“ระดับไอเทม: หายากระดับกลาง”
“พลังโจมตี: 326”
“สิ่งจำเป็ในการอัพเกรด: แต้มิญญา 67 แต้ม”
ไป๋หยุนเฟยมองดูเชือกในมือด้วยความผิดหวังอยู่บ้าง “อา... แค่เพียงวัตถุิญญาชั้นมนุษย์ระดับกลางเท่านั้นหรือ?”
หากฟางฮ่าวได้ทราบความคิดไป๋หยุนเฟยในยามนี้ มันคงต้องกระอักโลหิตออกมาอย่างไม่ต้องสงสัย วัตถุิญญาชิ้นนี้ถูกเลือกเฟ้นมาเพื่อใช้จับปักษาไร้เงาโดยเฉพาะ ทั้งยังเสาะหามาอย่างยากลำบาก ยามนี้ไป๋หยุนเฟยเพียงบอกว่าเป็วัตถุิญญาระดับต่ำ มันช่าง...
“เอ๊ะ หรือบางทีข้าเองจะคาดหวังมากไป” ไป๋หยุนเฟยพบว่าตัวเองละโมบเกินไปอยู่บ้าง มันหัวเราะเยาะตนเองพลางกล่าวว่า “ลองอัพเกรดดูก่อนเถอะ หนามธารน้ำแข็งก็เพียงชั้นหายากระดับต่ำยังมีผลกระทบเพิ่มเติมอันร้ายกาจ ผู้ใดจะทราบ เชือกนี้อาจจะเหนือกว่านั้นด้วยซ้ำ”
“อัพเกรด”
……
ผ่านไปราวชั่วน้ำเดือด
“อัพเกรดสำเร็จ”
“ระดับไอเทม: หายากระดับกลาง”
“ระดับการอัพเกรด: +10”
“พลังโจมตี: 326”
“พลังโจมตีเพิ่มเติม: 151”
“ผลกระทบเพิ่มเติมระดับ +10 :เมื่อถ่ายทอดพลังิญญาลงไป จะสามารถสั่งให้ยืดหรือหดและควบคุมได้ดังใจ เชือกนี้สามารถหดจนเหลือความยาวหนึ่งในห้าจากความยาวเดิม หรือยืดจนยาวออกเป็ห้าเท่าของความยาวเดิม ยิ่งยืดออกความแข็งแรงยิ่งลดลง ยืดหดลงความแข็งแรงก็ยิ่งเพิ่มขึ้น”
“สิ่งจำเป็ในการอัพเกรด: แต้มิญญา 67 แต้ม”
ไป๋หยุนเฟยตะลึงงันไปชั่วครู่กับผลกระทบเพิ่มเติมของเชือกสีทอง “ความสามารถเช่นนี้... ไม่ใช่ว่าพิสดารเกินไปบ้างหรือ?”
หลังจากขบคิดชั่วครู่ก็อดไม่ได้ต้องสั่นศีรษะ “ลองดูเถอะ อยากทราบนักว่าจะเป็อย่างไร!”
ไป๋หยุนเฟยพิจารณาเชือกในมืออย่างละเอียดเพื่อหาว่าปลายด้านใดเป็หัวด้านใดเป็ท้าย มันพบว่าส่วนปลายด้านหนึ่งของเชือกแข็งกระด้างคล้ายกับจะเป็‘ด้ามจับ’ยาวประมาณหนึ่งฝ่ามือ ส่วนปลายอีกด้านเรียวแหลม ไป๋หยุนเฟยลองััดูก็พบว่าแหลมคมราวกับปลายหอก
ไป๋หยุนเฟยกระชับปลายด้ามจับสะบัดเชือกไปด้านหน้า ก็มีเสียงแหวกอากาศดังขึ้นตามมาด้วยเสียงดังปัง เชือกสีทองฟาดใส่ประตูห้องที่ห่างออกไปเจ็ดแปดวา
“ช่างยาวนัก!” ไป๋หยุนเฟยสะดุ้ง มันเพียงคิดจะเหยียดเชือกออกดู แม้จะทราบว่าเชือกนี้ไม่สั้นนักแต่ก็ไม่คิดว่าจะยาวถึงปานนี้
มันขบคิดชั่วครู่ก็ชักนำพลังิญญาถ่ายทอดลงไปในเชือก พริบตาต่อมาก็รู้สึกคล้ายว่าเชือกสีทองหลอมรวมเป็หนึ่งเดียวกับร่างกาย เป็เหมือนแขนที่ยืดยาวออกจากตัวอีกหลายวา
ยามที่ไป๋หยุนเฟยใช้งานทวนเปลวอัคคีก็มีความรู้สึกเช่นเดียวกันนี้ แต่ที่แตกต่างกันก็คือทวนเปลวอัคคีให้ความรู้สึกอัน‘สนิทสนม’ราวกับไม่อาจแยกห่างจากกัน ส่วนเชือกสีทองเส้นนี้กลับให้ความรู้สึกว่า‘ห่างเหิน’ทั้งยังรู้สึกว่าสามารถ‘สั่งได้ดังใจ’
มันสะบัดมือขวาเล็กน้อย ‘ลูกคลื่น’ก็ไหลจากด้ามจับไปตามเส้นเชือกจนถึงปลาย ได้ยินเสียงปังดังฝ่าอากาศแล้วเชือกก็เริ่มลดเลี้ยวอย่างเชื่องช้าราวกับมีชีวิต ไป๋หยุนเฟยเหลือบตามองม้านั่งที่ด้านซ้าย เชือกก็ราวกับได้รับคำสั่งพุ่งเข้าหาม้านั่งทันที หลังจากม้วนพันที่ข้าม้านั่งได้ก็กระชากเข้ามาพร้อมกับเสียงแหวกอากาศก่อนไป๋หยุนเฟยจะคว้าเอาไว้ด้วยมือซ้าย
“ใช้งานได้ง่ายดายยิ่งนัก” ไป๋หยุนเฟยวางม้านั่งลงกับพื้นพลางส่งสายตาสนใจใคร่รู้ นี่เป็ครั้งแรกที่มันมีโอกาสได้ใช้วัตถุิญญาประเภทเส้นเชือกเช่นนี้ จึงให้ความรู้สึกอันแปลกใหม่ต่อมันยิ่ง
“ลองยืดหดเชือกนี้ดู...”
……
หลังจาก‘เล่นสนุก’อยู่ราวชั่วน้ำเดือด ไป๋หยุนเฟยก็หยุดการทดลองลงอย่างยินดี
ยามยืดออกห้าเท่าจากความยาวปกติ เชือกสีทองยาวถึงได้ถึงประมาณสามสิบห้าวา ไป๋หยุนเฟยบังคับให้มันเลื้อยไปมาภายในห้องราวกับอสรพิษ มันพบว่ายิ่งยืดเชือกออกยาวเท่าใดเส้นเชือกก็จะลีบลงเท่านั้น จนสุดท้ายก็ลีบลงจนเหลือขนาดราวเส้นบะหมี่ ทั้งยังรู้สึกว่ามันอ่อนนุ่มลงแต่ยังคงความ‘หยุ่นเหนียว’เอาไว้ดังเดิม
ไป๋หยุนเฟยหดเชือกลงจนสั้นที่สุด จากเชือกยาวก็กลายเป็พลองสีทองยาววาเศษ มันกวัดแกว่งพลองอย่างคล่องแคล่วก็รู้สึกคล้ายกับควงทวนอยู่ในมือ
เนื่องเพราะเชือกสีทองสามารถยืดหดได้ตามใจ ไป๋หยุนเฟยใคร่ครวญอยู่ชั่วครู่สุดท้ายถึงตั้งชื่อเชือกนี้ว่า “เชือกสารพัดนึก”...
หลังจากเก็บเชือกสารพัดนึกไว้ในแหวนช่องมิติ ไป๋หยุนเฟยก็อ้าปากหาวก่อนจะล้มตัวลงบนเตียง
“พักผ่อนก่อนแล้วค่อยอัพเกรดสิ่งของที่เหลือในภายหลัง...”
…………
วันต่อมา เมื่อทุกคนมารวมตัวกันเตรียมออกเดินทางจากโรงเตี๊ยม ถังซินหยุนก็ลงมาจากห้องโดยมีป้าจ้าวคอยติดตาม นางเดินออกจากประตูอย่างแช่มช้ามาในชุดยาวสีขาวพร้อมด้วยรอยยิ้มแ่จางบนใบหน้าดูราวกับไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง สิ่งเดียวที่ต่างไปจากเดิมก็คือบนไหล่ขวาของถังซินหยุนเกาะไว้ด้วยวิหคสีขาวขนาดเท่านกกระจอก เมื่อพิจารณาให้ดีก็พบว่าวิหคตัวนี้ที่แท้ก็เป็ปักษาไร้เงาขนาดเท่านกอินทรีตัวเมื่อวาน
“แม่นางถัง นั่นคือ...” เมื่อได้เห็นวิหคสีขาว ไป๋หยุนเฟยก็ค่อยๆตระหนักได้ว่ามันคืออะไร แต่ก็ไม่ได้เอ่ยปากถามเต็มเสียง จิ้งิเฟิงและเทียนิก็รุมล้อมเข้ามาชมดูด้วยความสงสัย
“ถูกแล้ว นี่คือปักษาไร้เงาตัวเมื่อวาน แต่ยามนี้ตัวเล็กลงไปบ้าง ทำเช่นนี้จะสะดวกต่อการเดินทางที่สุดในยามนี้” ถังซินหยุนพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม จากนั้นเอียงคอมองวิหคน้อยพลางถามว่า “เสี่ยวไป๋ จำสองคนนี้ได้หรือไม่? พวกเขาช่วยชีวิตเ้าไว้เมื่อวาน ขอบคุณพวกเขาเสียสิ...”
“สะ เสี่ยวไป๋...” จิ้งิเฟิงตะลึงงัน มันส่งสายตาประหลาดพิกลไปยังไป๋หยุนเฟยพร้อมกับใบหน้าที่เริ่มสั่นกระตุก จิ้งิเฟิงใช้แขนเกี่ยวคอเทียนิ ทั้งคู่หลบไปด้านข้างอย่างรวดเร็วก่อนจะส่งเสียงหัวเราะคิกคักด้วยท่าทีมีเลศนัย
ไป๋หยุนเฟยอดริมฝีปากกระตุกไม่ได้เช่นกัน ยามได้ยินชื่อ“เสี่ยวไป๋”ไม่ทราบเพราะเหตุใด ความคิดแรกของมันกลับเป็ “เสี่ยวไป๋? ไฉนฟังดูแล้วคล้ายจะเป็ชื่อสุนัข?”
“แกว๊ก!!” ราวกับมันเข้าใจความหมายเื้ัเสียงหัวเราะของทุกคน ปักษาไร้เงาชื่อว่า“เสี่ยวไป๋”ก็ร้องอย่างขุ่นเคืองก่อนจะกระพือปีกบินขึ้น
“เกิดอะไรขึ้น? มีอะไรไม่ถูกต้องกับชื่อเสี่ยวไป๋หรือ?” ถังซินหยุนพบว่าปฏิกิริยาของทุกคนแปลกไป จึงเอ่ยปากถามด้วยความสับสน
“ไม่ ไม่มีอะไร เสี่ยวไป๋เป็ชื่อที่ดี ทั้งยังน่ารัก...” จิ้งิเฟิงพูดแทรกขึ้นมาจากด้านข้างก่อนจะหันไปหาไป๋หยุนเฟยด้วยสีหน้าจริงจัง “เ้าว่าหรือไม่ เหล่าไป๋?”
