“《เงาร่างแสงถวิล》อาณาเขตทองสัมฤทธิ์มีผู้ใช้วิชามหาอำนาจเฉกเช่นนี้ด้วยงั้นรึ น่าประหลาดใจยิ่งนัก” หลี่ฉางเฟิงยิ้มเล็กน้อย
ซั่งกวานซงหายวับไปในพริบตา กายาแปรเปลี่ยนกลายเป็เส้นแสงนับพันหมื่น สีหน้าของหลี่ฉางเฟิงหนักอึ้งเล็กน้อย การที่จะทำลายมหาวิชานี้ไม่ใช่เื่ง่าย
“ลืมข้อตกลงระหว่างเ้ากับราชวังแล้วรึ? ภายในยี่สิบปี จือหนิงต้องอยู่เคียงข้างกับนาง รับคำชี้แนะจากราชวัง” หลี่ฉางเฟิงแค่นเสียงหึ
ไม่ว่าเขาจะชนะหรือแพ้ซั่งกวานซงล้วนแล้วไม่มีประโยชน์ ความสัมพันธ์ระหว่างคนผู้นี้กับราชวังละเอียดอ่อนยิ่งยวด ดังนั้นสิ่งที่ทำได้มีเพียงใช้ชื่อราชวังกดดันซั่งกวานซงเท่านั้น
“โหร๋วเอ๋อร์!” ซั่งกวานซงตัวสั่นสะท้าน สีหน้าเผยให้เห็นถึงความกังวลอย่างเห็นได้ชัด
“เพื่อประโยชน์ของจือหนิง เ้าควรปล่อยนางไปจากอาณาเขตทองสัมฤทธิ์ โลกนี้เล็กเกินไปสำหรับนาง” หลี่ฉางเฟิงพูด
ซั่งกวานซงถอนหายใจ “ช่างเถอะ ผ่านมาสิบแปดปีแล้ว ประวิงเวลาต่อไปก็ไม่ได้อะไร หวังว่าโหร๋วเอ๋อร์จะดูแลจือหนิงเป็อย่างดี”
หลี่ฉางเฟิงแค่นเสียง “ซั่งกวานซง เ้าไม่สมควรเป็พ่อจริงๆ แม้ว่าจะเพื่อประโยชน์ของจือหนิง เ้าก็ยังไม่อยากไปจากที่นี่ ด้วยพลังของเ้า ถ้าไปจากที่นี่ย่อมพัฒนาต่อไปได้อีกอย่างแน่นอน เหตุใดถึงยังอยากอยู่ที่นี่ต่อ?”
“ขุนเขากระบี่เทียนหยวนก็มีจุดยืนหยัดของขุนเขากระบี่เทียนหยวน ข้าผู้เป็เ้าสำนักขุนเขากระบี่เทียนหยวนต้องทำตัวให้เป็แบบอย่าง” ซั่งกวานซงกล่าว
“น่าสมเพช เ้าเสียเวลาอยู่ที่นี่ตั้งเท่าไหร่แล้ว หากยังเทียบไม่ได้กับเงาของนางด้วยซ้ำ” หลี่ฉางเฟิงพูด
“ท่านพ่อ!” ซั่งกวานจือหนิงะโ
ซั่งกวานซงหันกลับเข้าไปในรูหนอน เขาเป็พ่อของซั่งกวานจือหนิง แต่ก็เป็เ้าสำนักขุนเขากระบี่เทียนหยวนด้วย เพลานี้ขุนเขากระบี่เทียนหยวนกำลังสู้ศึกอยู่ในมหาทวีปชางอู๋หลิง เขาที่เป็เ้าสำนักแต่กลับหนีออกมานั่นผิดมากแล้ว เขาจะเสียเวลาอยู่ที่นี่นานกว่านี้ไม่ได้
การเดินทางในครั้งนี้กินเวลาหนึ่งปีเต็ม มหาทวีปชางอู๋หลิงแทบพังทลาย ภายใต้การจู่โจมแบบไม่คิดชีวิตของขุนเขากระบี่เทียนหยวน ในที่สุดหอสุราลัยก็ยอมถอยทัพไปจากมหาทวีปชางอู๋หลิง
