สือเจียงหย่วนขอปากกากับกระดาษจากเ้าของร้าน เขียนรายการเ่าั้ลงไปทีละอย่างพลางกล่าวว่า “ขอบใจมาก เอาไว้กลับเมืองหลวงเราค่อยไปดื่มกันอีกที”
“เฮ้ พวกเราเป็พี่น้องกัน จะขอบคุณทำไม? ที่พี่เคยบอกผมว่าราคากล้วยไม้เจี้ยนหยางจะตก ผมก็เลยรีบขายมันทิ้งไป ตอนแรกก็ยังเสียดายอยู่หรอกนะ
หลังจากนั้นผมมาคิดๆ ได้ว่าในเมื่อพี่โลดแล่นอยู่ในวงการมานานขนาดนี้ ข่าวสารของพี่ต้องแม่นยำแน่ๆ ผมก็เลยตัดใจขายกล้วยไม้เจี้ยนหยางทั้งสามกระถางทิ้งไป ได้มาทั้งหมดห้าหมื่นหยวน
ตอนแรกพอขายไปแล้วก็ยังรู้สึกเสียดาย แต่เมื่อวานนี้ผมบังเอิญไปเจอกับคนที่ซื้อกล้วยไม้เจี้ยนหยางจากผมไป เขาทำหน้าเศร้าแล้วบอกผมน่ะว่ากำไรไปแล้ว ส่วนเขากลับขาดทุน
ที่แท้ราคากล้วยไม้เจี้ยนหยางตกไปกระถางละสองพันหยวน ตอนนี้เขายังขายไม่ออกเลย กำลังรอดูว่าราคาจะขยับขึ้นไหม ถ้าขยับขึ้นเมื่อไหร่เขาจะรีบขายทิ้งทันที”
น้ำเสียงดีอกดีใจของจ้าวซื่อหงดังลอดออกมาจากโทรศัพท์
ในใจของสือเจียงหย่วนพลันสั่นไหว เขาคิดว่าคังอิงไม่ธรรมดาจริงๆ แค่ดูโทรทัศน์ก็สามารถช่วยจ้าวซื่อหงทำเงินได้แล้ว ถ้าอย่างนั้นเื่ที่เธอบอกเกี่ยวกับการอัปเกรดสายการผลิตของโรงงานผลิตรถยนต์ล่ะ? จะทำกำไรได้จริงไหม?
สือเจียงหย่วนอดไม่ได้ที่จะคำนวณในใจ หากเขาสามารถนำเข้าสายการผลิตจากต่างประเทศแล้วขายให้กับบริษัทหัวหยางที่ผลิตรถยนต์ เขาจะทำกำไรได้มากแค่ไหนกัน?
ยุคสมัยนี้มีพ่อค้าคนกลางมากมาย สิ่งที่คนส่วนใหญ่นิยมทำก็คือการกินส่วนต่างโดยที่ไม่ต้องลงทุนอะไรเลย แน่นอนว่าพ่อค้าคนกลางพวกนั้นไม่ใช่คนธรรมดา พ่อค้าคนกลางรายย่อยส่วนใหญ่จะนำสินค้าทางเหนือไปขายทางใต้ และนำสินค้าทางใต้มาขายทางเหนือเพื่อกินส่วนต่าง แต่ตอนนี้พ่อค้าคนกลางระหว่างประเทศกำลังได้รับความนิยม ใครสามารถนำเข้าสิ่งของที่จำเป็ต่างๆ จากต่างประเทศเข้ามาในประเทศจีนได้ คนคนนั้นจะต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน
ระหว่างที่ครุ่นคิดอยู่นั้น สือเจียงหย่วนก็นึกขึ้นมาได้ ห้าหมื่นหยวนนับว่าเป็เงินก้อนโตสำหรับจ้าวซื่อหงเช่นกัน
จ้าวซื่อหงไม่เก่งเื่การบริหารการเงิน แม้ว่าเขาจะอายุเท่ากับสือเจียงหย่วน แต่อีกฝ่ายมักจะใช้ชีวิตอย่างฟุ่มเฟือย หมดเงินไปกับการกิน ดื่ม เที่ยว เล่น
เขาเป็คนใจกว้าง ชอบช่วยเหลือเพื่อนฝูง ทุกครั้งที่รวมตัวกันกับเพื่อนๆ เขามักจะเป็คนจ่ายเงินให้ จนทำให้มีคนมากมายมารุมล้อมเพื่อขอความช่วยเหลือจากเขา
