ตาย?
ในฐานะที่เป็คนเคยผ่านความตายมาครั้งหนึ่ง ไม่มีใครที่มีคุณสมบัติที่จะพูดเื่ “ความตาย” มากไปกว่าฉินอวี่อีกแล้ว
นอกจากนี้ ตราบใดที่ลูกหมาป่ายังอยู่ในมือ เขาจะไม่ตาย!
าาหมาป่าจ้องมองไปที่ฉินอวี่ และไม่เคลื่อนไหวใดๆ เมื่อเขาไม่ขยับ หมาป่าสีครามเหล่านี้ก็ไม่ขยับ
เื่เกี่ยวกับชื่อเสียงอันยิ่งใหญ่ของสำนักเหยาฉือ าาหมาป่าย่อมเคยได้ยินมาอย่างแน่นอน เขาจึงไม่คิดจะยั่วยุสำนักเหยาฉือ หากไม่ใช่เพราะลูกหมาป่าอยู่ในมือของฉินอวี่ เขาคงมีความยินดีอย่างยิ่งที่จะช่วยหลิงเหยาจับตัวทั้งสามคน
ฉินอวี่ไม่ได้คิดอย่างคนไร้เดียงสาว่าาาหมาป่าจะต้องโจมตีหลิงเหยา ที่เขาทำไปเช่นนี้ก็เพื่อข่มขู่หลิงเหยาให้หวาดกลัว และลดทอนความฮึกเหิมของนาง
สีหน้าของหลิงเหยาเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย นางระวังตัวจากาาหมาป่า แต่ก็สังเกตเห็นรอยยิ้มที่ดูเ้าเล่ห์ของฉินอวี่ นางหายใจติดขัด หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรง แต่กลับถูกฉินอวี่ทำให้โกรธจนแทบคลั่ง ในขณะนี้ นางไม่สนใจแล้วว่าจะจับตัวสยงท่าเทียนและหลี่เทียนจีได้หรือไม่ นางคิดอยู่เพียงสิ่งเดียว นั่นคือจะต้องฆ่าคนไร้ยางอายผู้นี้เสียก่อน!
“ได้ ข้าก็อยากจะรู้ว่าเ้าจะออกไปได้อย่างไร” แม้ว่าหลิงเหยาจะโกรธเป็อย่างยิ่ง แต่นางกลับสงบลงอย่างรวดเร็วด้วยอารมณ์ที่ไม่ธรรมดา จากนั้นจึงนั่งลงบนพื้น ขัดสมาธิลงด้านข้างของฉินอวี่ และจ้องมองอย่างเ็า
ฉินอวี่อุ้มลูกหมาป่าไว้ ไม่กล้าชะล่าใจ ลูกหมาป่าคือเครื่องรางที่ช่วยชีวิตเขาไว้ เมื่อถูกเอาเปรียบเช่นนี้ เขาก็อยากจะแลกเปลี่ยนกันไปเสียตรงนี้
เมื่อมองไปทางหลิงเหยาที่กำลังจ้องมองตนเองอยู่ ฉินอวี่เปลี่ยนใจ และถามออกไป “เ้าคือคนของสำนักเหยาฉือใช่หรือไม่?”
หลิงเหยาเยาะเย้ย “ตอนนี้มาเสียใจแล้วหรือ? สายไปแล้วล่ะ!”
“เ้าเคยได้ยินชื่อของโจวเสี่ยวชิงไหม?” ฉินอสี่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะถามออกมา
วันเวลาไม่รอคอยผู้ใด ไม่ทราบว่าแม่หญิงงามจะเป็เช่นไร?
