ทิศทางที่เนี่ยเทียนมองไป พื้นที่ว่างเปล่ารัศมีสิบลี้ล้วนเต็มไปด้วยปราณปีศาจสีม่วงเข้มข้นราวกับสายน้ำ
สถานที่ตั้งของสำนักภูตผีมีน้ำวนขนาดใหญ่ั์แห่งหนึ่งที่เกิดจากการรวมตัวกันของปราณปีศาจปกคลุมตลอดทั้งสำนักภูตผีไว้จนมิด
หากมองอย่างละเอียด น้ำวนขนาดั์นั้นกลับคล้ายคลึงน้ำวนพลังงานต่างธาตุหลายลูกที่อยู่ในมหาสมุทริญญาจุดตันเถียนของเขาอย่างมาก
อย่างเดียวที่ไม่เหมือนกันก็คือพลังงานที่ก่อตัวเป็น้ำวนลูกั์นี้คือปราณปีศาจเชี่ยวกรากที่จำเป็สำหรับภูตผีปีศาจ
น้ำวนขนาดั์เคลื่อนโคจรต่อเนื่อง ภูตผีปีศาจมากมายที่โฉบเฉี่ยวไปมาอยู่ในปราณปีศาจไหลเชี่ยวนั้นเกรงว่าคงมีมากนับพันนับหมื่นตัว
ในน้ำวนปราณปีศาจที่หมุนคว้างมีกลุ่มแสงสีม่วงหลายสิบกลุ่มซึ่งปลดปล่อยแสงเจิดจ้าแสบตา ซึ่งแสงเ่าั้แม้แต่ปราณปีศาจก็ยังมิอาจบดบังได้แม้แต่นิดเดียว
เมื่อเข้าไปใกล้เนี่ยเทียนถึงได้มองเห็นว่าในกลุ่มแสงสีม่วงสิบกว่ากลุ่มนั้นล้วนเป็ภูตผีปีศาจชั้นสูงที่แต่งกายด้วยอาภรณ์หรูหรางดงาม
ความสามารถของภูตผีปีศาจชั้นสูงแต่ละตนล้วนเทียบเคียงได้กับผู้ฝึกลมปราณเผ่ามนุษย์เขตสามัญและเขตลี้ลับ คลื่นพลังงานที่แผ่ออกมาจากร่างของพวกมันคล้ายสามารถส่งผลกระทบต่อน้ำวนปราณปีศาจขนาดั์ ช่วยให้น้ำวนปราณปีศาจลูกนั้นเขมือบกลืนค่ายกลใหญ่ “หมื่นผีร่ำไห้” ของสำนักภูตผีไปทีละนิด
ทุกครั้งที่น้ำวนปีศาจใหญ่ั์โคจรก็จะต้องชักจูงเอาปราณปีศาจไหลเชี่ยวที่ปกคลุมในรัศมีสิบลี้ให้เข้ามาอยู่ภายในน้ำวน
สำนักภูตผีถูกน้ำวนปราณปีศาจลูกนั้นกลืนกิน ทำให้เนี่ยเทียนมองไม่เห็นอะไรสักอย่าง อยู่ห่างกันไกลเกินไป และเขาก็ไม่สามารถใช้กระแสจิตไปรับััได้ด้วย
เขาไม่แน่ใจว่าสำนักภูตผีตอนนี้ตกอยู่ในสถานการณ์เช่นใดกันแน่
“หยุดก่อน”
หลีจิ้งสำนักโลหิตมองเห็นแต่ไกลว่ามีปราณปีศาจไหลเชี่ยวกรากอยู่เป็จำนวนมาก แท่นดอกบัวของนางจึงพลันหยุดชะงัก
เนี่ยเทียนเองก็รีบส่งความคิดของตัวเองไปให้กับโครงกระดูกปีศาจเื โครงกระดูกปีศาจเืที่บรรทุกผู้แข็งแกร่งขอบเขตต้น์จำนวนมากมาด้วยจึงหยุดชะงักอยู่กลางอากาศทันที
เนี่ยเทียนมองไปยังหลีจิ้งด้วยความไม่เข้าใจ
นาทีถัดมา เขาก็ััได้ถึงคลื่นมหาสมุทริญญาที่เป็ของหลีจิ้งซึ่งคล้ายกับมหาสมุทรสีเืที่เหนียวข้นพุ่งเข้าไปปกคลุมยังพื้นที่ที่มีปราณปีศาจไหลกราก
เขาจึงเข้าใจทันทีว่าหลีจิ้งกำลังใช้วิธีการของนางมารับัักับสถานการณ์ของพื้นที่ที่มีภูตผีปีศาจรวมตัวกันอยู่
เวลาเดียวกันนั้น
จุดศูนย์กลางของน้ำวนปราณปีศาจลูกใหญ่มีเมืองโบราณขนาดใหญ่ั์ที่ก่อด้วยอิฐสีเขียวตั้งตระหง่านอยู่ตรงนั้น
เมืองโบราณหินเขียวนั่นมีขนาดพอๆ กับเมืองเป่ยหยวนที่เนี่ยเทียนได้เห็นตอนเดินทางมา แต่ประตูเมืองทุกบานของเมืองโบราณล้วนสลักรูปผีร้ายที่หน้าตาดุดันเอาไว้
บนกำแพงเมืองเต็มไปด้วยลวดลายสีเขียวแน่นขนัด ในลวดลายเ่าั้ล้วนมีิญญาผีร้ายล่องลอย
ราวกับว่าเมืองโบราณหินเขียวแห่งนี้ได้ถูกผีร้ายจำนวนมากมายล้อมพันเอาไว้
แสงสีเขียวขมุกขมัวปกคลุมไปทั่วทั้งเมือง ท่ามกลางแสงสีเขียวนั้นสามารถมองเห็นเงาของผีที่กำลังล่องลอย กำลังร้องโหยหวนด้วยเสียงแหลมบาดแก้วหูได้รำไร
ตรงกลางของเมืองโบราณหินเขียวแห่งนี้มีเหวขนาดใหญ่ที่เว้าลึกลงไปอยู่แห่งหนึ่ง และไอความเย็นเสียดกระดูกน่าสะพรึงกลัวก็แผ่ขึ้นมาจากในหุบเหวนั้น
หากมองอย่างละเอียดจะเห็นว่าในหลุมลึกมีิญญาผีจำนวนนับไม่ถ้วนเคลื่อนไหวไปมาคล้ายตั๊กแตนที่บินออกมาจากเหวลึกไม่ขาดสายแล้วหายเข้าไปในผนังของเมืองโบราณ
ิญญาผีร้ายเ่าั้ดูเหมือนว่าจะเป็กองกำลังของค่ายกลใหญ่ “หมื่นผีร่ำไห้” เป็ประเภทเดียวกับเืที่สำนักโลหิตรวบรวมมาจากสัตว์วิเศษ
เหวลึกที่มีิญญาผีกระโจนออกมาไม่ขาดสายคล้ายเชื่อมต่อกับนรกภูมิ ิญญาร้ายที่บินออกมาไม่หยุดก็เพื่อรักษาพลังให้กับค่ายกลใหญ่ “หมื่นผีร่ำไห้”
รอบด้านเหวลึกมีผู้แข็งแกร่งของสำนักภูตผีนั่งกันอยู่หลายคน พวกเขาหลับตาด้วยสีหน้าซีดขาว
ผู้แข็งแกร่งหลายคนของสำนักภูตผีเปลี่ยนแปลงเวทคาถาอย่างต่อเนื่อง ข้างกายมีธงผ้าโบกสะบัดคล้ายช่วยให้พวกเขาเรียกิญญาร้ายออกมาจากเหวลึกได้เรื่อยๆ
ทว่าขณะที่พวกเราเรียกหาิญญาผีร้ายเ่าั้ก็ต้องเผาผลาญพลังของตัวเองไปด้วย
ขณะที่พวกเขาใกล้จะทนไม่ไหวก็จะมีผู้แข็งแกร่งของสำนักภูตผีอีกคนเข้ามาแทนที่ทันที
ผู้แข็งแกร่งสำนักภูตผีที่เผาผลาญพลังมากเกินไปจำเป็ต้องหลีกที่ให้โดยไม่พูดอะไรสักคำ แล้วใช้ยาหลากชนิดของสำนักภูตผีมาฟื้นพลังเพื่อรอเข้าแทนคนต่อไป
มุมหนึ่งของเหวลึก ผู้เฒ่าคนหนึ่งของสำนักภูตผีที่รูปร่างผอมแห้งกำลังขมวดคิ้วคุยกับฉางเซินแห่งวังยมบาล
ผู้เฒ่าสำนักภูตผีที่ใบหน้าซูบตอบราวกับซากศพผู้นั้นก็คือเ้าสำนักภูตผีคนปัจจุบัน กุ่ยถง
ชื่อแซ่ที่แท้จริงของกุ่ยถงไม่มีใครรู้ หลังจากที่เขาเข้ามาอยู่ในสำนักภูตผีก็เรียกแทนตัวเองว่ากุ่ยถง (กุ่ยถงแปลว่าดวงตาผี) จนกระทั่งเขากลายมาเป็เ้าสำนักคนปัจจุบันของสำนักภูตผี ชื่อกุ่ยถงก็ยังไม่ถูกเปลี่ยน
ดวงตาคู่นั้นของกุ่ยถงเป็สีเขียวมรกตแปลกประหลาด ด้านในคล้ายซุกซ่อนไว้ด้วยทะเลลึกสีเขียวเข้มสองแห่ง และในทะเลลึกนั้นก็คล้ายจะมีิญญาผีร้ายนับพันนับหมื่นล่องลอย
ผู้ฝึกลมปราณเผ่ามนุษย์คนใดก็ตามที่มีขอบเขตต่ำกว่าเขา ขอแค่กล้าประสานสายตากับเขา จิติญญาก็จะได้รับผลกระทบทันที
หากเขา้ายังสามารถดึงจิติญญาของผู้ฝึกลมปราณเผ่ามนุษย์ที่อ่อนด้อยกว่าออกมาจากสมองของพวกเขาได้อย่างง่ายดาย
ทว่าเวลานี้คนที่เขาพูดคุยด้วยคือฉางเซินแห่งวังยมบาล บุคคลอันดับหนึ่งของอาณาจักรหลีเทียน
“กุ่ยถง เ้ายังยืนหยัดอยู่ได้อีกนานแค่ไหน?” ฉางเซินขมวดคิ้วกล่าว
“สองวัน” เมื่อกุ่ยถงเอ่ยปาก กลางอากาศก็มีคลื่นเป็ชั้นๆ กระเพื่อมออกมา ลูกคลื่นเ่าั้คล้ายมีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงของปราณิญญาฟ้าดิน ทำให้พื้นที่ใกล้เคียงกลายมาเป็ผีร้ายน่าสะพรึงกลัวทันที “ผู้าุโเ่าั้ที่อยู่ด้านล่างใกล้จะทนไม่ไหวกันเต็มทีแล้ว หลังจากที่ค่ายกลใหญ่หมื่นผีร่ำไห้แตกทลายออก พลังในการต่อสู้ของพวกเขาก็มีขีดจำกัด ถึงเวลานั้นคงต้องอาศัยพลังการสู้รบจากวังยมบาลของพวกท่านแล้ว”
ฉางเซินพยักหน้า “ข้าเข้าใจ ที่ข้าเลือกสำนักภูตผีของพวกเ้าเป็สมรภูมิรบก็เพราะเห็นความสำคัญของค่ายกลใหญ่หมื่นผีร่ำไห้ของพวกเ้าที่สามารถดึงเอาิญญาร้ายออกมาได้อย่างต่อเนื่อง น่าเสียดายที่ิญญาร้ายเหล่านี้จำเป็ต้องให้ผู้แข็งแกร่งเรียกขาน หากค่ายกลเผาโลกันตร์กักปีศาจของวังยมบาลไม่ได้ทลายออก ข้าสามารถใช้พลังของพวกภูตผีปีศาจที่ถูกกักขังมาต้านทานภูตผีปีศาจที่เข้ามาโจมตีได้”
“ศึกครั้งนี้ มีความมั่นใจมากน้อยเพียงใด?” กุ่ยถงเอ่ยแ่เบา
ฉางเซินเงียบไปครู่ใหญ่ “มากสุดก็สามส่วน”
ได้ยินประโยคนี้ของฉางเซิน กุ่ยถงเองก็เงียบงันลงไปเช่นกัน เนิ่นนานเขาถึงได้พูดขึ้นมาว่า “ไม่รู้ว่าสถานการณ์ของอีกห้าสำนักจะเป็เช่นไรบ้าง”
