ติงเหว่ยลองคิดดูแล้วต่อไปเฉิงต้าโหยวก็ต้องอยู่ในไร่แห่งนี้เพื่อช่วยจัดการดูแลเื่ต่างๆ และการให้พวกเขาได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันก็เป็เื่ที่ดี นางจึงพยักหน้าและยิ้มออกมา “ตกลง งั้นเ้าไปเรียกเฉิงต้าโหยวมาสักหน่อย บอกเขาว่าไม่จำเป็ต้องปลีกตัวอีกต่อไป ลุงอวิ๋นก็ต้องอยู่ข้างกายนายน้อย เฟิงจิ่วเองก็อยู่ที่นี่ไม่ได้ ไร่แห่งนี้ยังไงก็ต้องให้เขาเป็คนคอยจัดการดูแล รีบออกมาช่วยจัดการก็เป็เื่ที่สมควรแล้ว”
เมื่อได้ยินว่าพ่อของลูกนางจะได้เป็ผู้ดูแลบ้าน เฉิงเหนียงจื่อก็ดีใจจนแทบจะหมดสติไป รอจนกระทั่งนางกลับมาตอบสนองอีกครั้งก็ก้มลงคุกเข่าและคำนับศีรษะกับพื้น แต่นางก็ถูกติงเหว่ยประคองขึ้นมาและตำหนิว่า “เ้าอย่าทำให้เื่วุ่นวายมากไปกว่านี้เลย รีบมาช่วยข้าขนข้าวของและสัมภาระก็ถือว่าเป็เื่ที่สมควรแล้ว”
“เอ่อ ตกลง ตกลง แม่นางติงท่านอุ้มอันเกอเอ๋อร์เอาไว้ก็พอ ส่วนที่เหลือข้าจะจัดการเอง!”
เฉิงเหนียงจื่อะโสั่งต้าหวาให้ดูแลน้องชาย จากนั้นนางก็ตามหลังของอวิ๋นอิ่งไปเพื่อจัดการเื่ต่างๆ ไม่ถึงหนึ่งเค่อก็นำข้าวของและสัมภาระของนายหญิงไปจัดเรียงไว้ที่ห้องฝั่งตะวันตก ห้องได้รับการทำความสะอาดไว้เรียบร้อย ผ้ามุ้งที่สะอาดก็แขวนเอาไว้แล้ว บนเตียงก็มีผ้าปูนิ่มๆ รองอยู่
ในที่สุดเสี่ยวชิงก็อยากจะช่วยเหลือ แต่เมื่อนางกลับมาทุกอย่างก็ถูกจัดไว้เรียบร้อยหมดแล้ว
ใบหน้าของนางแดงขึ้นมาเล็กน้อย และรีบวิ่งเข้าไปดูในห้องครัว ปรากฏว่ามีวัตถุดิบมากมายวางไว้อยู่บนเขียง ถึงขั้นที่ว่ายังมีเนื้อหมูสดใหม่อยู่หนึ่งเส้น และยังมีถังข้าวสารที่ถูกใส่ไว้จนเต็ม
เมื่อนางเจอสิ่งเหล่านี้ก็รีบวิ่งกลับไปรายงานกับติงเหว่ย ติงเหว่ยอดไม่ได้ที่จะรู้สึกอบอุ่นในใจไปโดยปริยาย และคิดถึงคำพูดของคนคนนั้นว่าเขาจะกลับมาในตอนเย็น ดังนั้นนางก็เลยกำชับกับเฉิงเหนียงจื่อว่า “ไปตามเฉิงต้าโหยวมา ให้เขาไปหาซื้อแพะในหมู่บ้านชาวนามาฆ่าสักตัว ทุกคนเดินทางกันมาอย่างเหน็ดเหนื่อย เดี๋ยวเย็นนี้ตุ๋นน้ำแกงแพะเติมพลังกันสักหน่อย”
“ตกลงแม่นาง ข้าจะไปเดี๋ยวนี้”
เฉิงเหนียงจื่อหัวเราะออกมาอย่างร่าเริงและวิ่งออกไป ในไม่ช้าข่าวนี้ก็แพร่กระจายไปทั่วทั้งจวน ทุกคนต่างก็มีความสุขไปโดยปริยาย และเท้าของพวกเขาก็ขยับเร็วมากขึ้นเรื่อยๆ
อย่างที่เรียกกันว่าเมื่อทุกคนช่วยกันเติมฟืน เปลวไฟก็จะยิ่งลุกโชน ทุกคนไม่กินแม้แต่ข้าวกลางวัน พวกเขารองท้องด้วยอาหารแห้งเล็กน้อย จากนั้นก็ทำงานกันต่อ จนกระทั่งท้องฟ้าเปลี่ยนเป็สีแดงยามเย็น กงจื้อิก็ขี่ม้ากลับมา ยังไม่ทันที่จะได้เข้ามาในจวนเขาก็ได้กลิ่นหอมจางๆ ที่ลอยมาตามลม ดังนั้นใบหน้าของเขาก็อดที่จะยิ้มออกมาไม่ได้ มือของเขาที่กุมบังเหียนอยู่เคลื่อนไหวเร็วขึ้นถึงสามส่วน