แต่อย่างไรเสียจ้าวซื่อหงก็ไม่เคยไปยุ่งเกี่ยวกับผู้หญิงมั่วๆ หรือทำเื่เลวร้ายอื่นๆ เขาเป็คนจิตใจดี เพียงแต่ไม่ได้วางแผนชีวิตในอนาคตเท่านั้น
สือเจียงหย่วนยิ่งอายุมากขึ้น เขาก็ยิ่งคิดมากขึ้น เขาไม่อาจทนดูเพื่อนของตนใช้เงินสุรุ่ยสุร่ายเช่นนี้ได้ จ้าวซื่อหงยังไม่มีแฟนเลย แล้วในอนาคตเขาก็ต้องสร้างครอบครัว เงินห้าหมื่นหยวนนี้หากอยู่ในมือของจ้าวซื่อหง ไม่กี่วันก็คงจะหมดลงอย่างรวดเร็ว
พอคิดแบบนี้ สือเจียงหย่วนก็นึกถึงเื่ที่เขาได้ขอความช่วยเหลือจากจ้าวซื่อหงและจ้าวกั๋วชิงผู้เป็ลุงรองของอีกฝ่ายจนเขาได้สิทธิ์การเป็ตัวแทนจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้า หากเขาซื้อของขวัญราคาแพงไปให้จ้าวกั๋วชิง อีกฝ่ายคงไม่ยอมรับไว้แน่ๆ
จ้าวกั๋วชิงเป็คนซื่อตรง ที่เขาเต็มใจช่วยเหลือสือเจียงหย่วน ก็เพราะว่าในความคิดของเขานั้น เื่นี้เป็แค่การช่วยเกริ่นนำเท่านั้น การจะได้รับสิทธิ์การเป็ตัวแทนจำหน่ายหรือไม่ ขึ้นอยู่กับความสามารถของตัวเขาเอง
ดังนั้นหากเขาช่วยเหลือจ้าวซื่อหงสักหน่อย ก็ยังดีกว่าการตอบแทนจ้าวกั๋วชิงโดยตรง
สือเจียงหย่วนจึงกล่าวกับจ้าวซื่อหงว่า “ซื่อหง ฉันมีคำแนะนำอย่างหนึ่ง นายลองฟังดูหน่อยว่ามันโอเคไหม”
ั้แ่เด็กจนโตจ้าวซื่อหงมักจะเดินตามติดสือเจียงหย่วนตลอด เพราะงั้นพอได้ยินว่าสือเจียงหย่วนมีเื่จะบอกเขา แถมยังพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง เขาก็รีบตั้งใจฟังทันที “ว่ามาเลยพี่สือ มีอะไรให้ผมช่วยก็บอกมาเลย ขอแค่ผมทำได้ ผมไม่มีทางปฏิเสธพี่หรอก!”
ครั้งนี้สือเจียงหย่วนแนะนำเื่ดอกกล้วยไม้ให้เขาจนเขาได้กำไร ทำให้เขายิ่งนับถือสือเจียงหย่วนมากยิ่งขึ้น
“ฉันกำลังจะเปิดห้างขายเครื่องใช้ไฟฟ้าที่อำเภอหลี่ว์ ตอนแรกฉันวางแผนจะเช่าแค่พื้นที่ชั้นเดียว คิดไม่ถึงว่าพอฉันไปคุยกับอีกฝ่ายแล้ว ทางนั้นกลับอยากให้ฉันเช่าพื้นที่ทั้งหมด”
แต่เดิมฉันวางแผนจะลงทุนแค่สองแสนหยวน แต่ตอนนี้แค่ค่าเช่าต่อปีก็ห้าแสนแปดหมื่นหยวนแล้ว เงินทุนของฉันยังขาดอยู่อีกเยอะเลย ฉันเลยนึกถึงเงินห้าหมื่นหยวนของนาย นายสามารถลงทุนร่วมหุ้นกับฉันได้ไหม? พอถึงเวลาฉันจะปันผลกำไรให้นาย”
พอจ้าวซื่อหงได้ยินเื่นี้ เขาก็ตอบตกลงโดยไม่ลังเลแม้แต่นิด “ไม่ต้องยุ่งยากขนาดนั้นหรอกครับ เงินก้อนนี้ผมให้พี่สือยืมก็แล้วกัน ไม่ต้องคิดดอกเบี้ยหรอก ผมสนับสนุนให้พี่สือทำธุรกิจ!
