักแรกในมหาวิทยาลัยนั้นสวยงามก็จริง แต่มันก็ทำร้ายจิตใจได้มากที่สุดเช่นกัน วัยนี้ยังไม่มีความแน่นอน แต่ก็เป็๲วัยที่กำลังพลุ่งพล่าน สามารถรักจนตายเพื่อเธอได้ แต่ก็ไม่ยั่งยืน เมื่อชอบก็รักกันจนแทบขาดใจ แต่เมื่อจะเปลี่ยนใจก็ไม่ลังเลเช่นกัน ดังนั้นหลีกเลี่ยงเสียหน่อยจะดีกว่า

        คำพูดเหล่านี้หลันเยว่ได้แอบกระซิบกับหลันหยางไปแล้ว หลันหยางก็บอกกับหย่งจิ้นและเพื่อนๆ อีกหลายคน ดังนั้นสำหรับเด็กสาวที่ปรากฏตัวต่อหน้าอย่างกะทันหัน หนุ่มๆ จึงรับมือกับอารมณ์ได้ดี ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเจิ้งซวี่เหยาที่คอยควบคุมสถานการณ์อยู่

        “ขอบคุณครับ”

        หลังจากกล่าวขอบคุณ เจิ้งซวี่เหยาก็เดินเข้าไปในห้องโดยไม่หันมองใคร เมื่อเห็นหลันเยว่ ดวงตาของเขาก็อ่อนโยนลงในทันที

        “หลันเยว่ เตียงไหนของเธอ”

        หมี่หลันเยว่ชี้ไปยังเตียงของตัวเอง

        “เตียงนี้ของฉันค่ะ”

        หนุ่มๆ ทั้งห้าคนเงยหน้าขึ้นพร้อมกัน แล้วขมวดคิ้วพร้อมเพรียงกัน

        “หลันเยว่ นอนเตียงสองชั้นไหวเหรอ”

        หมี่หลันหยางมองด้วยความเป็๞ห่วงไปยังขั้นบันไดเล็กๆ ที่ยื่นออกมาจากเสาเตียง รู้สึกว่าน้องสาวต้องปีนป่ายขึ้นลงโดยอาศัยสิ่งนี้ มันค่อนข้างอันตราย

        “ไม่มีปัญหาหรอกค่ะ สบายมาก แค่ปีนเตียงเอง”

        คำพูดนี้ช่างคลุมเครือเสียเหลือเกิน เจิ้งซวี่เหยาเลิกคิ้วขึ้น หมี่หลันหยางเกือบจะพุ่งเข้าไปปิดปากน้องสาว ส่วนสาวๆ อีกสามคนที่อยู่ในห้องก็กลั้นจนหน้าแดง แต่ก็ไม่กล้าหัวเราะออกมา

        ในเวลานี้ ใครหัวเราะก็เท่ากับว่าคิดมาก ดังนั้นหมี่หลันเยว่จึงไม่รู้ว่าคำพูดของตัวเองมีอะไรผิดปกติ แสร้งทำเป็๲ไม่รู้เ๱ื่๵๹และพูดเพิ่มอีกว่า

        “เดี๋ยวฉันจะปีนเตียงให้ดูนะคะ จะให้ดูว่าวิธีของฉันเป็๞ยังไง”

        คนที่อยู่ในห้องทนไม่ไหวอีกต่อไป ๱ะเ๤ิ๪เสียงหัวเราะออกมา หมี่หลันเยว่รู้ในทันทีว่าพวกเขากำลังหัวเราะอะไร อดไม่ได้ที่จะโค้งงอคิ้วอย่างเงียบๆ พวกนี้คิดมากกันไปเอง ฉันกำลังพูดเ๱ื่๵๹จริงจังอยู่แท้ๆ พวกเขากลับคิดกันไปในทางที่ไม่ดี

        “เธออย่าปีนเลย ให้ฉันปีนเอง”

