วันรุ่งขึ้น
ติ๊งต่อง ติ๊งต่อง...
ลั่วเสี่ยวซีได้ยินเสียงอันน่ารำคาญดังขึ้นขณะกำลังหลับฝันแต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ไม่ได้ตื่นในทันที ได้แต่สะลึกสะลืออย่างกึ่งหลับกึ่งตื่นเท่านั้น
ในฝันเหมือนเธอกำลังลอยอยู่กลางอากาศ ที่ด้านล่างคือไฟที่ลุกโชนในขณะที่้าคือหายุหิมะที่โหมกระหน่ำ
เธอร้องสบถในใจ นี่มันบ้าอะไรกันเนี่ย!
ติ๊งต่อง ติ๊งต่อง ๆ ๆ ...
เสียงกริ่งหน้าประตูดังรัวขึ้นไม่หยุดลั่วเสี่ยวซีอยากจะตื่นทว่าสถานการณ์ในฝันของเธอแย่กว่าเมื่อกี้เสียอีก
ไฟที่ลุกโชนอยู่เบื้องล่างกำลังจะเผาเธอจนมอดไหม้เธอถูกแขวนลอยค้างไว้กลางอากาศไม่สามารถขยับเขยื้อนไปไหน เธออยากจะร้องแต่ก็เปล่งเสียงออกไปไม่ได้สติห้ามเธอไว้อย่าส่งเสียงออกไปเป็อันขาด... สุดท้ายก็มีน้ำที่เย็นดั่งน้ำแข็งสาดลงมาบนตัวเธอ สติของเธอจึงเริ่มกลับมา
ขณะที่ในโลกแห่งความจริง ซูอี้เฉิงกำลังดึงชุดนอนของเธอเบาๆ
“เสี่ยวซี ไปเปิดประตู...”
ดูท่าซูอี้เฉิงเองก็ยังไม่อยากตื่นเสียงของเขาแหบพร่าพลางหลับตาซบศีรษะอยู่กับหมอนราวกับกำลังฝันหวาน จนลั่วเสี่ยวซีอดสงสัยไม่ได้ว่าเมื่อกี้ใช่เสียงของเขาหรือเปล่า
แต่แล้วก็เป็เขาจริงๆ ลั่วเสี่ยวซีเบิกตากว้างอย่างใทำไมซูอี้เฉิงถึงได้มานอนอยู่บนเตียงเธออีกแล้วเนี่ย!
คราวนี้ไม่ต้องเค้นให้ซูอี้เฉิงอธิบายลั่วเสี่ยวซีค่อยๆ จำเื่ที่เกิดขึ้นเมื่อวานได้ทีละน้อย
สิ่งที่ต้อนรับการตื่นในยามรุ่งสางคือความจริงราวฟ้าผ่าตอนกลางวันแสกๆ
เธอจำได้ว่าหลังจากออกมาจากสถานีโทรทัศน์เธอก็ไปผับพร้อมกับแคนดี้ จากนั้นก็พบว่าตัวเองถูกวางยาจึงรีบกลับมาที่บ้านและเจอซูอี้เฉิงเธอโถมตัวใส่เขา พวกเธอ...
เกิดอะไรขึ้นบ้างล่ะเนี่ย!
ติ๊งต่อง ติ๊งต่อง ๆ ๆ ... เสียงกริ่งยังคงดังไม่หยุด
ซูอี้เฉิงหยิบผ้าห่มขึ้นมาคลุมศีรษะพลางเอ่ยย้ำด้วยเสียงแหบพร่า
“เสี่ยวซี ไปเปิดประตู”
ลั่วเสี่ยวซีก้มหน้ามองชุดนอนของตนก่อนจะหันไปมองซูอี้เฉิงที่เปลือยท่อนบนอยู่ เธอกลืนน้ำลายลงคอก่อนเอ่ย
“ฉะ ฉันขอสงบสติอารมณ์แป๊บหนึ่ง”
พูดจบเธอก็ลุกขึ้นเดินเข้าไปในห้องน้ำขณะที่กริ่งหน้าห้องก็ยังคงส่งเสียงต่อไป
สุดท้ายซูอี้เฉิงก็ทนไม่ไหวกับเสียงกริ่งอันน่ารำคาญเขาลุกขึ้นและคว้าเสื้อมาใส่ก่อนจะเดินไปเปิดประตู โดยไม่นึกเลยว่าคนที่อยู่ด้านนอกจะเป็ฉินเว่ย
ฉินเว่ยเองก็คาดไม่ถึงว่าคนที่มาเปิดประตูจะเป็ซูอี้เฉิง
ที่เขาว่ายิ่งเกลียดก็ยิ่งเจอคือแบบนี้สินะ
ฉินเว่ยมองซูอี้เฉิงั้แ่หัวจรดเท้าเห็นได้ชัดว่าเขาเพิ่งสวมเสื้อเมื่อกี้ เพราะมันยังคงยับเยินไม่เข้าที่
มือของเขากำหมัดแน่นก่อนพูดว่า“เมื่อคืนนายค้างที่นี่?”