“ไม่เคยได้ยิน!” หลิงเหยาฝืนตอบออกไป ภายใต้ผ้าคลุมของนางกำลังจ้องมองไปทางฉินอวี่ด้วยท่าทีเ็า ในมุมมองของนางฉินอวี่นับว่าเป็คนมีความจริงใจต่อผู้อื่น แต่หลิงเหยาได้ตัดสินใจไปแล้วว่าแม้จะปล่อยาาหมาป่านี้ไป นางก็ไม่มีวันยอมปล่อยฉินอวี่ไปอย่างแน่นอน เพียงแค่ขอให้จับตัวฉินอวี่ได้ ก็ไม่ต้องกลัวเื่ที่จะจับสยงเท่าเทียนกับหลี่เทียนจีได้หรือไม่ได้
มีความโศกเศร้าปรากฏในดวงตาของฉินอวี่ ใช่แล้ว เวลาก็ล่วงเลยมากว่าหลายปีแล้ว หากหลิงเหยารู้จักสิน่าจะแปลก
หลังจากที่ฉินอวี่ไม่ถามอะไรต่อ และเริ่มรออย่างเงียบๆ เขาคำนวณเอาไว้ในใจแล้วว่าในระยะเวลาเกือบครึ่งวันนี้ สยงท่าเทียนก็น่าจะสามารถหนีออกไปจากแดนสุสานอสูรได้แล้ว และด้วยสติปัญญาของหลี่เทียนจี และจะต้องรู้อย่างแน่นอนว่าจะต้องไปรอตนเองที่เมืองหลักเทียนอู่ ขอเพียงแค่เดินทางถึงเมืองหลักเทียนอู่ แม้ว่าหลิงเหยาจะอยู่ในขั้นกุมารทิพย์ ก็ยากมากที่จะหาทั้งสองคนเจอในเมืองหลักเทียนอู่ และแน่นอน สิ่งสำคัญที่สุดคือสยงท่าเทียนต้องไม่ก่อเื่อะไรขึ้นมาอีก
หลิงเหยากะพริบตา นางสังเกตเห็นความเศร้าของฉินอวี่ ทำให้หัวใจของหลิงเหยาเต้นแรง จากนั้นจึงละสายตาหันไปมองาาหมาป่าที่กำลังจ้องมองฉินอวี่ หลังจากแอบพูดอะไรบางอย่าง หลิงเหยาก็จ้องไปทางฉินอวี่ก่อนจะพูดว่า “ทำไม โจวเสวี่ยชิงคนนั้นเป็คนในใจของเ้าหรือ?”
ฉินอวี่ส่ายหน้า ใช้มือซ้ายจับลูกหมาป่าไว้ และลูบขนแผงคอของมันเบาๆ ลูกหมาป่าน่าจะเกิดมาได้ไม่นานนัก กระดูกยังไม่เติบโตเต็มที่ ทั้งตัวยังอ่อนปวกเปียก และรูปร่างยังไม่สมบูรณ์เต็มวัย เมื่อมองดูแล้วยังเป็เหมือนลูกหมาตัวหนึ่ง
ดูเหมือนลูกหมาป่าจะชอบให้ฉินอวี่เล่นคนแผงคอของมัน มันลืมตาขึ้น เหลือบมองฉินอวี่ จากนั้นก็เอนลงนอนบนฝ่ามือของฉินอวี่เพื่องีบหลับ ก่อนหน้านี้ขณะที่ฉินอวี่พยายามขยุ่มคอมันอยู่สองสามครั้ง สิ่งนี้ทำให้มันเหน็ดเหนื่อยจากการดิ้นรนอย่างมาก
สิ่งที่ทำให้ฉินอวี่ต้องประหลาดใจก็คือ ดวงตาของลูกหมาป่าดูแปลกเล็กน้อย ข้างหนึ่งเป็สีเขียวและอีกข้างหนึ่งเป็สีขาวซีด
“หรืออาจจะเป็คนของสำนักเหยาฉือ?” หลิงเหยากล่าวต่อ โดยพยายามเบนความสนใจของฉินอวี่ และแอบส่งสัญญาณไปยังาาหมาป่า และในตอนนี้ดวงตาสีเขียวของาาหมาป่าก็เต็มไปด้วยความดุร้าย
ฉินอวี่ไม่ได้พูดอะไร และลูบแผงคอของลูกหมาป่าเบาๆ
เมื่อเห็นเช่นนี้ หลิงเหยาก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย นางพยายามคิดถึงศิษย์ที่อยู่ในสำนักอย่างรอบคอบ แต่กลับไม่คุ้นชื่อของโจวเสวี่ยฉิงเลย หลังจากผ่านไปนาน หลิงเหยาก็ตกตะลึงในทันที และพูดว่า “โจวเสวี่ยฉิง? สำนักเหยาฉือของข้าเคยมีคนผู้นี้อยู่”
