หลังจากเดินทางเข้าสู่อาณาเขตของราชอาณาจักรเซนิท ทั้งกองทัพเมืองแซมบอร์ดและกองคาราวานกลุ่มการค้าโซรอสต่างพากันโล่งใจ
เพราะจะไม่มีอาณาจักรไหนกล้าลอบโจมตีกองทัพเมืองแซมบอร์ดในอาณาเขตของราชอาณาจักรเซนิทอย่างแน่นอน สำหรับที่นี่ ไม่ว่าตัวตนของเ้าจะเป็อะไร หรือต่อให้เป็าาของอาณาจักรบริวารระดับหนึ่งก็ตาม หากกล้ามาก่อเื่ในอาณาเขตของราชอาณาจักรเซนิทจะต้องถูกพวกอัศวินพิทักษ์กฎหมายแห่งราชอาณาจักรเซนิทเข้าจับกุม จากนั้นก็จะถูกลงโทษด้วยการปะาชีวิตในข้อหาฏหรือเป็ผู้สมรู้ร่วมคิดในการโค่นล้มราชวงศ์แห่งจักรพรรดิทันทีโดยไม่ฟังข้อโต้แย้งใดๆ ทั้งสิ้น และจะไม่มีความลังเลหรือกรณียกเว้นใดๆ
นี่คืออำนาจของจักรพรรดิ
ครั้งที่แรกเข้าสู่อาณาเขตของราชอาณาจักร ซุนเฟยพลันรู้สึกสงสัยขึ้นมาเล็กน้อย
เขารู้สึกได้อย่างชัดเจนว่า บรรยากาศในอาณาเขตของราชอาณาจักรกับอาณาจักรบริวารแตกต่างกัน ความแข็งแกร่งและการป้องกันดูจะมีมากกว่า พวกเขามองเห็นทหารยามจำนวนมากที่เขตชายแดนของราชอาณาจักร นอกจากนี้ยังมีอัศวินม้าสวมเกราะหนักจำนวนมากคอยเดินลาดตระเวนอย่างเคร่งครัด พวกเขาจะจัดเส้นทางและเวลาการลาดตระเวนอย่างเข้มงวด ราวกับเป็ตาข่ายขนาดใหญ่ที่คลุมพื้นดิน ทั้งยังมีหอสังเกตการณ์สูงทุกๆ สามกิโลเมตร รับประกันได้เลยว่า ไม่ว่าจะเป็กองกำลังใดก็แล้วแต่ เพียงก้าวแรกที่เหยียบเข้ามาอาณาเขตของราชอาณาจักรเซนิทก็ถูกพบได้ในทันที
ั้แ่ที่กองทัพเมืองแซมบอร์ดและกองคาราวานกลุ่มการค้าโซรอสเดินทางเข้าสู่อาณาเขตของราชอาณาจักรได้ไม่ถึงสิบกิโลเมตร เขาก็ถูกตรวจค้นและสอบถามโดยทหารลาดตระเวนอย่างเคร่งครัดราวกับว่าพวกเขาเป็ศัตรูกันก็ไม่ปาน
และสิ่งเหล่านี้ ทำให้ซุนเฟยรู้สึกแปลกใจและสงสัยยิ่งกว่าเดิม
“บรรยากาศดูผิดปกติมาก นี่มันแปลกจริงๆ ด้วยความแข็งแกร่งของกองทัพราชอาณาจักร พวกเขาไม่น่าจะเข้มงวดมากขนาดนี้ สถานการณ์แบบนี้ทำให้รู้สึกเหมือนกับว่า กำลังเตรียมพร้อมสำหรับาครั้งใหญ่ที่จะเกิดขึ้น ช่างน่าสงสัยจริงๆ นะ”
ซุนเฟยแอบสังเกตการณ์อย่างเงียบๆ
“บางทีอาจจะเป็เพราะว่าเร็วๆ นี้จะมีการแข่งขันการซ้อมรบเกิดขึ้น และจะมีอาณาจักรบริวารทั้งสองร้อยห้าสิบอาณาจักรเข้าร่วมการแข่งขัน ทำให้ต้องกวดขันกันอย่างเข้มงวดก็ได้” สุดท้ายซุนเฟยก็หาคำอธิบายมาปลอบตัวเอง