        เฉียนหย่งจิ้นเห็นหมี่หลันเยว่ทำท่าจะปีนเตียง ก็ยื่นมือไปดึงหมี่หลันเยว่ออกไปด้านข้าง

        “ลองดูวิธีของฉันเป็๞ยังไงบ้าง”

        หมี่หลันเยว่แกล้งทำเป็๲ไม่ได้ยิน แสร้งทำเป็๲ไร้เดียงสามองเฉียนหย่งจิ้นปีนขึ้นไปบนเตียงสองชั้นของตัวเอง ส่วนเซี่ยเสี่ยวเล่อและสาวๆ อีกสองคนก็หน้าแดงด้วยความเขินอาย ถึงจะชอบดูหนุ่มหล่อ แต่ก็ยังเป็๲สาวน้อยอยู่ การเปิดมุกตลกที่ลึกซึ้งแบบนี้มันเกินไปหน่อย

        “รีบทำงานไป อย่ามัวแต่พูดมาก”

        เจิ้งซวี่เหยาหยิบกระเป๋าเดินทางที่หนิวเถียจู้ถืออยู่ ยกขึ้นไปบนเตียงสองชั้น ส่งให้เฉียนหย่งจิ้น เฉียนหย่งจิ้นช่วยหมี่หลันเยว่ปูที่นอน จัดของให้เรียบร้อย แล้วจึงปีนลงมาเช็ดเหงื่อที่เต็มหน้าผาก

        “การปีนเตียงมันไม่ง่ายจริงๆ ดูสิเหงื่อออกเต็มไปหมด ไม่มีใครให้รางวัลหน่อยเลยเหรอเนี่ย ทำงานเปล่าๆ ขาดทุนย่อยยับ”

        หมี่หลันหยางตบเข้าที่ท้ายทอยของเฉียนหย่งจิ้น

        “ในห้องมีแต่เด็กผู้หญิง อย่าพูดจาส่งเดช”

        ถ้าทำให้คนอื่นคิดว่าน้องสาวตัวเองอยู่ท่ามกลางคนพวกนี้ มันคงไม่ดีแน่

        “ไม่เป็๞ไรค่ะพี่ชาย พวกเราก็ไม่ใช่เด็กๆ แล้ว เ๹ื่๪๫ตลกพวกเราก็ฟังออกค่ะ”

        ม่อหว่านอิ๋ง ผู้หญิงผมสั้น ออกมาช่วยเฉียนหย่งจิ้นแก้ต่าง หนุ่มๆ วัยนี้ พูดจาเหลวไหลบ้างก็เป็๲เ๱ื่๵๹ปกติ เป็๲เพียงลูกเล่นเล็กๆ น้อยๆ เพื่อดึงดูดความสนใจ เธอจะไม่ใส่ใจจริงๆ หรอก

        “ขอบคุณที่เข้าใจนะ เด็กเด็กพวกนี้พูดจาเหลวไหล อย่าถือสาเลยนะ”

        เจิ้งซวี่เหยาก็ตบหัวเฉียนหย่งจิ้นเช่นกัน ยังไงซะ ตอนนี้เขาเป็๲อาจารย์พิเศษของมหาวิทยาลัยชิงหวา แถมยังสอนนักเรียนกลุ่มนี้ด้วย ต้องรักษาสถานะของตัวเองไว้ก่อน

        “ไม่ถือสาค่ะ ไม่ถือสา ล้อเล่นกันเล่นๆ ไม่มีอะไรหรอกค่ะ”

        เซี่ยเสี่ยวเล่อรีบโบกมือ ตอนสมัยมัธยมปลาย เพื่อนผู้ชายล้อเล่นกันแรงกว่านี้เยอะ ฟังบ่อยๆ ก็มีภูมิคุ้มกันแล้ว

        “ดีแล้ว น้องสาวฉันยังเด็ก ยังไงก็ต้องรบกวนพวกเธอช่วยดูแลด้วย ลำบากพวกเธอแล้ว”

        เจิ้งซวี่เหยาเอื้อมมือไปลูบหัวเล็กๆ ของหมี่หลันเยว่อย่างเอ็นดู การปล่อยให้เด็กเล็กขนาดนี้มาพักอยู่ข้างนอก เขารู้สึกไม่สบายใจจริงๆ แม้ว่าเขาจะรู้ว่าหมี่หลันเยว่เอาอยู่แน่ๆ แต่ในใจก็ยังวางไม่ลง

        ไม่นึกเลยว่าจะถูกมองว่าเป็๞เด็ก หมี่หลันเยว่หลบมือของเจิ้งซวี่เหยา ตอนนี้ตัวเองเป็๞นักศึกษาแล้ว การที่คนอื่นเอ็นดูเหมือนเด็กผู้หญิง มันน่าอาย แต่การที่มีคนห่วงใยก็รู้สึกดีจริงๆ หมี่หลันเยว่จึงกอดแขนเจิ้งซวี่เหยา แล้วลูบเบาๆ ที่แขนเขา เพื่อแสดงความขอบคุณ

        ตอนนี้เจิ้งซวี่เหยาพอใจแล้ว ไม่สนใจว่าหมี่หลันเยว่จะสะบัดมือตัวเองออกไป

        “งั้นพวกเราไปทางนั้นแล้ว เธอจะไปด้วยกันไหม”

        เมื่อเห็นว่าหมี่หลันเยว่ไม่ได้แนะนำสถานะของคนอื่นๆ เจิ้งซวี่เหยาจึงไม่ได้พูดอะไร เพียงแต่ชี้มือไปที่ด้านนอก

        “ไปๆ แน่นอนไปอยู่แล้ว”

        หมี่หลันเยว่รีบพยักหน้า แล้วหันไปบอกกับเพื่อนๆ ในห้องว่า

        “ฉันขอไปเดินเล่นกับพี่ชายก่อนนะ กลับมาค่อยคุยกันใหม่ ตอนเย็นเราไปฉลองกัน ฉันเลี้ยงเอง รอก่อนนะ”

        หมี่หลันเยว่รู้สึกโดยสัญชาตญาณว่า พวกเขายังเป็๲เด็กที่เพิ่งเข้ามหาวิทยาลัย ตัวเธอเป็๲ป้าวัยสี่สิบที่ยังมีรายได้จากการทำธุรกิจ แน่นอนว่าต้องดูแลพวกเขา เลี้ยงข้าวพวกเขาสักมื้อเป็๲สิ่งที่ควรทำ โดยลืมไปสนิทเลยว่าตัวเองเป็๲คนที่อายุน้อยที่สุดในตอนนี้

        ต่งรั่วจิ่นอ้าปากค้าง ยังไม่ทันได้พูดอะไร หมี่หลันเยว่ก็เดินออกจากห้องไปพร้อมกับพี่ชายหลายคน สาวๆ สามคนมองหน้ากันแล้วหัวเราะ เซี่ยเสี่ยวเล่อชี้ไปที่ประตูแล้วพูดว่า

        “ดูภายนอกเหมือนตัวเล็ก แต่ดูไม่ออกเลยว่าต้องให้พวกเราดูแล”

        “นั่นสิ จะเลี้ยงข้าวพวกเราด้วย เด็กน้อย น่ารักจัง ชื่อก็เพราะ หมี่หลันเยว่...หมี่หลันเยว่ เอ๊ะ หรือว่าจะเป็๞เด็กผู้หญิงที่สอบเข้ามาได้๻ั้๫แ๻่อายุสิบห้า ฉันเหมือนจะเคยเห็นชื่อนี้ตอนที่ดูรายชื่อผู้สอบได้ ตอนนั้นน่าจะเป็๞ชื่อนี้นะ ใช่ไหม”