หลังจากเอ่ยสองคำสุดท้ายออกไป มันก็รีบทะยานขึ้นสู่อากาศหลบเท้าที่ไป๋หยุนเฟยเตะใส่ ก่อนจะหัวเราะและวิ่งออกไปพร้อมกับเทียนิ
“นี่...” ถังซินหยุนก็ได้ยินคำพูดสุดท้ายนั้นเช่นกัน จึงอดมองไปที่ไป๋หยุนเฟยด้วยสีหน้าขวยเขินไม่ได้
“ฮ่า ฮ่า แม่นางถังอย่าได้คิดมาก เถ้าแก่หวงสมควรพร้อมออกเดินทางแล้ว พวกเราควรไปสบทบกับผู้อื่นได้แล้ว ภายในวันนี้น่าจะสามารถไปถึงเมืองกู่ยี่ได้...” ไป๋หยุนเฟยกล่าวอย่างยิ้มแย้มพร้อมกับพยักหน้าแก่ป้าจ้าว จากนั้นทุกคนจึงออกเดินทาง
…………
ก่อนพลบค่ำ ขบวนเดินทางก็ถึงจุดหมาย --- เมืองกู่ยี่
คณะเดินทางค่อยๆแยกย้ายกันระหว่างที่หวงว่านนำสินค้าไปส่ง ไป๋หยุนเฟย ถังซินหยุนและพวกเดินเตร็ดเตร่ไปตามถนนเที่ยวชมภายในเมือง หวงว่านบอกว่าคืนนี้ตนกับพวกจะพักอยู่ที่โรงเตี๊ยมรุ่งเรือง มันยังขอบคุณไป๋หยุนเฟยและพวกสำหรับ‘การคุ้มกัน’ ขณะเดียวกันก็บอกว่าได้เตรียมจัดงานเลี้ยงในคืนนี้ให้แก่พวกไป๋หยุนเฟยอีกด้วย
ทุกคนเดินไปตามถนนด้วยอารมณ์ผ่อนคลาย เทียนิตื่นเต้นเป็ที่สุดยามที่มองซ้ายมองขวาชมดูภายในเมือง แต่บ่อยครั้งที่มันจะจู้จี้เมื่อพบสินค้ามีตำหนิ ทั้งยังบอกว่าร้านค้าทั่วไปในเมืองเกายี่ยังขายสินค้าที่ดีกว่านี้อีก บางครั้งก็บอกว่าร้านค้านี้ไม่น่าดึงดูดเท่า หรือบางทีมันอาจจะหาเื่เพื่อให้ได้พูดเท่านั้น...
ยามที่จิ้งิเฟิงหลุดปากถามถึงเื่ราวที่บ้านมัน เทียนิก็จะเป่าปากและกล่าวด้วยความไม่พอใจว่า “อย่าได้พูดถึงอีก เื่ของตระกูลทำข้าเบื่อหน่ายแทบตายแล้ว! เหล่าบุตรชายของท่านอารองและอาสามมักจะชอบรังแกข้า อีกทั้งพี่ชายข้าก็มักติดตามอยู่ข้างกายบิดาจึงแทบไม่อยู่บ้าน แต่เมื่อใดที่ข้าทะเลาะกับพวกมัน ข้าจะเป็ฝ่ายมารดาถูกดุด่าทุกครั้งไป บอกว่าข้าไม่ควรมีปัญหากับพวกมัน เพ้ย! แล้วผู้ใดบอกให้พวกมันมารังแกข้า? ต่อให้สู้ไม่ได้แต่พวกมันก็ต้องได้รับความเ็ปบ้าง! ท่านย่าก็อีกคน นางเอาแต่พร่ำบ่นจู่จี้ทั้งวัน จนข้าเบื่อหน่ายรำคาญยิ่ง! ข้าไม่คิดแม้แต่จะกลับไปพบนาง ข้า...”
กล่าวได้ครึ่งทางเทียนิก็ััได้ถึงบรรยากาศผิดปกติที่ปกคลุมรอบข้าง เมื่อหันหน้าไปมองก็พบว่าไป๋หยุนเฟยและคนอื่นๆกำลังมองมาที่ตนราวกับทุกคน... ไม่พอใจ?