ซูอี้เฉิงรู้ดีว่าฉินเว่ยกำลังคิดอะไรจึงแย้มยิ้มให้อีกฝ่ายอย่างจงใจให้เข้าใจผิด
“มันเป็เื่ของฉันกับเสี่ยวซี นายไม่เกี่ยว”
“แกทำอะไรเสี่ยวซี!” ฉินเว่ยตะคอก
ซูอี้เฉิงยิ้มกว้างกว่าเดิม“นายก็น่าจะพอเดาออกไม่ใช่เหรอ?”
ฉินเว่ยไม่สามารถอดทนได้อีกต่อไปเขาปล่อยหมัดตรงไปที่หน้าของซูอี้เฉิง แต่ซูอี้เฉิงกลับปิดประตูอย่างว่องไวจนหมัดของฉินเว่ยเกือบจะกระแทกกับมัน
“ซูอี้เฉิง!”ฉินเว่ยะโอย่างโกรธจัดพลางเตะประตูอย่างแรง “แกเป็ผู้ชายหรือเปล่า!”
ซูอี้เฉิงยิ้ม“เื่นี้เสี่ยวซีน่าจะรู้ดีที่สุด”
แล้วก็เป็ไปตามคาด ฉินเว่ยโมโหจนแทบคลุ้มคลั่งเขาผลักประตูเข้ามาอย่างแรงก่อนจะปล่อยหมัดตรงไปที่ซูอี้เฉิง
คราวนี้ซูอี้เฉิงไม่หลบอีกแล้วทั้งสองคนแลกหมัดกันอย่างดุเดือดเสียงชนของดังโครมครามั้แ่ทางเดินหน้าห้องจนถึงห้องรับแขก
คนที่กำลังสงบสติอารมณ์อยู่ในห้องน้ำอย่างลั่วเสี่ยวซีได้ยินเสียงจากด้านนอกจึงรีบเปิดประตูออกไปก่อนจะเห็นว่าซูอี้เฉิงกำลังเหยียบภาพวาดที่เธออุตส่าห์เอากลับมาจากต่างประเทศเต็มเท้าเธอะโอย่างโมโห
“จะทะเลาะกันก็ออกไปทะเลาะกันข้างนอก!”
ตอนนั้นเองฉินเว่ยก็โดนหมัดของซูอี้เฉิงเข้าเต็มเปาจนเซถอยหลังไปหลายก้าวเขาถือโอกาสนี้หันมามองลั่วเสี่ยวซีด้วยสายตาซับซ้อน
“เสี่ยวซี...”
“หุบปาก!”ลั่วเสี่ยวซีก้มลงเก็บภาพวาดผืนนั้นและมองฉินเว่ยด้วยสายตาเ็า“ถ้านายมาเพราะเื่เมื่อคืนล่ะก็ ไสหัวกลับไปซะต่อจากนี้อย่าได้มาเหยียบที่นี่อีก”
ฉินเว่ยมองลั่วเสี่ยวซีนิ่งก่อนจะหันไปมองซูอี้เฉิง ประตูห้องนอนที่อยู่ข้างหลังสองคนนั้นกำลังเปิดอยู่เขาจึงเห็นสภาพของเตียงนอนที่ยุ่งเหยิงยับเยินไปหมดแถมยังมีหมอนตกอยู่ที่พื้นอีกหลายใบ
ไม่ต้องถามก็พอเดาได้ว่าระหว่างซูอี้เฉิงกับลั่วเสี่ยวซีนั้นเกิดอะไรขึ้น
“เสี่ยวซี...” ฉินเว่ยเอ่ยด้วยสีหน้าเ็ป“ฉันไม่รู้ว่าคนพวกนั้นจะทำเื่แบบนี้ ฉันเองก็ไม่รู้เื่มาก่อน”
“อ้อ ถ้านายไม่พูดขึ้นมาฉันคงลืมไปแล้วต่อไปนี้ฉันไม่อยากเห็นหน้าคนพวกนั้นอีก” ลั่วเสี่ยวซีพูดเน้นอย่างชัดถ้อยชัดคำ“พวกนายช่วยไสหัวไปออกจากชีวิตฉันสักที ไปให้ไกลๆได้ยิ่งดี”
ฉินเว่ยอยากจะพูดต่อ แต่ซูอี้เฉิงกลับเดินเข้ามาพลางเอ่ยเสียงเย็น
“ฟังภาษาคนไม่รู้เื่?”