การต่อสู้ทีู่เาหอคอยคู่เพิ่งจะผ่านไปแค่วันเดียว
ในระหว่างหนึ่งวันที่ผ่านมา ซุนเฟยไม่คิดที่จะวางใจใดๆ นี่เป็ข้อดีสำหรับเขา ซุนเฟยทำการวิเคราะห์ส่วนได้ส่วนเสียในการต่อสู้กับอัศวินพระอาทิตย์สีทอง คริส ซัตตัน การต่อสู้ในคราวนี้ได้กระตุ้นซุนเฟยเป็อย่างมาก มันทำให้ซุนเฟยรู้สึกกดดันขึ้นมาอีกครั้ง เขาสังหรณ์ใจว่า การเดินทางมาที่เมืองหลวงในครั้งนี้จะต้องได้พบกับยอดฝีมือจำนวนมาก และความท้าทายก็อาจจะเพิ่มมากขึ้น เขาจำเป็ต้องรีบเพิ่มความแข็งแกร่งของตัวเองให้มากขึ้น เพื่อต้านทานลมพายุที่กำลังจะมาถึง
และนั่นคือข้อสรุปที่ซุนเฟยได้รับจากการวิเคราะห์ตลอดหนึ่งวัน
สำหรับซุนเฟยแล้ว การต่อสู้ในครั้งนี้ให้ข้อคิดมากมายแก่ซุนเฟย และยังเพิ่มทักษะการต่อสู้จริงให้แก่คนเถื่อน
สำหรับแผ่นดินที่กว้างใหญ่ไพศาลอย่างอาเซรอท ที่กล่าวกันว่าแม้แต่พระเ้ายังไม่อาจเดินไปได้ทั่วแผ่นดินนั้น มีสิ่งหนึ่งที่ไม่ต้องสงสัยเลยก็คือ ไม่ว่าจะเป็นักรบหรือนักเวท พวกเขาล้วนมีทักษะการต่อสู้เป็ของตัวเอง ทักษะเ่าั้ต่างเป็ความลับที่ถูกสืบทอดต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น และแต่ละทักษะจะมีหลักการที่ลึกลับและการต่อสู้ที่แตกต่างกันไป ทักษะคลื่นพลังและคาถาที่ร่ายเวทมนตร์ สิ่งเหล่านี้ต่างก็เป็ทักษะลึกลับทั้งสิ้น
เนื่องจากอาชีพนักเวทจำเป็ต้องใช้เงินเป็จำนวนมาก รวมทั้งทรัพยากรที่ไร้ขีดจำกัดเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งของพลังตัวเอง ดังนั้น จำนวนของพวกเขาจึงมีค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับพวกนักรบ และพวกนักเวทส่วนใหญ่จะเป็พวกระดับต่ำ ในบรรดานักเวทที่ซุนเฟยเคยพบมา เ้าคนทรยศบาร์เซิลถือได้ว่าแข็งแกร่งที่สุด แม้ว่าบาร์เซิลจะเป็ถึงนักเวทระดับสี่ดาว แต่เนื่องจากบาร์เซิลไม่มีปรมาจารย์เวทมนตร์คอยชี้แนะ ทำให้เขาเป็ได้แค่นักเวทระดับรากหญ้า ดังนั้นความรู้จึงมีจำกัด ถึงอย่างนั้น เขาก็ยังลองผิดลองถูกจนทำให้ตัวเองเลื่อนระดับขึ้นมาเป็นักเวทระดับสี่ดาวได้ แต่ก็มีคาถาเวทมนตร์บางชนิดที่ไม่ได้เข้ากับนักเวทสี่ดาว ทำให้บาร์เซิลไม่สามารถแสดงพลังของนักเวทระดับสี่ดาวออกมาได้อย่างเต็มที่ นักเวทที่ไม่มีคาถาก็เหมือนกับนักรบที่ไร้อาวุธ ดังนั้นความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับอาชีพนักเวทของซุนเฟนจึงมีน้อยมาก