ฉินอวี่ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมอง แต่กล่าวอย่างแ่เบา “ลูกหมาป่าตัวน้อยช่างแปลกประหลาดอะไรเช่นนี้ ข้าว่าน่าจะคลอดได้ไม่นาน กระดูกของเขาก็ยังอ่อนอยู่เลย”
ม่านตาของาาหมาป่าที่กำลังจ้องมองฉินอวี่และเต็มไปด้วยความพร้อมได้หดตัวลงอย่างรวดเร็ว ระงับความคิดในใจของตนเองอย่างรวดเร็ว และเหลือบมองหลิงเหยาอย่างดุเดือด
ดวงตาของหลิงเหยายังคงจ้องนิ่ง แต่กลับนึกไม่ถึงว่าฉินอวี่จะมองเห็นความตั้งใจของนาง เื่นี้ทำให้หลิงเหยารู้สึกโกรธ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับฉินอวี่ นางรู้สึกได้ถึงความรู้สึกไร้เรี่ยวแรงอย่างไม่เคยเป็มาก่อน สิ่งนี้ทำให้นางไม่พอใจอย่างยิ่ง และพูดต่อไป “ทำไม เ้าเองก็เคยได้ยินเื่ของท่านปรมาจารย์โจวเสวี่ยฉิงในยุครุ่งโรจน์ของสำนักเหยาฉือมาด้วยหรือ?”
ดวงตาของฉินอวี่กะพริบอย่างไม่ได้ตั้งใจ
“รู้จักสะพานเซียนซิงเฉินหรือไม่? หากไม่มีโจวเสวี่ยฉิงปรมาจารย์แห่งสำนักเหยาฉือ ก็คงไม่มีสะพานเซียนซิงเฉินนี้ ทะเลสาบแห่งนี้เกิดจากการก่อร่างของพลังเวทในความร่วมมือระหว่างปรมาจารย์โจวเสวี่ยฉิงและเสี่ยตี้ พลังิญญาของดวงดาวทั้งสี่ เกิดขึ้นได้ด้วยเหตุนี้” หลิงเหยากล่าวอย่างภูมิใจ
“สะพานเซียนซิงเฉิน?” ฉินอวี่ใจสั่น เขาไม่เคยอ่านบันทึกเกี่ยวกับแม่น้ำดารามาก่อนเลยในหอตำราตระกูลฉิน
“เ้าจะพอเล่าเื่ของโจวเสวี่ยฉิงให้ข้าฟังบ้างได้หรือไม่?” ฉินอวี่หรี่ตามองหลิงเหยาและพูดออกไป
ใบหน้าที่แสนงดงามภายใต้ผ้าปิดหน้านั้นมีรอยยิ้มที่ดูเยาะเย้ยปรากฏขึ้น ดวงตาปรากฏเป็ความดูิ่ที่ลึกล้ำ และแอบพูดอยู่ในใจ หรือเ้าคิดว่าปรมาจารย์โจวเสวี่ยฉิงเป็คนรักในใจของเ้าหรือ? แต่เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของฉินอวี่ หลิงเหยาจึงได้แต่ปกปิดการเยาะเย้ยไว้ในใจ และพูดอย่างเ็า “ปรมาจารย์โจวเสวี่ยฉิง เป็ที่สุดแห่งยุคอย่างหาใครเปรียบมิได้ เป็เ้าสำนักที่ได้รับยกย่องกันว่ามีความโดดเด่นและแข็งแกร่งที่สุด นอกเหนือจากปฐมาจารย์ผู้บุกเบิก
“รู้หรือไม่ว่าร่างในอดีตของซิงเฉินทั้งสี่เป็อะไร? นั่นคือแดนเซียนอู่ รู้หรือไม่ว่าเหตุใดจึงกลายเป็ซิงเฉินทั้งสี่? นั่นก็เป็เพราะจอมมารหลินอวี่คิดจะทำลายแดนเซียนอู่ ผู้แข็งแกร่งทั่วสารทิศจึงร่วมมือกับเสี่ยตี้ต่อต้านจอมมารหลินอวี่ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือปรมาจารย์โจวเสวี่ยฉิงของข้า ดังนั้น หากไม่มีเสี่ยตี้ ปรมาจารย์โจวเสวี่ยฉิงก็ไม่มีซิงเฉินทั้งสี่อย่างทุกวันนี้ และจะไม่มีเ้า ไม่มีข้า!”