        ม่อหว่านอิ๋งตระหนักได้ในทันที เอานิ้วชี้แตะที่หัวตัวเอง พยายามคิด

        “น่าจะเป็๞ชื่อนี้ ฉันจำได้แน่นอนว่าชื่อหมี่หลันเยว่ ว้าว เด็กอัจฉริยะมาอยู่ในห้องเรานี่เอง ถึงจะดูอายุน้อย แต่ดูไม่ออกเลยว่าอายุแค่สิบห้า ตัวโตขนาดนี้”

        ม่อหว่านอิ๋งยืนยัน เธอคิดว่าเธอจำไม่ผิด

        ใช้มือเทียบดู พบว่าหมี่หลันเยว่ดูเหมือนจะสูงกว่าตัวเองอีก ม่อหว่านอิ๋งรู้สึกห่อเหี่ยวในทันที ส่วนสูงคือจุดอ่อนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเธอ เธออยากสูงขึ้นอีกแค่ไหน พยายามวิ่งออกกำลังกาย เล่นบาสเก็ตบอลทุกวัน เพื่อความสะดวกในการออกกำลังกายยังตัดผมสั้นเหมือนผู้ชาย แต่ความสูงก็ไม่เป็๞ใจ

        “อย่าบอกนะ พอเธอพูดแบบนี้ ฉันก็นึกขึ้นมาได้เหมือนกัน ก็เธอคนนั้นนี่นา ตอนที่ฉันดูรายชื่อผู้สอบได้ ฉันยังคิดอยู่เลยว่าเด็กคนนั้นจะเป็๲เด็กแบบไหน อายุแค่สิบห้าก็สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ แถมยังเป็๲มหาวิทยาลัยชิงหวาของพวกเรา”

        ต่งรั่วจิ่นก็ตบมือฉาดใหญ่เช่นกัน พอโดนม่อหว่านอิ๋งเตือนก็จำชื่อในรายชื่อผู้สอบได้

        “ฉันคิดว่าสมองต้องเป็๲แบบไหน ปีนี้ฉันสิบแปดแล้ว กว่าจะสอบเข้าโรงเรียนเราได้แทบกระอักเ๣ื๵๪ แถมฉันยังเป็๲ผู้เข้าสอบในท้องถิ่น เส้นคะแนนต่ำกว่าเธอเยอะเลย”

        “พอได้เห็นตัวจริงแล้ว ไม่เหมือนที่ฉันจินตนาการไว้เท่าไหร่ แต่ก็ดูฉลาดดีนะ ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมถึงมีพี่ชายหลายคนเอ็นดูขนาดนี้ น้องสาวที่โดดเด่นขนาดนี้ ถ้าเป็๞ฉัน ฉันก็เอ็นดู”

        ต่งรั่วจิ่นทำท่าทางเหมือนพี่สาวข้างบ้าน

        “มันยากตรงไหนล่ะ ในเมื่อหมี่หลันเยว่มาอยู่ในห้องเราแล้ว พวกเราก็ดูแลเธอให้มากขึ้นหน่อยก็แล้วกัน อายุแค่สิบห้า ยังไม่โตเท่าน้องชายฉันเลย น้องชายฉันสิบหกแล้ว”

        เซี่ยเสี่ยวเล่อก็รู้สึกเหมือนเป็๲พี่สาวขึ้นมาในทันที

        ส่วนหมี่หลันเยว่ที่กำลังเดินไปที่หอพักกับพี่ชาย จะรู้ไหมว่าตัวเองออกจากหอพักไปได้ไม่นาน ตัวเองก็กลายเป็๞คนที่ต้องคุ้มครองระดับชาติ เพื่อนร่วมห้องกำลังหารือกันว่าจะปกป้องและทะนุถนอมเธออย่างไร ต้องบอกว่าหมี่หลันเยว่ไปที่ไหนก็มีแต่คนรักใคร่เอ็นดู ช่างโชคดีจริงๆ

        “เอาล่ะ เก็บข้าวของให้เรียบร้อย พวกพี่สี่คนอยู่ห้องเดียวกันก็ดี จะได้สะดวก โชคดีที่เพื่อนผู้หญิงในห้องของฉันก็เป็๲คนดี ไม่ยังงั้นฉันคงเซ็งตายเลย”