ซึ่งผิดกับนักรบที่ซุนเฟยมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการฝึกฝนและบ่มเพาะของนักรบมากกว่า ในบรรดานักรบที่แข็งแกร่งที่เขาเคยพบเจอ นอกจากชายชราผมขาวที่อยู่กับแพรีสและ 'เทพาแห่งเซนิท' องค์ชายอังเดร อาร์ชาวินแล้ว ก็มีไอ้เด็กเวรคริส ซัตตันที่ทำให้ซุนเฟยรู้สึกตื่นใ
โดยเฉพาะทักษะคลื่นพลัง 'สึนามิ' ของอัศวินเด็กหนุ่มคนนั้นที่ทำให้ซุนเฟนรู้สึกตื่นตาตื่นใจเป็อย่างมาก
นี่เป็ครั้งแรกที่ซุนเฟยตระหนักได้อย่างชัดเจนว่า ยังมีทักษะบางชนิดที่ทำให้นักรบที่มีความแข็งแกร่งระดับห้าดาว สามารถยกระดับพลังขึ้นเป็หกดาวระยะกลางได้
การมีอยู่ของทักษะคลื่นพลังระดับสูงนี้ ได้ล้มล้างความเข้าใจเกี่ยวกับทักษะคลื่นพลังก่อนหน้านี้ของซุนเฟย
การสร้างม้วนคัมภีร์คลื่นพลัง 'หมัดสายฟ้า' และ 'คลื่นยมโลกเซกิชิกิ' ทำให้ซุนเฟยหลงลำพองใจในตัวเอง คิดว่าตัวเองโคตรอัจฉริยะสุดๆ แต่ในแง่ของการต่อสู้นั้น เห็นได้ชัดว่าม้วนคัมภีร์ที่ตัวเองสร้างขึ้นมา มันไม่สามารถเพิ่มพลังของผู้ใช้ได้อย่างรวดเร็วเหมือนกับ 'สึนามิ' การค้นพบที่เหนือความคาดหมายนี้ยิ่งทำให้ซุนเฟยเกิดความมุ่งมั่นที่จะสร้างม้วนคัมภีร์คลื่นพลังในระดับที่สูงกว่าให้ได้ ขอเพียงมีม้วนคัมภีร์คลื่นพลังระดับสูงมาอ้างอิง ซุนเฟยก็สามารถใช้เส้นทางการไหลเวียนชี่แท้ของ 'โหมดมือสังหาร' มาบุกเบิกเส้นทางคลื่นพลังใหม่ๆ ขึ้นมาได้ และอาจจะสร้างคัมภีร์คลื่นพลังระดับสูงที่สามารถเพิ่มพลังให้แก่ผู้ใช้เหมือน 'สึนามิ' ขึ้นมาก็ได้
นอกจากนี้ ซุนเฟยยังได้รับโชคครั้งยิ่งใหญ่จากการต่อสู้กับอัศวินพระอาทิตย์สีทองอีกหนึ่งอย่างมาด้วย นั่นก็คือวิธีใช้พลังของคนเถื่อนอีกรูปแบบหนึ่ง
ไม่ว่าจะเป็คลื่นพลัง ‘ในร่าง’ ของนักรบหรือจะเป็พละกำลังของคนเถื่อนต่างก็มีรากฐานที่เหมือนกัน น่าเสียดายที่ซุนเฟยใน 'โหมดคนเถื่อน' พึ่งพาได้แต่สัญชาตญาณและทักษะการต่อสู้ระยะประชิดเท่านั้น ด้วยรูปแบบการต่อสู้ที่แปลกใหม่และคาดเดาไม่ได้นี้ ทำให้สามารถสร้างความประหลาดใจให้แก่ศัตรูได้ และถ้าซุนเฟยได้เลื่อนระดับขึ้น เขาก็จะได้รับคะแนนเพิ่มทักษะมาเรียนรู้ทักษะการต่อสู้ในระดับที่สูงขึ้น