“เคยได้ยินเื่ของเสี่ยตี้หรือไม่? ช่างเถอะ เ้าเป็แค่ผู้ฝึกตนตัวน้อยคงไม่มีทางรู้เื่นี้หรอก นั่นคือผู้แข็งแกร่งของซิงเฉินทั้งสี่ในอดีต และด้วยความเกี่ยวข้องกันอย่างใกล้ชิดของปรมาจารย์โจวเสวี่ยฉิงแห่งสำนักเหยาฉือและเสี่ยตี้ กล่าวได้ว่าคนทั้งสองนั้นเปรียบเหมือนศิษย์พี่หญิงน้องหญิงร่วมสำนัก ดังนั้น เสี่ยตี้จึงน่าจะเป็ศิษย์สำนักเหยาฉือเช่นเดียวกัน”
“เ้าเป็ผู้ฝึกตนของฝั่งตะวันออกของแดนนภาชิงเหลียนสินะ? เคยได้ยินชื่อของสำนักยุทธ์ว่านจ้งหรือไม่? สำนักยุทธ์ว่านจ้งก็มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับสำนักเหยาฉือของข้า เ้ารู้เื่ความสัมพันธ์ของปฐมาจารย์สำนักยุทธ์ว่านจ้งกับปรมาจารย์โจวเสวี่ยฉิงของข้าหรือไม่? พวกเขาสนิทสนมเป็พิเศษเช่นกัน แม้ในปัจจุบันนี้ สำนักเหยาฉือของข้าก็ยังรักษาความสัมพันธ์ฉันมิตรอันดีต่อกันอยู่” หลิงเหยากล่าวยังไม่จบสิ้น เมื่อถูกฉินอวี่กดดัน นางก็เริ่มจะไม่พอใจ จนเล่าเื่ราวความรุ่งโรจน์ของสำนักเหยาฉือออกมาอย่างภาคภูมิใจ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้เห็นท่าทางที่เคร่งขรึมของฉินอวี่ ในใจรู้สึกสบายใจอย่างอธิบายไม่ถูก
ฉินอวี่ค่อยๆ ลูบขนแผงคอของลูกสุนัขโดยไม่พูดอะไร ไม่มีใครเข้าใจความซับซ้อนในใจของเขาขณะนี้ได้ แต่เขาไม่กล้าที่จะประมาทและระวังตัวอยู่ตลอดเวลา
“ดังนั้น การล่วงเกินสำนักเหยาฉือก็เป็การรนหาที่ตาย แม้แต่สำนักโบราณซิงเฉิน ซึ่งเป็สำนักลำดับหนึ่งของซิงเฉินทั้งสี่ในปัจจุบันก็มีความเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับสำนักเหยาฉือของข้า สำนักโบราณซิงเฉินก่อตั้งโดยเสี่ยตี้ แต่เ้ารู้หรือไม่ว่า กิ่งก้านสาขาของสำนักโบราณซิงเฉินนั้นได้แผ่ขยายไปทั่วทุกแดนนภาในซิงเฉินทั้งสี่ แม้แต่แดนนภาชิงเหลียนก็เช่นกัน!” หลิงเหยากล่าวอย่างภาคภูมิใจ ดูหยิ่งผยองราวกับนกยูง
ครึ่งวันผ่านไป
ฉินอวี่ยิ้มบางๆ เขาลุกขึ้นนั่งอย่างกะทันหัน และพูดว่า “ได้เวลาแล้วล่ะ สหาย เ้าไปได้แล้ว”
เมื่อลองคำนวณเวลาดูแล้ว ตอนนี้สยงท่าเทียนและหลี่เทียนจีน่าจะออกจากแดนสุสานอสูรได้แล้ว และเป็ไปไม่ได้ที่หลิงเหยาจะตามทันความเร็วของพวกเขา
หลิงเหยาผงะและโกรธเป็อย่างมาก นางหาโอกาสมาั้แ่เริ่มต้น รอจนกระทั่งพูดจนปากแห้ง ฉินอวี่ก็ยังไม่ประมาทแม้แต่น้อย สิ่งนี้ยิ่งทำให้ในใจของนางโกรธจัด และยิ่ง้าเอาชนะฉินอวี่มากขึ้น จากนั้นจึงพูดออกไปอย่างโกรธกริ้ว “ออกไปอย่างนั้นหรือ? พวกเขาทั้งสองคนก็ไปกันหมดแล้ว เ้าคิดว่าข้าจะปล่อยเ้าไปหรือ?”