อวี้ฉือหุ่ยที่คอยติดตามอยู่ข้างกายกงจื้อิ นานๆ ทีจะได้เห็นท่านแม่ทัพมีท่าทางเช่นนี้ ในใจของเขาก็ยิ่งประหลาดใจมากขึ้นไปอีก คนนอกอาจไม่ทันสังเกตเห็น แต่ปิดบังพวกเขาที่ใกล้ชิดสนิทสนมกันเช่นนี้มิได้หรอก
ท่านแม่ทัพใหญ่ไม่สนใจเมืองเฉียนโจวที่เริ่มสงบสุข เขาตั้งใจกลับไปที่ชิงผิงเพื่อไปรับผู้ใหญ่และเด็กในรถม้าคันหนึ่งกลับมา พวกเขาต่างก็ได้ยินเื่นี้
แน่นอนว่าคงหนีไม่พ้นที่ทุกคนจะรู้สึกสงสัย วันนี้ยุ่งอยู่พักใหญ่ก็ได้ยินท่านแม่ทัพใหญ่พูดว่าจะกลับไปที่ไร่ เขาจึงติดตามมาคอยคุ้มครองอย่างหน้าไม่อาย
เป็อย่างที่คาดไว้ เขาไม่ได้มากินฝุ่นบนท้องถนนไปเสียเปล่า เขาได้เห็นรอยยิ้มของท่านแม่ทัพซึ่งเป็เื่ที่หาได้ยากยิ่ง
น่าเสียดายที่เขาไม่รู้ว่านี่เพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น
ลูกของครอบครัวชาวนาหลายคนสวมเสื้อผ้าเก่าๆ ขาดๆ กำลังคุกเข่าลงที่หน้าประตูจวน เมื่อเห็นขบวนรถม้าเข้ามาพวกเขาก็ทยอยกันลุกขึ้นมาและวิ่งหนีไป
ปรากฏว่ามีเด็กซุ่มซ่ามอยู่คนหนึ่งที่ใจนหกล้มไปกองอยู่กับพื้น เขาหน้าทิ่มดินโดยไม่ได้พูดอะไรออกมา จากนั้นเขาก็ปาของกินในมือทิ้งไป บางทีเขาอาจกลัวมากเกินไปก็เลยตัดสินใจลงไปนอนร้องไห้งอแงอยู่บนพื้น
องครักษ์หลายคนที่ตามขบวนม้าต่างก็เติบโตมาจากการเป็เด็กดื้อทั้งนั้น ตอนเด็กๆ พวกเขาเคยเจอเื่ที่โชคร้ายกว่านี้มาไม่น้อย เมื่อเห็นภาพนี้ก็เลยพากันยิ้มออกมา
ตอนนี้หญิงสาวในชุดสีฟ้าคนหนึ่งกลับวิ่งออกมาจากในจวน นางยื่นมือไปประคองให้เด็กน้อยลุกขึ้นมา จากนั้นก็ใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดคราบดินบนริมฝีปากของเขาจนสะอาด แล้วหยิบแป้งปิ่งชิ้นหนึ่งที่ตกพื้นเปื้อนฝุ่นอยู่ขึ้นมาปัดๆ ให้สะอาด จากนั้นก็ส่งให้เด็กน้อยไป
เด็กน้อยยิ้มออกมาในทันที เขากัดแป้งปิ่งคำใหญ่ จากนั้นก็หันหลังและวิ่งออกไป
หญิงสาวคนนั้นอดไม่ที่จะยิ้มออกมา เดิมทีหน้าตาของนางก็งดงามอยู่แล้ว แต่ด้วยรอยยิ้มนี้กลับทำให้นางยิ่งดูสดใสและมีชีวิตชีวา แสงระเรื่อของพระอาทิตย์ยามตกดินก็ดูเหมือนจะมีความสวยงามที่แตกต่างออกไป ในชั่วขณะหนึ่งอวี้ฉือหุ่ยกับเหล่าพลทหารต่างก็เงียบลงอย่างน่าประหลาด ไม่รู้ว่าพวกเขาควรจะลงจากหลังม้าหรือว่าทำอย่างไรดี
ทว่าติงเหว่ยกลับเงยหน้าขึ้นมาเห็นทุกคนที่อยู่บนหลังม้าก็ใ แต่แล้วก็ยิ้มออกมาอย่างมีความสุข
“ท่านแม่ทัพ กลับมาแล้วหรือ!”