“พะ พวกท่านเป็อะไร?” เทียนิตระหนักได้ว่ามันต้องกล่าวอะไรผิดพลาด จึงหดคอถามอย่างสับสน
ไป๋หยุนเฟยถอนหายใจเบาๆ เตรียมจะอธิบายอย่างจริงจัง “เทียนิ ข้าขอบอกต่อเ้าอย่างตรงไปตรงมา เ้าไม่ควรเอ่ยถึงตระกูลของเ้าเช่นนั้น มิหนำซ้ำเ้าไม่ควรปฏิบัติต่อพวกเขาเช่นนั้นด้วย... ไม่ว่าจะเป็บิดามารดาหรือท่านปู่ท่านย่าของเ้า พวกเขาเป็บุคคลที่เ้าควรให้ความเคารพ ‘ความรักถนอม’ที่พวกเขามอบให้เป็สิ่งที่เ้าไม่อาจเมินเฉยและรังเกียจ หากไม่ใช่ข้าทราบว่าใจเ้าไม่ได้คิดอย่างที่กล่าว ข้าคงยุติความสัมพันธ์กับเ้าไปแล้ว ร้อยคุณธรรมกตัญญูมาอันดับหนึ่ง ผู้ที่ไม่เข้าใจเื่นี้ไม่คู่ควรเป็สหายข้า”
“นั่น... ข้า...” สีหน้าเทียนิกลายเป็ว่างเปล่าก่อนจะกลายเป็กระวนกระวาย
“บางทีเ้าจะยังไม่อาจเข้าใจได้ทั้งหมด แต่หวังว่าจะตระหนักได้โดยเร็ว...” ไป๋หยุนเฟยยิ้มให้อีกฝ่ายเล็กน้อยราวกับกำลังสอนสั่งทารก “เ้าทราบหรือไม่ว่า‘ครอบครัว’นั้นหมายถึงสิ่งใด?”
“หา?” เทียนิสั่นศีรษะด้วยสีหน้าว่างเปล่าราวกับไม่เข้าใจคำถามไป๋หยุนเฟย
ไป๋หยุนเฟยชี้ไปยังเบื้องหน้า “ตรงนั้น นั่นคือสิ่งที่เรียกว่า‘ครอบครัว’”
ที่หัวมุมถนนห่างออกไปราวห้าสิบวา มีร่างอ่อนแอผอมโซสองร่างนั่งอยู่กับพื้น เด็กชายอายุราวสิบสองสิบสาม เสื้อผ้าที่เก่าขาดเผยให้เห็นวงแขนขาวราวไข่มุก ผมเผ้ารุงรังเสื้อผ้ามอมแมมราวกับไม่ได้อาบน้ำมาหลายวัน ในมือยังถือซาลาเปาครึ่งลูกที่มันบรรจงฉีกป้อนให้แก่หญิงชราอายุราวเจ็ดสิบทีละชิ้นทีละชิ้น
หญิงชราทรุดกายพิงกำแพง เสื้อผ้าของนางปรากฏฉีกขาด แต่ผมขาวโพลนกลับไม่หลุดลุ่ยเช่นเด็กน้อย ตรงกันข้ามกลับมีคนหวีสางให้อย่างดี หญิงชราแลดูไม่ผอมแห้งเท่าเด็กชายแต่สองตากลับลึกกลวง เห็นได้ชัดว่าฝ้าฟาง
ซาลาเปาถูกหญิงชรารับประทานหมดอย่างรวดเร็ว จากนั้นเด็กชายจึงหยิบชามออกมาป้อนน้ำให้นางดื่ม
ทันใดนั้นก็มีคนเดินผ่านและโยนเหรียญทองแดงให้ เด็กน้อยตาเป็ประกายยามเก็บขึ้นมา มันคุกเข่ากับพื้นโขกศีรษะขอบคุณแก่ผู้ทำทานให้ก่อนจะวิ่งกลับไปหาหญิงชรา จากนั้นจึงกล่าวต่อหญิงชราอย่าง‘ยินดี’
ไป๋หยุนเฟยตาทอประกายวูบ จากนั้นเดินเข้าไปหาทั้งคู่
“ไม่ว่าจะไปที่ใด ก็จะพบผู้คนใช้ชีวิตเช่นนี้... แต่ว่าต่อให้ยากลำบากเพียงใด ก็จะไม่ทอดทิ้งอีกฝ่าย สิ่งนี้... นี่คือสิ่งที่เรียกว่าครอบครัว...”