ฉินอวี่ไม่เพียงต้องปวดหัวเท่านั้น แต่สิ่งที่กังวลที่สุดได้มาถึงแล้ว ตลอดครึ่งวันที่ผ่านมา ใน่เวลานับแต่เริ่มแรกล้วนแต่ต้องฟังหลิงเหยาพูดมาตลอด ยิ่งหลิงเหยาพูดมากเท่าไรนางก็ยิ่งดูไร้ขอบเขตมากขึ้นเท่านั้น และความน่าเชื่อถือนั้นยิ่งไม่ต้องพูดถึง ั้แ่เวลานั้น ฉินอวี่ก็ได้แต่คิดว่าจะหาทางออกจากที่นี่ได้อย่างไร
เจตนาเดิมของเขานั้น ตั้งใจว่าเมื่อพ้นครึ่งวันนี้ไป หลิงเหยาจะต้องไล่ตามสยงท่าเทียนและหลี่เทียนจีไปแน่นอน และเมื่อถึงตอนนั้น ตนเองก็จะให้าาหมาป่าพาตัวเองออกไปจากที่นี่ และขอให้หมาป่าสีครามตามตนเองไป จากนั้นก็จะมอบลูกหมาป่าคืนกลับไปให้หมาป่าสีครามเมื่อถึงเมืองหลักเทียนอู่
เมื่อกลับถึงเมืองหลักเทียนอู่ ต่อให้าาหมาป่าสีครามตามเข้ามา เขาก็สามารถขอความช่วยเหลือจากจื่อซวินเอ๋อได้ และสามารถจัดการาาหมาป่าสีครามให้อยู่ในกำมือได้
แต่ถ้าหลิงเหยาไม่ตามไป จะทำให้เื่ยุ่งยากมากขึ้น เมื่อมีหลิงเหยาอยู่ข้างกาย ฉินอวี่ก็จำเป็ต้องให้าาหมาป่าสีครามติดตามไปด้วย ไม่เช่นนั้นผู้หญิงคนนี้อาจจะโกรธจนฆ่าตนเองทิ้งก็เป็ได้ แต่หาก้าให้าาหมาป่าสีครามตามไปส่งตนเองถึงเมืองหลักเทียนอู่ ก็ไม่น่าจะเป็เื่ที่ทำได้แล้วเช่นกัน
เมื่อเห็นท่าทางที่ดูเย้ยหยันในสายตาของหลิงเหยา ฉินอวี่ก็อยากบอกกับนางจริงๆ ว่าปรมาจารย์โจวเสวี่ยฉิงของเ้ากับข้านั้นเป็คนรักกัน เสี่ยตี้ผู้ก่อตั้งแดนซิงเฉินก็เป็น้องสาวของข้า แดนซิงเฉินในตอนนี้ก็ตั้งตามฉายาที่เขาได้รับ ปฐมาจารย์ผู้บุกเบิกสำนักยุทธ์ว่านจ้งก็คือเพื่อนวัยเด็กของเขาคนหนึ่ง... แต่สิ่งเหล่านี้จะพูดออกไปได้หรือ? หรือต่อให้พูดออกไป หลิงเหยาคงคิดว่าตนเองนั้นคงจะเสียสติไปแล้ว
“าาหมาป่า ฆ่านางเดี๋ยวนี้” ฉินอวี่ละเื่ในใจตนเองทิ้งไป จากนั้นจึงหันไปพูดกับาาหมาป่า สิ่งที่ทำให้ฉินอวี่ต้องใคือ สายตาที่สยดสยองของาาหมาป่าที่จ้องมองหลิงเหยา จนทำให้หลิงเหยาหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด