นักพรตลืมตาขึ้นมองคนตรงหน้า ร่างก็สั่นขึ้นมาอีกครั้ง เขารีบพูดร้องขอชีวิต “ช่วยด้วย ช่วยด้วย ข้าผิดไปแล้วจริงๆ ข้าไม่กล้าอีกแล้ว”
จื๋อหลันล้วงยาเม็ดสีดำออกมาจากอก น้ำเสียงดุดัน ปิดบังจิตสังหารในดวงตาเอาไว้ไม่มิด
“ตอนนี้มีทางเลือกให้เ้าสองทาง พูดความจริงออกมาด้วยตัวเอง หรือว่าจะให้พวกข้าเค้นเ้าให้พูดออกมา เมื่อกินยาเม็ดนี้ไปแล้ว เ้าจะรู้สึกเหมือนอวัยวะภายในถูกมดพันหมื่นตัวมากัดกิน อีกทั้งยังได้ลิ้มรสความรู้สึกที่ว่าตายไปยังดีกว่าอยู่เสียอีก องค์ชายห้าทอดทิ้งเ้าแล้ว ตอนนี้ถึงเ้าจะหนีจากพวกเราไปก็มีแต่ตาย เ้าเลือกเอาเองแล้วกัน”
จื๋อหลันพูดจบ นักพรตก็รีบพูดโดยไม่คิดทันที “ข้าพูดแล้ว ข้าจะพูด ข้าจะพูดทั้งหมด ไม่ว่าจะเื่อะไรข้าจะฟังพวกเ้าทุกอย่าง”
ดวงตาของนักพรตเต็มไปด้วยความกลัว กลัวว่าหากพูดช้าไป จื๋อหลันจะเอายายัดปากเขาทันที
จื๋อหลันเห็นว่านักพรตไม่เหมือนคนกำลังพูดโกหก เขาจึงยกเท้าที่กดตัวเขาออกแล้วกล่าวเตือน “ทางที่ดีที่สุดเ้าอย่ามาเล่นลิ้นจะดีกว่า”
“ขอรับๆ ๆ ข้าจะบอกพวกท่านแน่นอน” นักพรตพยักหน้าไม่หยุด เวลานี้ใครจะมีความคิดมาเล่นลิ้นวางแผนกัน เมื่อคืนหากไม่ใช่จื๋อหลันมาไวกว่าหนึ่งก้าว เขาก็คงกลายเป็ิญญาใต้คมดาบขององค์ชายห้าไปแล้ว นักพรตเองก็เข้าใจ ตอนนี้การฟังคำพูดของพวกจื๋อหลันนั้นเป็ทางเลือกที่ฉลาดที่สุด
หลิงชวนมองไปทางจี๋โม่หาน “องค์ชาย ต่อไปพวกเราจะทำอย่างไรดีพ่ะย่ะค่ะ?”
ตอนนี้พยานยืนยันก็มีแล้ว เหลือก็แค่ก้าวสุดท้าย
จี๋โม่หานสั่งเสียงเข้ม “เ้าไปเอาป้ายเหมี่ยนเซ่อแผ่นนั้นมาให้ที จากนั้นก็รวมคน จื๋อหลัน เ้าไปเชิญเจียงจ้าวไท่ฉางซื่อชิง [1] ถึงตอนนั้นให้ไปรวมตัวกันที่ประตูจวนองค์ชายห้า”
“พ่ะย่ะค่ะ”
หลังจากที่หลิงชวนหยิบป้ายเหมี่ยนเซ่อส่งให้จี๋โม่หานแล้วก็รีบออกไปเรียกคนมารวมตัวกันทันที
องครักษ์ในจวนองค์ชายสามส่วนมากล้วนเป็คนที่มาจากสนามรบตอนนั้นจึงซื่อสัตย์ต่อจี๋โม่หาน เนื่องจากได้รับการฝึกฝนกันมาอย่างดี เพียงครู่เดียวกลุ่มคนหนึ่งร้อยคนก็มารวมตัวกันเรียบร้อย
จิ่งฉือจับนักพรตคนนั้นเอาไว้ หลิงชวนก็มารายงาน “องค์ชาย เตรียมตัวเรียบร้อยแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“ไป” จี๋โม่หานพูดจบก็สาวเท้าเดินไปด้านนอก
“องค์ชาย ขาของท่าน....”
จี๋โม่หานเก็บซ่อนเื่ขาของตัวเองมาหลายสิบปี ก็เพื่อหลอกฮ่องเต้ แต่ว่าตอนนี้กลับ.....
จี๋โม่หานไม่ได้หยุดแล้วตอบกลับโดยไม่หันกลับไป “ไม่จำเป็แล้ว”
ั้แ่เขาวางแผนว่าจะฉีกหน้าองค์ชายห้าก็ไม่มีความจำเป็จะต้องปกปิดอีกต่อไป
พวกหลิงชวนเองก็ไม่ได้พูดอะไรอีก จิ่งฉือจับนักพรตคนนั้นเดินตามอยู่ด้านหลัง จากนั้นขบวนของพวกเขาก็ออกจากจวน
ทหารสวมชุดเกราะเงินหลายร้อยคนที่ได้มารวมตัวอยู่ตรงด้านนอกประตูจวนนั้นล้วนถูกฝึกมาอย่างดี ถึงแม้จี๋โม่หานจะมองไม่เห็น แต่เื่นี้ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนไหวของเขาเลยสักนิด เขาเดินมาตรงหน้ากลุ่มทหารแล้วขึ้นม้าด้วยท่าทางคล่องแคล่ว
จิ่งฉือกับจื๋อหลันเองก็รีบตามอยู่ด้านหลังเขา นักพรตคนนั้นถูกโยนไปด้านหลังและถูกเหล่าทหารจับเอาไว้ พวกเขาเริ่มเดินหน้าไปที่จวนองค์ชายห้า
จวนองค์ชายสามตั้งอยู่ชานเมือง ตำแหน่งค่อนข้างห่างไกลมาก ดังนั้นตอนที่เพิ่งออกมาคนบนถนนยังไม่ได้เยอะมาก จนกระทั่งเข้ามาในเขตตัวเมือง คนถึงได้เยอะขึ้นมา
เมื่อจี๋โม่หานพาคนปรากฏตัวอยู่บนถนนใหญ่ ทั้งเมืองก็แตกฮือกันทันที
จี๋โม่หานขี่ม้านำอยู่ด้านหน้า ด้านหลังเป็ทหารสวมเกราะพกอาวุธครบชุด ผู้คนที่เดินไปมาก็ต่างพากันถอยไปข้างถนนแล้วเริ่มถกเถียงกัน พวกเขามองบุรุษงดงามที่นั่งอยู่บนม้าด้วยความใ
“องค์ชายสามพิการไม่ใช่หรือ?”
และมีคนจำนักพรตที่ถูกทหารจับอยู่ด้านหลังได้ “เอ๋ เหมือนจะเป็นักพรตคนเมื่อวานใช่หรือไม่”
“ใช่สิ เขาเป็คนที่บอกว่าคุณหนุสกุลซูเล่นไสยศาสตร์ใส่ไทเฮาเหนียงเหนียง”
เหล่าผู้คนก็ต่างวิ่งบอกข่าวกันไปมา ทั้งยังติดตามหลังกลุ่มของจี๋โม่หานไปดูว่าพวกเขาจะทำอะไรกัน
เพียงครู่เดียวจี๋โม่หานก็พาทหารมาถึงหน้าประตูจวนองค์ชายห้า ตำแหน่งของจวนองค์ชายห้าไม่ถือว่าห่างไกลมากนัก คณะคนใหญ่โตขนาดนี้ดึงดูดคนข้างถนนจำนวนมากให้สนใจ
องครักษ์ปากทางเข้าจวนองค์ชายห้าก็เริ่มระวังตัวขึ้นมา พวกเขาหยิบหอกขึ้นมาแล้วมองกองทัพตรงหน้า แน่นอนว่าพวกเขารู้จักจี๋โม่หาน องครักษ์คนหนึ่งเดินไปด้านหน้า สายตามองไปยังจี๋โม่หานอย่างไม่เป็มิตรก่อนจะเอ่ยเสียงเข้ม “องค์ชายมาที่นี่ด้วยธุระใดหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
เขาพูดไปก็ส่งสายตาไปให้องครักษ์อีกคนที่อยู่ด้านหลัง ให้อีกฝ่ายรีบไปรายงานองค์ชายห้า
จี๋โม่หานไม่ได้ปริปาก เขานั่งอยู่บนม้าไม่ขยับ หลิงชวนที่อยู่ด้านหลังก็โบกมือให้กับทหารพวกนั้น ทหารม้าพวกนั้นก็รีบล้อมจวนองค์ชายห้าทันที
ทั้งสองฝ่ายต่างหยั่งเชิงกัน จนกระทั่งองค์ชายห้าที่ได้รับการแจ้งข่าวก็รีบสาวเท้าไวๆ เดินออกมาจากด้านในจวน ด้านหลังมีองครักษ์ตามมาไม่น้อย
“องค์ชายสามทำแบบนี้หมายความว่าอย่างไรหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
สีหน้าขององค์ชายห้าย่ำแย่มาก สายตาแฝงจิตสังหารมองไปที่จี๋โม่หาน จากนั้นก็มองไปทางทหารหลายร้อยนายด้านหลังเขาพลางกำหมัดแน่น ตอนที่องครักษ์มารายงานเขาก็ยังไม่ค่อยเชื่อเท่าไร
แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าจี๋โม่หานคนนี้จะเตรียมตัวมาดี ความรู้สึกว่าสถานการณ์ไม่ค่อยดีแล้วก็เพิ่มขึ้นในใจเขาทันที
จี๋โม่หานหัวเราะเสียงเย็น ริมฝีปากบางยกขึ้น “ไม่ต้องรีบ รออีกเดี๋ยว”
“ตอนนี้ท่านพาคนมาล้อมจวนของข้า ควรจะบอกอะไรกับข้าสักคำไม่ใช่หรือ?”
เสียงของจี๋โม่หานก็เ็าขึ้นมาอีก “ข้าบอกแล้วว่าไม่รีบ รออีกเดี๋ยว”
องค์ชายห้ากำหมัดพร้อมกับกัดฟันแน่น สายตาดุจ้องไปยังใบหน้าของจี๋โม่หาน จากนั้นสายตาก็กวาดมองทหารที่อยู่ด้านหลังจี๋โม่หาน จากนั้นตอนที่เห็นเงาร่างหนึ่งเขาก็ใค้างไป
องค์ชายห้าเบิกตากว้าง ใบหน้าปรากฏสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ ทั้งยังแฝงไปด้วยความหวาดกลัว
เป็ไปได้อย่างไร เป็เขาไปได้อย่างไร เขาควรจะตายไปแล้วไม่ใช่หรือ?
วินาทีนั้นองค์ชายห้าก็หวาดหวั่นขึ้นมา แม้แต่ตัวก็ยังสั่นไม่หยุด เขาทำได้แค่กำหมัดแน่น หลังมือมีเส้นเืนูนขึ้นมา พยายามฝืนทำให้ตัวเองดูนิ่งสงบสักหน่อย
บรรยากาศตึงเครียดขึ้นมา เหล่าประชาชนที่มาดูเื่สนุกรอบๆ ก็ต่างพากันพูดคุยเสียงเบา ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่
หลังจากทั้งสองคนรออยู่ได้ครู่หนึ่ง จื๋อหลันถึงได้พาคนมา
“องค์ชาย ใต้เท้าเจียงมาแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
เจียงจ้าวไท่ฉางซื่อชิงเดินมาตรงหน้าม้าของจี๋โม่หานด้วยท่าทางมึนงง “กระหม่อมเจียงจ้าว ถวายบังคมพ่ะย่ะค่ะองค์ชาย”
เขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นจริงๆ ตอนที่กำลังทานอาหารเช้าอยู่ในเรือนก็ถูกจื๋อหลันเชิญมา โดยบอกแค่ว่าจี๋โม่หานเรียกหาเขา ตอนนี้ยิ่งพอมาเห็นขบวนใหญ่โตขนาดนี้ก็ยิ่งมึนงงเข้าไปใหญ่
จี๋โม่หานยกมือขึ้นเป็การแสดงว่าไม่ต้องมากพิธี
เจียงจ้าวหมุนตัวแล้วก็มองไปทางองค์ชายห้าที่หน้าขาวซีด บนหน้าผากมีเหงื่อผุดออกมาเล็กน้อย ดูไปแล้วเหมือนกำลังป่วย เขาประสานมือทำความเคารพอีกครั้ง “กระหม่อมเจียงจ้าว ถวายบังคมองค์ชายห้า”
องค์ชายห้ายังจมอยู่ในความคิดของตัวเองและยังดึงสติกลับมาไม่ได้ เขาจึงไม่ได้ตอบ
เจียงจ้าวจึงทำได้แค่มองไปทางจี๋โม่หานและสอบถาม “ไม่ทราบว่าองค์ชายเรียกกระหม่อมมามีเื่อะไรหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
ความจริงแล้วสถานการณ์ในตอนนี้เขาก็พอจะเดาอะไรได้บ้างเล็กน้อย
อย่างไรทั้งสองฝ่ายก็มีกลิ่นอายความเป็ศัตรูกันอย่างรุนแรง แต่เขาเป็ไท่ฉางซื่อชิง พูดไปแล้วก็ต้องทำคดีตรวจสอบความผิดของคน เื่ขัดแย้งระหว่างสองคนนั้นก็ไม่ใช่เื่ที่เขาควรจะยุ่ง ที่สำคัญก็คือเขาจัดการสองคนนี้ไม่ได้
เชิงอรรถ
[1] 太常寺卿 ไท่ฉางซื่อชิง คือตำแหน่งขุนนางในสมัยจีนโบราณ รับผิดชอบการทำพิธีบวงสรวง