“น่าจะย่ำแย่ยิ่งกว่าพวกเรา” ฉางเซินสีหน้าเฉยเมย “หุบเขาเทาสิ้นชื่อไปแล้ว ทางฝ่ายของหลีจิ้งอาจจะยืนหยัดอยู่ได้พักหนึ่ง แต่การถูกดับสำนักช้าเร็วก็ต้องเกิดขึ้น อารามเสวียนอู้เลิกคิดไปได้เลย พวกเขาจะแพ้หรือชนะไม่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ใหญ่ มีเพียงทางฝ่ายของสำนักหลิงอวิ๋นที่มีอูจี้เป็ผู้รักษาการณ์เท่านั้นที่น่าจะยังพอมีความหวัง”
กล่าวมาถึงตรงนี้ ฉางเซินเองก็ส่ายหัวแล้วถอนหายใจเบาๆ “น่าเสียดายที่ตาแก่อูถูกจำกัดเื่อายุขัย เกรงว่าคงอยู่ได้อีกไม่นานแล้ว ศึกครั้งนี้หากเขาออกแรงเต็มกำลัง ต่อให้เอาชนะมาได้อย่างถูๆ ไถๆ เขาเองก็คงมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน ตอนนั้นข้าก็มองออกถึงจุดนี้แล้ว ถึงได้ไม่ลงมือกับอูจี้ตอนที่เ้ากับหลีจิ้งไปเทือกเขาชื่อเหยียน”
“การยอมถอยให้ของข้า ถือว่าช่วยให้อาณาจักรหลีเทียน่ชิงโอกาสรอดชีวิตมาได้หนึ่งเส้น มิฉะนั้นอาณาจักรหลีเทียนในตอนนี้ก็คงแตกทลายเป็เสี่ยงๆ แล้ว”
กุ่ยถงแค่นเสียงเ็าหนึ่งครั้ง “หากอาณาจักรหลีเทียนผ่านภัยครั้งนี้ไปได้ พวกเราต้องแก้แค้นแปดอาณาจักรนั่นแน่นอน โดยเฉพาะไอ้อาณาจักรคุนหลัวนั่น”
ฉางเซินส่ายหัว “ยาก”
“ก็ไม่แน่เสมอไป” กุ่ยถงหน้าเปลี่ยนสี บนใบหน้าน่าสะพรึงกลัวเต็มไปด้วยกลิ่นอายภูตผีของเขาพลันฉายความประหลาดใจ “หลีจิ้งมาที่นี่แล้ว!”
ฉางเซินตะลึง “หรือว่าปัญหาทางสำนักโลหิตของนางคลี่คลายได้แล้ว?”
ฉางเซินรู้ว่ากุ่ยถงและหลีจิ้งสนิทกันมาก ทั้งยังเคยแลกเปลี่ยนเวทลับในการฝึกวิชาให้แก่กัน ทั้งสองฝ่ายจึงมีวิธีการติดต่อกันที่ลึกลับอย่างหนึ่งซึ่งแม้แต่เขาก็ยังมิอาจคาดเดาได้
กุ่ยถงหรี่ตาลง ในดวงตารุบรู่ของเขามีผีร้ายจำนวนนับไม่ถ้วนโฉบเฉี่ยวไปมา
ผีร้ายทุกตัวต่างก็ประทับความทรงจำของข้อมูลที่พร่าเลือน่หนึ่ง และข้อมูลเ่าั้ก็มีเพียงเขาเท่านั้นที่รับััได้
“นางไม่เพียงแต่มาที่นี่ ยังพาโครงกระดูกปีศาจเืตนหนึ่งมาด้วย!” กุ่ยถงเอ่ยด้วยความฮึกเหิม
“ว่าอย่างไรนะ ั์โครงกระดูกระดับแปดนั่นถูกสำนักโลหิตหลอมเป็ปีศาจเืได้สำเร็จจริงๆ หรือ?” ฉางเซินใอีกครั้ง พูดด้วยเสียงอันดัง “มีโครงกระดูกปีศาจเืตนนั้นร่วมรบ บวกกับหลีจิ้ง ความเป็ไปได้ที่พวกเราจะชนะก็จะเพิ่มขึ้นมาอีกสองส่วน เมื่อมีโอกาสชนะถึงห้าส่วน พวกเราก็ไม่จำเป็ต้องเฝ้าอยู่ที่นี่ สามารถปะทะหน้ากันได้โดยตรง!”
“ถูกต้อง พวกเราสามารถเคลื่อนไหวได้แล้ว!” กุ่ยถงแผดเสียงดังลั่น
-----