เมื่อครู่นี้กงจื้อิเองก็มองอย่างเหม่อลอย ตอนนี้เขากระแอมออกมาสองสามครั้ง เขาก้มศีรษะลงเพื่อซ่อนแววตาประหลาดใจเอาไว้ เขาพลิกตัวลงจากหลังม้าแล้วพูดด้วยรอยยิ้มว่า “ท้องฟ้าก็มืดแล้ว อากาศก็หนาวเย็นเช่นนี้ ทำไมเ้าถึงออกมาอยู่ข้างนอกล่ะ?”
หลังจากพูดจบ เขาก็ปลดเสื้อคลุมสีหมึกออกมาและคลุมลงไปบนบ่าของติงเหว่ย
อวี้ฉือหุ่ยกับเหล่าองครักษ์กำลังลงจากหลังม้า เมื่อเห็นภาพนี้ก็เกือบจะล้มหน้าทิ่มดินเหมือนเด็กคนนั้น
ทุกคนต่างก็สบตากันแล้วเต็มไปด้วยความสงสัย บุรุษแสนสุภาพอ่อนโยนและอบอุ่นอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ที่อยู่เบื้องหน้านี้ยังคงเป็ท่านแม่ทัพเืเหล็กที่พวกเขาทำสัตย์ปฏิญาณว่าจะจงรักภักดีคนนั้นหรือไม่? หรือว่าพวกเขาจะตาลายกันไปหมดแล้ว?
ติงเหว่ยกวาดตามองทุกคนที่ยืนแข็งทื่อ นางเองก็หน้าแดงขึ้นมา และพูดตำหนิด้วยเสียงเบาๆ ว่า “ข้าไม่หนาว ท่านรีบเอาเสื้อคลุมกลับไปใส่เถอะ ผู้ใต้บังคับบัญชาของท่านต่างก็กำลังมองอยู่นะ!”
กงจื้อิกลับไม่สนใจเื่เหล่านี้ และยังผูกเชือกของเสื้อคลุมให้นางแทน จากนั้นก็ตอบว่า “ไม่จำเป็ต้องสนใจพวกเขาหรอก อันเกอเอ๋อร์ล่ะ เขานอนแล้วหรือ?”
เมื่อพูดถึงลูกชายขึ้นมา รอยยิ้มของนางก็อบอุ่นยิ่งขึ้น “เ้าเด็กดื้อคนนั้นจะหลับเร็วได้ยังไง อวิ๋นอิ่งกำลังพาเขาไปเล่นกับเอ้อร์หวาอยู่เลย หากรู้ว่าท่านกลับมาเกรงว่าเขาคงจะยิ่งมีความสุข!”
รอยยิ้มบนใบหน้าของกงจื้อิยิ่งลึกซึ้งมากขึ้นไปอีก แล้วเขาก็โอบนางเข้าไปในประตูจวน
ติงเหว่ยลังเลอยู่ครู่หนึ่ง และกระซิบถามว่า “พวกท่านยังไม่ได้กินข้าวเย็นใช่หรือไม่ มิสู้ให้พี่ชายน้องชายเหล่านี้เข้าไปกินอะไรรองท้องสักหน่อย”
กงจื้อิหันหน้าไปมองเหล่าผู้ใต้บังคับบัญชาที่ยืนอยู่ด้านนอกประตูจวนราวกับหุ่นเชิด แววตาของเขาฉายแววประหม่าขึ้นมาครู่หนึ่ง และเขาก็พูดเสียงดังว่า “เข้ามาพักผ่อนในจวนซะ!”
“เอ๋? เอ่อ! ขอรับท่านแม่ทัพ!” อวี้ฉือหุ่ยรีบตอบรับออกมาเสียงดังฟังชัด จากนั้นก็ใช้มือตีไปที่องครักษ์ที่ยืนอยู่ข้างๆ และะโว่า “มองอะไรกัน? รีบไปผูกม้าเดี๋ยวนี้!”
องครักษ์คนนั้นเจ็บจนร้องออกมา เขาบ่นว่า “พี่น้องคนอื่นก็เหมือนกัน ทำไมถึงตีแต่ข้าล่ะ?”
เมื่อเห็นว่าฝ่ามือที่ใหญ่เหมือนกับพัดของอวี้ฉือหุ่ยยกขึ้นมาอีกครั้ง องครักษ์คนนั้นก็รีบวิ่งเอามือกุมหัวไปผูกม้าอย่างรวดเร็ว
ติงเหว่ยมองแล้วก็รู้สึกตลก และนางก็ชอบความตรงไปตรงมาของทหารเหล่านี้ ดังนั้นก็เลยพูดทักทายว่า “เมื่อตอนกลางวันในจวนเพิ่งจะฆ่าแพะทำน้ำแกงเอาไว้หม้อใหญ่ แล้วก็อบแผ่นแป้งปิ่งไว้ด้วย หากว่าพวกพี่ชายน้องชายไม่รังเกียจก็เข้ามากินสักชามสองชามก่อน จะได้รองท้องกันสักหน่อยดีหรือไม่?”
“ไม่รังเกียจ ไม่รังเกียจ!” อวี้ฉือหุ่ยเป็คนแรกที่วิ่งออกมาข้างหน้า เขาตอบรับเสียงดัง จากนั้นบางทีอาจเกรงว่าจะทำให้ติงเหว่ยใ เขาก็เลยยิ้มอย่าง “ไร้เดียงสา” ออกมา แต่น่าเสียดายที่เขาเป็คนรูปร่างสูงใหญ่และมีท่าทีดุร้าย ยิ่งเขายิ้มออกมาก็ยิ่งไม่น่าดูขึ้นไปอีก
ติงเหว่ยทนไม่ไหวอีกต่อไป นางซ่อนตัวอยู่ข้างหลังของกงจื้อิและหัวเราะออกมาเบาๆ
กงจื้อิถลึงตามองแม่ทัพคู่ใจของเขาหนึ่งที จากนั้นก็พาหญิงสาวที่เขารักเดินเข้าไปในลาน
เหล่าองครักษ์พากันหัวเราะออกมา ทำให้หนวดเคราและจอนผมของอวี้ฉือหุ่ยชี้ขึ้นมาด้วยความโกรธ
……
ป้าหลี่สวมผ้ากันเปื้อนเนื้อหยาบ เมื่อได้ยินเสียงของความเคลื่อนไหวก็ออกมาต้อนรับ นางคำนับและกล่าวทักทาย จากนั้นก็รีบเชิญเหล่าองครักษ์ไปนั่งในห้องครัว น้ำแกงแพะชามใหญ่ถูกยกออกมา น้ำแกงสีขาวขุ่นที่ใส่กระดูกหรือซี่โครงเอาไว้ จากนั้นก็โรยหน้าด้วยต้นหอมและผักชีสับ เมื่อกินเข้าไปคำหนึ่งกลิ่นหอมสดใหม่ก็จะไหลผ่านลำคออย่างอบอุ่นลงไปถึงกระเพาะอาหาร
เหล่าองครักษ์ทุกคนต่างก็ชื่นชมออกมาเสียงดัง แผ่นแป้งปิ่งชิ้นใหญ่ๆ ถูกกัดไปสองสามคำก็ลงไปอยู่ในท้องของพวกเขาทั้งหมด พวกเขากินราวกับพายุไม่มีผิด
เมื่อป้าหลี่เห็นว่าเหล่าองครักษ์พวกนี้อายุมากกว่าเสี่ยวฝูจื่อแค่ไม่กี่ปี นางก็รู้สึกเหมือนเป็แม่ขึ้นมาและอดไม่ได้ที่จะบ่นออกมาว่า “ไอ๊หยา ค่อยๆ กินกันก็ได้เดี๋ยวจะลวกปากเข้า ในหม้อยังมีอยู่อีก! แม่นางของพวกเราให้ผู้ดูแลเฉิงไปซื้อแพะมาหนึ่งตัวแล้วก็เอามาตุ๋นเป็น้ำแกง แป้งปิ่งก็อบไว้เป็ตะกร้าๆ เพื่อเตรียมให้ท่านแม่ทัพพาคนกลับมา ไม่ต้องแย่งกัน มีพอกินแน่นอน!”