พี่เป็คนแรกในกลุ่มพวกเราที่กล้าออกมาทำธุรกิจ
ผมรู้ว่าเงินทุนของพี่คงไม่พอ แต่ก่อนหน้านี้ผมไม่เคยเก็บเงินเลย จึงช่วยอะไรพี่ไม่ได้ ตอนนี้พอดีมีเงินก้อนนี้อยู่ ถ้าพี่สือ้าก็เอาไปเลยครับ”
สือเจียงหย่วนรู้สึกอบอุ่นใจ เขาคิดว่าเขาจะต้องช่วยเหลือจ้าวซื่อหงคนนี้แล้วล่ะ ไม่เช่นนั้นหากเป็คนอื่นคงเอาเปรียบเขายิ่งกว่านี้
สือเจียงหย่วนหัวเราะแล้วกล่าวว่า “ไม่เอาหรอก ฉันจะแบ่งเป็หุ้นให้นาย วางใจเถอะ ฉันจะทำให้เงินห้าหมื่นหยวนนี้งอกเงยขึ้นมาอย่างแน่นอน”
“โธ่ ไม่เป็ไรหรอกครับพี่สือ พี่สืออยากทำอะไรก็ทำเถอะครับ เขียนที่อยู่ให้ผม เดี๋ยวผมจะไปโอนเงินให้ทางไปรษณีย์”
จ้าวซื่อหงไม่ได้สนใจอะไร แม้เงินห้าหมื่นหยวนที่อยู่ในมือของเขานี้จะเป็เงินก้อนโต แต่ถ้าไม่ทันระวัง ก็อาจจะหมดไปได้ภายในเวลาแค่ปีกว่าๆ
สือเจียงหย่วนจึงบอกที่อยู่หอพักของลูกพี่ลูกน้องที่ทำงานอยู่ในสำนักงานบริหารการพาณิชยกรรมและอุตสาหกรรมให้จ้าวซื่อหงทราบ จ้าวซื่อหงรีบบอก “ผมจะรีบไปถอนเงินแล้วไปส่งให้เดี๋ยวนี้แหละ”
จ้าวซื่อหงทำท่าทางเหมือนกับเงินห้าหมื่นหยวนนั้นไม่ใช่เงินจริงๆ
สือเจียงหย่วนได้แต่ยิ้มแห้งๆ เขาคิดในใจว่า โชคดีที่เป็เขา ไม่เช่นนั้นด้วยความที่จ้าวซื่อหงเป็คนใจกว้าง เงินก้อนนี้คงจะถูกคนที่อยู่รอบข้างของเขาผลาญจนหมดอย่างรวดเร็ว
สือเจียงหย่วนวางสาย เขาคิดว่าคังอิงคงจะคุยกับผู้จัดการของบริษัทไห่โซงตี้แล้ว เขาจึงเดินไปยังสำนักงานตัวแทนของบริษัท
สำนักงานตัวแทนเมืองฉวี่เจียงของบริษัทไห่โซงตี้เป็อาคารสองชั้น ร้านค้าชั้นล่างขายสินค้าหลากหลายประเภทของบริษัทไห่โซงตี้ ส่วนใหญ่เป็ตู้เย็นกับเครื่องซักผ้า มีลูกค้าเยอะมาก คนเดินกันขวักไขว่
สือเจียงหย่วนลองสังเกตดูแล้วพบว่าในเวลานี้ ผลิตภัณฑ์ของบริษัทไห่โซงตี้มีชื่อเสียงแล้ว ใน่แรกๆ ที่ก่อตั้งบริษัทนั้น ประธานบริษัทไห่โซงตี้ได้ทุบตู้เย็นที่ไม่ได้มาตรฐานทิ้ง แล้วให้สัญญากับลูกค้าว่าจะผลิตสินค้าที่มีมาตรฐาน และ ‘ไร้ข้อบกพร่อง’ หลังจากที่เื่นี้ถูกเผยแพร่ออกไป ก็ทำให้ตู้เย็นของบริษัทไห่โซงตี้โด่งดังไปทั่วประเทศ