สามขุมพลังอำนาจต่างเข้าร่วมา ในการต่อสู้ครั้งสุดท้าย สามขุมพลังอำนาจถึงกับอกสั่นขวัญแขวน จอมยุทธ์ขุนเขากระบี่เทียนหยวนแข็งแกร่งเกินจากที่พวกเขาจินตนาการเอาไว้มาก จอมยุทธ์ขั้น์ปฐีประจักษ์กายออกมาอย่างต่อเนื่อง
กล่าวได้ว่าทั้งจำนวน ทั้งพลานุภาพของสามขุมพลังอำนาจต่างก็เหนือกว่าขุนเขากระบี่เทียนหยวน กอปรกับการสนับสนุนจากขุมพลังอำนาจอื่นๆ เดิมทีพวกเขาควรปราบปรามขุนเขากระบี่เทียนหยวนได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ทว่ามันคือาระดับสูง สุดท้ายพวกเขาก็ถูกขุนเขากระบี่เทียนหยวนสยบจนหมดสิ้น!
จำนวนจอมยุทธ์ของพวกเขาไม่ได้เสียเปรียบขุนเขากระบี่เทียนหยวนแต่อย่างใด ทว่าทุกท่วงท่าการเคลื่อนของจอมยุทธ์ที่ทลายผนึกหินโลหิตออกมานั้นบ้าคลั่งสุดแสน เป็ขั้นเหินนภาสามสี่ชั้นฟ้าเหมือนกัน แต่จอมยุทธ์ขุนเขากระบี่เทียนหยวนกลับกล้าสู้กับอีกฝ่ายหนึ่งต่อสาม ถึงท้ายที่สุดจะถูกฆ่าตาย หากแต่ก็พาคนทางฝั่งพวกเขาตายไปด้วย
ความสูญเสียระดับนี้เกินกว่าจะรับไหว จอมยุทธ์ขั้นเหินนภาเป็พลังหลักของขุมพลังอำนาจ ไม่มีใครเต็มใจยอมเสียผู้เยี่ยมยุทธ์ไปโดยเปล่า
อีกทั้งวิธีการของขุนเขากระบี่เทียนหยวนก็สุดโต่งยวดยิ่ง เ้ากล้าประมือกับขุนเขากระบี่เทียนหยวน เช่นนั้นข้าก็กล้าส่งผู้เยี่ยมยุทธ์ไปถล่มขุมพลังอำนาจของเ้า
นิกายสิงอี้ สำนักดาบทอง นิกายบูชาจันทร์ สำนักชั้นสูงกับกึ่งชั้นสูงถูกขุนเขากระบี่เทียนหยวนทำลายเสียราบคาบ ทั้งยังมีสำนักระดับสองกับสามอีกนับไม่ถ้วน
ไม่มีใครคาดคิดว่าขุนเขากระบี่เทียนหยวนจะอำมหิตเหี้ยมถึงเพียงนี้ ใครก็ตามที่เป็ปรปักษ์กับขุนเขากระบี่เทียนหยวน ไม่มีใครรอดชีวิตกลับไปได้แม้แต่คนเดียว
ครั้นกว่าสำนักปีศาจ ลัทธิเต๋า นิกายพุทธ สามขุมพลังอำนาจจะพบว่าขุนเขากระบี่ทำเช่นนั้นก็สายเกินไปเสียแล้ว ขุนเขากระบี่เทียนหยวนกำลังเชือดไก่ให้ลิงดู พอเห็นสำนักหลายร้อยแห่งพังพินาศ ขุมพลังอำนาจอื่นๆ ที่คิดจับปลาในน้ำขุ่นจำต้องคิดครวญให้ถ้วนถี่
แม้ว่าพวกเขาจะรู้ว่าขุนเขากระบี่เทียนหยวนไม่สามารถเป็ศัตรูกับขุมพลังอำนาจทุกแห่งในทวีปได้ แต่ใครจะกล้ารับประกันได้ว่าผู้โชคร้ายรายต่อไปจะไม่ใช่ตัวเอง?
อีกทั้งพวกเขาก็ไม่ได้มีความบาดหมางอะไรกับขุนเขากระบี่เทียนหยวน แม้ว่าขุนเขากระบี่เทียนหยวนจะถูกทำลาย ศัตรูคู่อาฆาตย่อมเป็สามขุมพลังอำนาจ อย่างพวกเขาก็น่าจะโดนแค่นิดๆ หน่อยๆ สัดส่วนแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
กระบี่ของหลี่ฉางเฟิงทำลายแดนปฐีของมหาทวีปชางอู๋หลิง พลังปราณฟ้าดินสูญสิ้น ต้องใช้เวลานานหลายพันปีถึงจะฟื้นตัวกลับมาเป็ดั่งเดิมได้อีกครั้ง ซึ่งมันคือการทำลายรากฐานพลังของหอสุราลัย
ในที่สุดศึกครั้งนี้ก็จบลงด้วยชัยชนะอันน่าสังเวชของขุนเขากระบี่เทียนหยวน สามขุมพลังอำนาจถูกตบหน้าเข้าอย่างจัง พวกเขาปราบปรามขุนเขากระบี่เทียนหยวนมาได้เกือบพันปี แรกเริ่มเดิมทีนึกว่าขุนเขากระบี่เทียนหยวนแข็งแกร่งเพียงเปลือกนอก ทว่าแท้จริงแล้วนั้น พลานุภาพมิได้ด้อยไปกว่าพวกเขาเลย
จอมยุทธ์สามขุมพลังอำนาจทำลายผนึกหินโลหิตเพียงบางส่วน ทว่าขุนเขากระบี่เทียนหยวนใส่เต็มกำลัง ถึงอย่างนั้นจำนวนจอมยุทธ์ที่มีก็น่าพรั่นพรึงมากอยู่ดี
หากสามขุมพลังอำนาจทำลายผนึกหินโลหิต พวกเขาจะต้องเป็ฝ่ายชนะขุนเขากระบี่เทียนหยวนอย่างแน่นอน แต่ราคาที่ต้องจ่ายนั้นสูงเกินไป ไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาจะแบกรับไหว
ายืดเยื้อนานถึงหนึ่งปี ระหว่างนั้นจูชิงพักรักษาตัวพร้อมกับขับเคลื่อนศักยภาพของตัวเอง เพราะยาโอสถจำนวนมหาศาลของขุนเขากระบี่เทียนหยวน จูชิงจึงฟื้นตัวคืนกลับมาได้ใน่ระยะเวลาสั้นๆ
ข่าวแรกที่จูชิงได้รับรู้หลังจากลืมตาตื่นก็คือผู้าุโสือจ้งตายแล้ว ตายเพราะอายุขัยหมดลง!
ไม่ใช่แค่ผู้าุโสือจ้ง หนึ่งเดือนหลังจากที่าสิ้นสุดลง มีผู้าุโขั้น์ปฐีอีกหลายสิบคนดับสิ้นวายชีวา!
ขุนเขากระบี่เทียนหยวนนำหินโลหิตสำรองออกมาจนหมดแล้ว แต่ก็ยังมีจอมยุทธ์เกือบสี่สิบคนที่ไม่มีหินโลหิตผนึกปราณหยุดอายุขัย สิ่งที่รอคอยพวกเขาอยู่ก็คือความตาย
พวกเขามีชีวิตอยู่ได้อีกไม่กี่เดือน หรือบางทีอาจไม่เห็นดวงอาทิตย์ในวันพรุ่งนี้ด้วยซ้ำ!
ขุนเขากระบี่เทียนหยวนสละทุกสิ่งทุกอย่าง ถึงสามขุมพลังอำนาจจะพ่ายแพ้ย่อยยับแต่พวกเขาก็ไม่ได้ทุกข์ร้อน เพราะพวกเขาตระหนักรู้เป็อย่างดี หลังจากานี้ ขุนเขากระบี่เทียนหยวนจะต้องเสียฐานพลังอย่างมหาศาล อีกไม่ถึงสิบปี จอมยุทธ์ที่พวกเขามีจะค่อยๆ ตายไปทีละคนสองคน เมื่อตอนนั้นมาถึง ขุนเขากระบี่เทียนหยวนย่อมไม่ต่างอะไรกับต้นไม้ที่ใหญ่แค่เปลือก หากแต่ภายในกลับกลวงโบ๋
ความจริงแล้วผู้าุโขุนกระบี่เทียนหยวนบางคนก็ไม่เข้าใจว่าานี้หมายความว่าอย่างไร เพื่อสำแดงพลานุภาพให้กับสามขุมพลังอำนาจเห็นอย่างนั้นหรือ มันช่างไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย
หรือเพื่อช่วยศิษย์ที่ถูกหอสุราลัยล่าสังหาร ศิษย์ขั้นหลอมลมปราณหนึ่งชั้นฟ้ามีค่าถึงขนาดที่ขุนเขากระบี่เทียนหยวนต้องจ่ายค่าตอบแทนราคาแพงเชียวหรือ
ข่าวที่สองก็คือซั่งกวานจือหนิงถูกพาไปจากที่นี่แล้ว!
เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่กับทวีปเฉียนหยวน มีหลายสิ่งหลายอย่างเปลี่ยนไป
“ตื่นแล้วรึ มากับข้าสิ” ซั่งกวานซงมองจูชิง เมื่อเห็นว่ารากฐานของจูชิงไม่ได้เสียหาย เขาก็อดไม่ได้ที่จะพยักหน้า
นี่คือข้อดีของการที่มีรากฐานมั่นคง ไม่เช่นนั้น หากเผชิญกับสถานการณ์เฉกเช่นนั้น ขั้นพลังอาจถดถอยเอาได้
“ท่านคือเ้าสำนักขุนเขากระบี่เทียนหยวนงั้นรึ?” จูชิงมองชายวัยกลางคนที่ช่วยชีวิตตัวเองอย่างประหลาดใจ
“ข้าดูไม่เหมือนเ้าสำนักงั้นรึ?” ซั่งกวานซงยิ้มเล็กน้อย
“ไม่ใช่ ข้าไม่ได้หมายความแบบนั้น แค่รู้สึกแปลกใจ เหตุใดเ้าสำนักขุนเขากระบี่เทียนหยวนถึงส่งข้าไปต่างดินแดน” จูชิงเอ่ยถาม มันเป็คำถามที่อยู่ในใจเขามาโดยตลอด
ซั่งกวานซงเอามือทาบกำแพง จากนั้นกำแพงที่อยู่ตรงหน้าก็ค่อยๆ เคลื่อนตัว “ข้าแค่อยากให้เ้าอยู่ห่างจากทวีปเฉียนหยวน อย่างไรเสียสามขุมพลังอำนาจก็แข็งแกร่งยิ่งกว่าขุนเขากระบี่เทียนหยวน ทว่าสามขุมพลังอำนาจที่อยู่ต่างแดนอ่อนแอมากกว่า ดังนั้นข้าเลยอยากให้เ้าอยู่ข้างนอกสักพัก ไม่คิดเลยว่าเ้าจะปรากฏกายบนมหาทวีปชางอู๋หลิงทั้งยังสร้างปัญหาใหญ่โตที่หอสุราลัย ข้าเลยต้องออกเดินทางไปช่วยเ้ากลับมา”
จูชิงตะลึงงัน มองซั่งกวานซงอย่างเหลือเชื่อ “ยอมทำาแค่เพราะอยากช่วยข้าอย่างนั้นรึ?”
“นอกจากเหตุผลนั้นแล้ว ข้าหาเหตุผลอื่นที่ทำให้เหล่าจอมยุทธ์ที่ผนึกตัวเองั้แ่สมัยดึกดำบรรพ์ทำลายหินโลหิตออกมาไม่ออกเลย” ซั่งกวานซงกล่าว
“เพราะอะไรล่ะ?” จูชิงถามต่อ
“เพราะเ้ามีค่าพอให้พวกเราทำเช่นนั้น!” ซั่งกวานซงพาจูชิงเข้าไปในห้องลับ จากนั้นประตูหินก็ปิดลงทันที
พอเข้ามา มีภาพวาดใบหนึ่งดึงดูดความสนใจของจูชิง ภาพนั้นเป็รูปวาดของเด็กหนุ่มคนหนึ่ง
“ทำไมถึง...” จูชิงเบิกตากว้าง เด็กหนุ่มที่อยู่ในภาพวาดช่างคุ้นเคยเหลือเกิน
“คุ้นมากใช่หรือไม่ คนในภาพก็คือเ้า” ซั่งกวานซงยิ้ม จุดธูปหอมปักลงบนโต๊ะหิน
หากแต่เขาในภาพนั้นดูมีอายุพอสมควร จูชิงเพิ่งจะสิบแปด ยังไม่แก่ขนาดนั้นเสียหน่อย
“ภาพนี้อยู่ที่นี่มานานแค่ไหนแล้ว?” จูชิงอดถามไม่ได้
“ั้แ่ที่ขุนเขากระบี่เทียนหยวนมีอยู่ในทวีปนี้ หรืออาจจะก่อนหน้านั้น” ซั่งกวานซงตอบ
“ไม่มีทางเป็ข้าอย่างแน่นอน ข้าไม่ได้อายุมากขนาดนั้น” จูชิงส่ายหัว
ซั่งกวานซงยิ้มเล็กน้อย “ออกมาจากเกาะหลัวโหว ปราณมรณะตลบอบอวลทั่วกายา หน้าตาเหมือนกับคนที่อยู่ในภาพวาดไม่มีผิดเพี้ยน ข้าคิดไม่ออกเลยว่าจุดไหนที่ไม่เหมือน?”
“ท่านรู้ได้ยังไงว่าข้า…!?” จูชิงตะลึงลาน เื่ปราณมรณะเขาไม่เคยบอกใครมาก่อน
“เป็คำบอกเล่าปากต่อปากของเ้าสำนักขุนเขากระบี่เทียนหยวน!” ซั่งกวานซงพูด
จูชิงมองภาพนั้นอีกครั้งพลางขมวดคิ้ว เขาไม่เข้าใจว่าซั่งกวานซง้าสื่ออะไร
“พูดง่ายๆ ก็คือขุนเขากระบี่เทียนหยวนเป็คนเฝ้าสุสาน พวกเราปกป้องเ้ามานานหนึ่งยุคสมัยแล้ว!” ซั่งกวานซงยิ้ม
“คนเฝ้าสุสาน? ั้แ่สมัยดึกดำบรรพ์น่ะหรือ?” จูชิงมองซั่งกวานซงอย่างไม่อยากเชื่อสายตา
“เก่าแก่ยิ่งกว่านั้น ั้แ่รุ่นแรกที่ก่อตั้งสำนัก” ซั่งกวานซงส่ายหัว
“นานกว่าดึกดำบรรพ์อีกงั้นรึ!” จูชิงตะลึง
“ใช่แล้ว เป็ยุคสมัยที่เก่าแก่เสียจนผู้คนลืมมันไปหมดแล้ว ยุคสมัยที่จมหายไปในประวัติศาสตร์อันยาวนาน!” ซั่งกวานซงกล่าว