เมื่อเทียบระหว่างการโจมตีของคนเถื่อนและการโจมตีด้วยคลื่นพลังของนักรบแล้ว การโจมตีของคนเถื่อนดูธรรมดามากและไม่สามารถเพิ่มพลังการโจมตีได้อย่างฉับพลัน อีกทั้งวิธีการโจมตีของคนเถื่อนนอกเหนือจากการขว้างปาแล้ว ยังขาดการโจมตีระยะไกลอีกด้วย
และการต่อสู้ในครั้งนี้ ก็ทำให้ซุนเฟยได้ค้นพบพลังอีกอย่างหนึ่งของคนเถื่อน
การโจมตีระยะไกลด้วยการะเิหมัดกลางอากาศ
การต่อสู้กับอัศวินพระอาทิตย์สีทองได้กระตุ้นให้ซุนเฟยเข้าสู่สภาวะคลั่ง วินาทีนั้น เซลล์ทุกส่วนในร่างของซุนเฟยทำงานถึงขีดสุด ทำให้พลังของคนเถื่อนเกิดการเปลี่ยนแปลงที่เหนือความคาดหมายขึ้น ภายใต้การปะทุพลังทั้งหมด ทำให้พลังของซุนเฟยะเิขึ้นมากลางอากาศจนกลายเป็หมัดโปร่งแสงที่มีขนาดเท่าล้อเกวียน หมัดนี้เป็แสงสีเงินสดใสและสามารถมองเห็นได้แม้กระทั่งรอยข้อต่อของนิ้วอย่างชัดเจน
และที่ทำให้ซุนเฟยรู้สึกใก็คือ พลังโจมตีในแต่ละหมัดจะแฝงด้วยพลังที่ใกล้เคียงกับพลังของซุนเฟยเต็มหนึ่งร้อยส่วน และหมัดเหล่านี้ก็สามารถคงอยู่ได้ใน่เวลาสั้นๆ ก่อนที่จะสลายไป ด้วยสภาพแปลกๆ นี้ ทำให้ซุนเฟยสามารถปล่อยหมัดออกมาสมทบได้เรื่อยๆ ยิ่งสมทบกันมากเท่าไร พลังการโจมตีก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น ทำให้การโจมตีเพียงครั้งเดียวของซุนเฟยเทียบเท่าได้กับการปล่อยหมัดสามสิบถึงสี่สิบครั้ง บวกกับแรงะเิกลางอากาศทำให้พลังของซุนเฟยสามารถเลื่อนจากระดับห้าดาวขึ้นสู่หกดาวในชั่วพริบตา และทักษะนี้ก็เทียบเท่ากับทักษะการต่อสู้ระดับสูง
และนี่ก็คือเหตุผลที่ว่าทำไมซุนเฟยที่กำลังได้รับาเ็จากคลื่นพลังสีทองเหลือบเงินในร่างถึงได้พลิกสถานการณ์กลับมาได้ ด้วยพลังนี้ทำให้ซุนเฟยสามารถทำลาย 'สึนามิ' ที่เป็ทักษะระดับสูงและเอาชนะคริส ซัตตันมาได้
เื่นี้ทำให้ซุนเฟยเข้าใจแล้วว่า ในการต่อสู้กับคนในโลกแห่งความจริง เขาจำเป็ที่จะต้องมีท่าไม้ตายเป็ของตัวเองบ้าง ไม่อย่างนั้นคงเป็เื่ยากที่จะคว้าชัยชนะมาได้
นี่เป็ความเข้าใจใหม่ในการต่อสู้ของ 'โหมดคนเถื่อน'
หลังจากจบศึกกับคริส ซัตตัน ซุนเฟยได้พยายามกระตุ้นตัวเองหลายต่อหลายครั้งเพื่อเข้าสู่สภาวะคลั่งแบบในตอนนั้นและสร้างหมัดโปร่งแสงขึ้นมา จนท้ายที่สุด ซุนเฟยก็สามารถควบคุมทักษะหมัดนี้ได้ดั่งใจแล้ว ในขณะเดียวกันก็ค้นพบว่า ด้วยระดับความแข็งแกร่งของร่างกาย สัญชาตญาณทางกายภาพ และประสบการณ์ในการต่อสู้ของ 'โหมดคนเถื่อน' เลเวล 38 ในปัจจุบัน เขาสามารถปล่อยหมัดสมทบได้มากที่สุดถึงสี่สิบหกหมัด นี่คือขีดจำกัดของเขาในตอนนี้ เพราะถ้ามากกว่าสี่สิบหกหมัดล่ะก็ มันจะะเิทันที
หลังจากปล่อยหมัดสมทบกันถึงสี่สิบหกหมัด พลังการโจมตีก็น่าจะอยู่ที่ประมาณหกดาวระยะกลาง และผลของมันก็น่าทึ่งมาก
“ทักษะสมทบหมัดชุดนี้ไม่ได้ด้อยไปกว่าทักษะคลื่นพลังระดับสูงเลย ทั้งยังเป็ทักษะที่บิดาสร้างขึ้นมาเอง ชื่อของทักษะนี้...อืม เรียกว่า...เรียกว่าหมัดหิมะเยือกแข็งก็แล้วกัน! ฮ่าๆๆๆ!” ซุนเฟยพลันนึกถึงทักษะหมัดหิมะเยือกแข็งของศิษย์พี่ใหญ่ปู้จิ้งอวิ๋นและเนี่ยฟงในหนังภาพยนตร์ 'ฟงอวิ๋น ขี่พายุทะลุฟ้า' ชื่อนี้เหมาะกับทักษะของเขาที่สุดแล้ว ซุนเฟยไม่ลังเลที่จะขโมยชื่อนี้มาตั้งสักนิด ฮึๆ คิดว่าเ้าอยู่ที่ไหนกัน? จะมีใครโผล่มาร้องเรียนว่าขโมยความคิดคนอื่นได้เล่า? ซุนเฟยหัวเราะคิกคักอย่างพอใจ
จบศึกครั้งนี้ ซุนเฟยรู้สึกว่าตัวเองคล้ายจะได้เปิดประตูสู่โลกใหม่จริงๆ เหมือนได้เปิดหูเปิดตามากขึ้น เดิมทีรูปแบบการต่อสู้ของอาชีพในโลก Diablo ไม่ได้จำกัดเพียงทักษะอาชีพเท่านั้น หากใช้ได้อย่างคล่องแคล่วก็สามารถสร้างรูปแบบทักษะใหม่ๆ ออกมาได้ สำหรับโอตาคุอย่างซุนเฟยแล้วมันดูน่าสนุกมาก
“ถ้าเป็แบบนี้ ข้าก็มีทักษะในการต่อสู้แล้ว ถ้าอย่างนั้นทักษะการป้องกันเล่า?”
ซุนเฟยเริ่มครุ่นคิด
ทักษะของซุนเฟยมีแต่การโจมตีแต่ไม่มีการป้องกัน อาศัยเพียงชุดเกราะและความถึกของร่างกายอย่างเดียวคงไม่ไหว ไม่ใช่ว่าทุกครั้งเขาจะสามารถทุบตีฝ่ายศัตรูเหมือนตีสุนัขได้ตลอดนะ?
แต่ในตอนนี้ ซุนเฟยไม่มีกะจิตกะใจที่จะไปครุ่นคิดเื่นี้ได้
เพราะในใจยังคงประหวัดเป็ห่วงสถานการณ์ของเมืองแซมบอร์ด ไม่รู้ว่าทำไม เหมือนกับว่ามีเสียงเรียกหาอย่างร้อนรนลอยออกมา ทำให้ซุนเฟยเกิดความวิตกกังวลเป็บางครั้ง ราวกับว่ามีบางสิ่งบางอย่างกำลังเรียกหาตนอยู่
----------------------------