อวี้ฉือหุ่ยยังจำได้ว่าเขาเป็แค่แม่ทัพชั้นผู้น้อยอย่างหาได้ยาก ในใจของเขาก็อยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับฐานะของติงเหว่ย “ท่านป้า แม่นางที่ท่านว่าใช่ท่านที่เข้ามาพร้อมกับท่านแม่ทัพใหญ่เมื่อสักครู่นี้หรือไม่? นาง เอ่อ นางเป็ครอบครัวของท่านแม่ทัพอย่างนั้นหรือ?”
เหล่าองครักษ์ที่ได้ยินคำพูดนี้ ต่างก็ค่อยๆ กินช้าลง เพราะเกรงว่าจะพลาดข่าวใหญ่อะไรไป
ครอบครัวของป้าหลี่ติดตามติงเหว่ยมาและรับฟังคำสั่งของติงเหว่ย โดยปกติแล้วติงเหว่ยก็ดูแลพวกเขาเป็อย่างดี แน่นอนว่าตอนนี้จะไม่ทำให้ทุกคนเข้าใจผิด
ดังนั้นนางก็คิดอยู่ครู่ใหญ่แล้วก็ตอบด้วยรอยยิ้มว่า “ไม่ใช่ แม่นางติงเป็คนที่ลุงอวิ๋นไปเชิญมาเพื่อดูแลอาหารของท่านแม่ทัพ ต่อมาก็ยังช่วยรักษาอาการป่วยที่ขาของแม่ทัพอีกด้วย ไม่ใช่ว่าข้าเอ่ยชมไปเอง แต่ที่ท่านแม่ทัพสามารถกลับมาเดินได้อีกครั้ง ก็เป็ความดีความชอบของแม่นางติงครึ่งหนึ่ง แม้แต่ท่านผู้าุโเหว่ยที่เป็หมอเทวดามาเห็นต่อหน้าก็ยังเอ่ยชมเหมือนที่ข้าพูด หากว่าพวกท่านไม่เชื่อ เดี๋ยวรอให้ผู้าุโเหว่ยมาก่อนแล้วค่อยถามเขาเอาก็ได้ ท่านผู้าุโเองก็เรียนรู้วิธีการเย็บแผลจากแม่นางติงเช่นกัน ตอนนี้เขายังอยู่ที่ชิงผิงเพื่อหาสมุนไพรก็เลยมาช้าสักวันสองวัน”
อันที่จริงแล้วถ้อยคำเหล่านี้ของนางก็พูดอย่างคลุมเครือเช่นกัน อวี้ฉือหุ่ยและคนอื่นๆ ยังคงไม่เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างติงเหว่ยและท่านแม่ทัพ ทว่าก็ไม่ได้เป็อุปสรรคให้พวกเขาจดจำอย่างชัดเจนว่า ติงเหว่ยเป็ผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตท่านแม่ทัพเอาไว้ครึ่งหนึ่ง
ไม่ต้องพูดถึงคนอื่นๆ อวี้ฉือหุ่ยอดไม่ไหวที่จะพุ่งตัวเข้าไปในเรือนหลักเพื่อคำนับให้ติงเหว่ย ตอนนั้นเขาไม่ได้ปกป้องท่านแม่ทัพเอาไว้ให้ดี ทำให้ท่านแม่ทัพถูกคนทรยศวางยาพิษ นี่เป็สิ่งที่เขาเสียใจมากที่สุดในชีวิต ไม่เช่นนั้นเขาคงไม่เปลี่ยนชื่อเป็ “หุ่ย[1]” ก่อนวัน “ฝังศพ” ของท่านแม่ทัพ
เมื่อคิดได้เช่นนี้ เขาก็ตีมือลงไปบนโต๊ะหนึ่งฉาด โต๊ะสั่นะเืจนทำให้จานลอยขึ้นสูงและพลิกคว่ำลงมา
“ดี นับจากนี้ไปแม่นางติงก็จะเป็ผู้มีพระคุณของข้าอวี้ฉือหุ่ยคนนี้เช่นกัน หากว่าใครกล้าไม่เคารพนาง ระวังข้าจะไปตัดมือและเท้าเสีย!”