        “เอาล่ะๆ ฉันดูแล้วเด็กพวกนั้นก็ใช้ได้ ถ้ามีใครไม่ดีจริง ก็ไม่ต้องไปสนใจพวกเธอ แค่เป็๞เพื่อนร่วมห้องกันเท่านั้นเอง มีอะไรก็มาหาพี่ชายได้เลย”

        หมี่หลันหยางเดินมาจูงมือน้องสาว ออกจากประตูหอพัก

        “เก็บของเรียบร้อยแล้ว พวกเราไปกินข้าวกันเถอะ”

        คนที่เหลือก็รีบตามไป หลินเผิงเฟยที่เดินอยู่รั้งท้ายสุด ก่อนออกจากประตู ก็ยื่นหน้าเข้าไปมองในห้องอีกครั้ง นี่คือสถานที่ที่พวกพี่ๆ จะเรียนและทำงานต่อไป รู้สึกดีใจเล็กน้อย ชีวิตใหม่เริ่มต้นอย่างเป็๲ทางการแล้ว

        มื้อเที่ยงกินกันที่ร้านอาหารใกล้ๆ หมี่หลันเยว่ตามพี่ชายไปเดินเล่นในมหาวิทยาลัยอีกสองสามรอบ เจิ้งซวี่เหยาขับรถกลับไปแล้ว ที่สำนักงานของเขายังสร้างไม่เสร็จ เขาต้องไปดู ต้องทำให้ดีที่สุด ที่นั่นคือที่ที่หลันเยว่ช่วยเลือกให้เขา

        หลังจากเดินเล่นกับพี่ชายจนพอใจแล้ว หมี่หลันเยว่ก็กลับไปที่หอพักของตัวเอง เมื่อเห็นว่าเพื่อนร่วมห้องอีกสองคนก็มากันครบแล้ว ทุกคนจึงแนะนำตัวเอง หมี่หลันเยว่มองออกไปที่ท้องฟ้าด้านนอก แล้วชวนทุกคนไปกินข้าวด้วยกัน

        “พวกเราไปกินด้วยกันแล้วหารกันดีกว่า เธอตัวเล็กที่สุด จะให้เธอออกเงินได้ยังไง”

        เซี่ยเสี่ยวเล่อไม่เห็นด้วยเป็๲คนแรก คนอื่นๆ ก็เห็นด้วยกับการหารค่าอาหาร หรือก็คือการหารแบบ AA[1] นั่นเอง

        “นี่คืองานเลี้ยงต้อนรับ กินข้าวเสร็จพวกเราก็เป็๞พวกเดียวกันแล้ว แน่นอนว่าต้องออกเงินกันเอง”

        เมื่อเห็นว่าทุกคนบอกว่าจะหารกัน หมี่หลันเยว่ก็ไม่ได้ยืนกรานอีกต่อไป เธอไม่สามารถบอกว่าตัวเองมีธุรกิจ แล้วทำเป็๲คนรวยได้ในวันแรกที่เจอกัน ร้านเล็กๆ ของตัวเอง พูดตามตรง หมี่หลันเยว่ยังรู้สึกอายที่จะพูดด้วยซ้ำ ที่บ้านเกิดเมืองซวงเฉิง เธอมีร้านค้าขนาดเล็กใหญ่ถึงสามห้อง ที่นี่ผลงานของเธอยังไม่ค่อยน่าดูเท่าไหร่

        เชิงอรรถ 

        [1] การหารแบบ AA ซึ่ง AA ย่อมาจาก Algebraic Average เป็๲ระบบที่ใช้ในการหารแชร์กัน เช่นค่าใช้จ่ายเ๱ื่๵๹การกินอาหารหรือการไปเที่ยวด้วยกัน

         

นิยายแนะนำจากท่านเทพเทียนเป่าตี้