นอกจากตู้เย็นแล้ว สินค้าที่ขายดีที่สุดในร้านก็คือเครื่องซักผ้า นี่แหละคือแบรนด์ใหญ่ของประเทศจีน แค่เครื่องซักผ้าก็แบ่งออกเป็หลายประเภท มีทั้งแบบถังซักแนวนอนอัตโนมัติ แบบกึ่งอัตโนมัติ และยังมีแบบขนาดเล็กที่ดูเหมือนจะเอาไว้ซักเสื้อผ้าชิ้นเล็กๆ กับชุดชั้นในด้วย
พนักงานขายเห็นว่าสือเจียงหย่วนกำลังดูสินค้าในร้าน จึงเข้ามาแนะนำสินค้าอย่างกระตือรือร้น สือเจียงหย่วนโบกมือแล้วกล่าวว่า “ผมอยากพบไช่เฉียง ผู้จัดการของพวกคุณ” พนักงานขายเห็นว่าเขารู้จักชื่อของผู้จัดการ แถมยังแต่งตัวภูมิฐานอีกต่างหาก เธอนึกว่าเขาคงเป็คนสำคัญจึงกล่าวอย่างสุภาพว่า
“ขึ้นบันไดด้านข้างไปเลยค่ะ ห้องทำงานของผู้จัดการไช่อยู่ที่ชั้นสอง”
สือเจียงหย่วนกล่าวขอบคุณ จากนั้นเขาก็ขึ้นไปชั้นสอง ทันใดนั้นเขาก็เห็นห้องทำงานที่ติดป้ายว่า ‘ห้องผู้จัดการ’ อยู่สุดทางเดิน ประตูห้องทำงานเปิดอยู่ สือเจียงหย่วนจึงเดินไปทางนั้น
สือเจียงหย่วนเดินไปถึงหน้าประตูห้องผู้จัดการ ยังไม่ทันเห็นตัวคน เขาก็ได้ยินเสียงของคังอิงดังขึ้นก่อน “เงื่อนไขของฉันมีแค่นี้ค่ะ ผู้จัดการไช่ คุณมีความคิดเห็นอย่างไรคะ?”
ชิ ผู้หญิงคนนี้ช่างมีน้ำเสียงมั่นอกมั่นใจจริงๆ สามารถคุยกับคนอื่นได้ถึงขนาดนี้ั้แ่ครั้งแรกที่พบกันเลยงั้นเหรอ? ผู้จัดการไช่ไม่ได้ไล่เธอออกไปหรือไง? ในใจของสือเจียงหย่วนอดไม่ได้ที่จะหัวเราะเบาๆ พร้อมกับชื่นชมความกล้าหาญของคังอิง
ก่อนหน้านี้เขาไม่ได้เรียกคังอิงให้โทรศัพท์พร้อมกับเขา อย่างแรกเลยคือเขากลัวว่าจ้าวซื่อหงอาจจะทำเื่ที่ไหว้วานไม่สำเร็จ อีกอย่างคือเขาอยากลองใจคังอิง ว่าเธอจะกล้า ‘เยี่ยมเยือนอย่างคนแปลกหน้า’ อย่างที่พูดไว้หรือเปล่า หรือว่าเป็แค่การคุยโม้เท่านั้น
ตอนนี้ดูเหมือนว่าคังอิงจะไม่ธรรมดาจริงๆ อย่างน้อยๆ เธอก็เข้าไปในห้องทำงานของผู้จัดการได้ ไม่ถูกไล่ออกมา แถมยังสามารถพูดคุยกับอีกฝ่ายได้อย่างจริงจังอีกด้วย