“ข้าด้วย ผู้มีพระคุณต่อท่านแม่ทัพก็คือผู้มีพระคุณของพวกเรา”
เหล่าองครักษ์เกือบทั้งหมดล้วนเป็ทหารผ่านศึกของกองทัพซีจิ้งที่พิชิตดินแดนตะวันตก ความซื่อสัตย์ของพวกเขาไม่ต้องสงสัยเลย ตอนนี้ไม่รู้เลยว่าคำพูดของพวกเขาจะจบลงเมื่อใด ทุกคนต่างก็ตบหน้าอกและร้องเสียงดังออกมา
ป้าหลี่ใมากจนแทบจะกัดปากเอาไว้ ไม่ง่ายเลยกว่าที่พวกเขาจะสงบลงสักหน่อย นางจึงรีบเรียกให้ลูกชายยกน้ำแกงแพะออกมาอีกเพื่อลดความร้อนแรง อย่างไรก็ต้องทำให้คนเหล่านี้ปิดปากเอาไว้ก่อน มิเช่นนั้นเกรงว่าหลังคาในห้องครัวก็คงจะพังลงมาด้วย
ติงเหว่ยที่อยู่ในเรือนในไม่รู้เลยว่า วันนี้นางมีกลุ่มคนที่คอยปกป้องนางเพิ่มมาอีกหนึ่งกลุ่ม
นางกำลังยุ่งอยู่กับการทำบะหมี่น้ำแกงแพะ และเครื่องเคียงที่นางถนัดสักสองสามอย่าง ส่วนอันเกอเอ๋อร์กำลังถูกอวิ๋นอิ่งอุ้มไว้ในอ้อมแขน เขาบิดตัวน้อยๆ ของเขาไปมาอย่างซุกซน
……
กงจื้อิอาบน้ำและเปลี่ยนเป็ชุดที่สะอาด ในที่สุดก็ได้กำจัดฝุ่นที่ติดมาตลอดการเดินทางออกไป
รอจนกระทั่งเขาเดินเข้าไปในห้องครัวก็เอื้อมมือรับอันเกอเอ๋อร์ไป เ้าเด็กอ้วนยิ้มแย้มออกมาอย่างแจ่มใสในทันที ติงเหว่ยเองก็มองอย่างสนุกสนาน และเอ่ยปากบอกว่า “ในห้องครัวมีควันไฟเต็มไปหมด พวกท่านออกไปรอข้างนอกเร็วเข้าเถอะ”
หลังจากพูดจบ นางก็กำชับอวิ๋นอิ่ง “ช่วยข้ายกโต๊ะไปวางใต้ต้นสาลี่หน่อย เดี๋ยวพอต้มเส้นบะหมี่เสร็จแล้วก็เริ่มกินข้าวได้เลย”
อวิ๋นอิ่งตอบรับพร้อมรอยยิ้ม
ลานแห่งนี้ถึงแม้จะคล้ายกับจวนสกุลอวิ๋นอย่างไร แต่ก็ยังมีรายละเอียดเล็กๆ ที่ต่างกันอยู่เสมอ ต้นสาลี่นี้เองก็เป็หนึ่งในนั้น ลำต้นของมันหนาพอๆ กับหนึ่งคนโอบ กิ่งก้านและใบเขียวชอุ่มอุดมสมบูรณ์ เกรงว่าน่าจะมีอายุสักร้อยปีเห็นจะได้
ไม่รู้ว่าเ้าบ้านคนก่อนไม่ชอบลูกสาลี่หรือว่าด้วยเหตุผลอื่นใด ตอนที่ทุกคนย้ายเข้ามา ผลสาลี่ยังคงห้อยอยู่บนกิ่งไม้สูงเต็มไปหมด แต่ละลูกมีสีเหลืองเป็ประกาย ราวกับโคมสีทองดวงเล็กๆ ทำให้ต้าหวาและเสี่ยวชิงชอบมาเดินเล่นรอบๆ ต้นไม้นี้
แม้แต่อันเกอเอ๋อร์และเอ้อร์หวาที่ยังเล็กอยู่ พวกเขาไม่รู้ถึงความหวานของสาลี่ แต่ก็มักถูกสีสันที่สดใสของมันดึงดูดเอาไว้ พวกเขายื่นมือน้อยๆ ออกไปเพื่อจะเด็ดลูกสาลี่มาเล่นอย่างกระตือรือร้น
-----------------------------------------
[1] หุ่ย 悔 หมายถึง เสียใจ มาจากคำว่า โฮ่วหุ่ย(后悔)