ในที่สุดความเ็ปก็กลายเป็ความหมดหวังก่อนจะแปรผันเป็ความเคียดแค้น ฉินเว่ยมองหน้าซูอี้เฉิงก่อนกล่าวว่า
“ไม่นึกเลยว่าแกจะเป็คนฉวยโอกาส ซูอี้เฉิงเื่งานฉันไม่ปล่อยนายไว้แน่”
ซูอี้เฉิงไม่ได้แคร์คำขู่ของฉินเว่ยสักนิด“นอกจากขโมยแผนงานคนอื่น นายยังมีวิธีไหนที่จะเอาชนะฉันได้อีก?”
“เก่งแต่ปากก็ไร้ประโยชน์”มือทั้งสองข้างของฉินเว่ยกำหมัดแน่น “คอยดูแล้วกัน!”
พูดจบเขาก็เดินออกจากห้องของลั่วเสี่ยวซีไปซูอี้เฉิงใช้เท้าเตะปิดประตู เมื่อเดินกลับมาที่ห้องรับแขกเขาก็เห็นลั่วเสี่ยวซีกำลังนั่งนิ่งอยู่ที่โซฟาอย่างใช้ความคิด
เขาเดินตรงไปหาเธอ แต่ก่อนจะพูดอะไรออกมาลั่วเสี่ยวซีก็พูดอย่างลังเล
“ซูอี้เฉิง พวกเรา...”เธอก้มหน้าก่อนพวงแก้มจะเริ่มเป็สีแดงระเรื่อ “เมื่อคืนพวกเรา...”
ซูอี้เฉิงรู้แล้วว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่ว่าแต่เธอไม่รู้ตัวเลยงั้นเหรอว่ามีเื่อะไรเกิดขึ้นหรือเปล่า?
เขายิ้มมุมปากอย่างแกล้งๆ “พวกเราอะไร?”
“ฉันไม่สนแล้ว!”ลั่วเสี่ยวซีสะบัดมือก่อนจะลุกขึ้นยืน “นายต้องรับผิดชอบ!”
ซูอี้เฉิงนั่งลงบนโซฟาเดี่ยวพลางไขว่ห้างอย่างสง่างาม“เธอจะให้ฉันรับผิดชอบเื่อะไร?”
ลั่วเสี่ยวซีเกือบจะหลุดออกไปว่า ‘รับผิดชอบแบบที่พระเอกในละครรับผิดชอบกับนางเอกไงล่ะ!’
แต่เมื่อลองคิดดูดีๆหากพูดออกไปแบบนั้นคงจะปัญญาอ่อนไปหน่อย สุดท้ายเธอจึงเลือกพูดออกไปว่า
“รับผิดชอบแบบนี้ผู้ชายดีๆ เขาทำกันน่ะสิ!”เธอมองซูอี้เฉิงสีหน้านิ่ง “นายเป็ผู้ชาย ส่วนฉันเป็ผู้หญิงนายจับฉันกินจนเกลี้ยงแล้วก็ต้องรับผิดชอบสิ บนโลกนี้ไม่มีมื้อเที่ยงฟรีหรอกนะเอ่อ ไม่สิ ต้องเรียกว่ามื้อดึก...”
ซูอี้เฉิงหัวเราะ“เธอเคยเห็นคนที่ออกไปกินมื้อดึกแล้วเก็บจานชามกับตะเกียบกลับมาที่บ้านงั้นเหรอ?”
ลั่วเสี่ยวซีนิ่งอึ้ง ซูอี้เฉิงหมายความว่ายังไง?นี่เขาคิดจะเอาเปรียบเธออย่างนั้นเหรอ?
“ซูอี้เฉิง!” ลั่วเสี่ยวซีพูดอย่างหงุดหงิด“ฉันว่าแล้วว่านายหลอกฉัน ที่ว่าจริงจัง ที่ว่าพวกเราเป็ไปได้ก็แค่คำโกหกนายรอให้เกิดเื่แบบนี้อยู่สินะ รอให้ฉันตกเป็ของนายแล้วนายก็จะสะบัดก้นหนีไป”
“เมื่อคืนเธอเป็คนเริ่มก่อน”ซูอี้เฉิงพูดอย่างไม่อ้อมค้อม
“……” ลั่วเสี่ยวซีพูดไม่ออก
มันก็จริงที่ว่าเธอเป็คนเริ่มก่อน เธอเป็คนจุดไฟก็ควรเป็คนดับมันด้วยตัวเอง
ดังนั้น ต่อให้ซูอี้เฉิงไม่รับผิดชอบ เธอก็ไม่ควรตามตื๊อเขาสินะ...
ว่าแล้วลั่วเสี่ยวซีจึงมองซูอี้เฉิงพลางเบ้ปาก“ฉันล้อเล่นหน่อยไม่ได้หรือไง ทำหน้าจริงจังไปหน่อยมั้ง! นายคิดว่าฉันอยากให้นายมารับผิดชอบนักเหรอ”
เธอพยายามแสร้งทำเป็รังเกียจเพื่อกลบเกลื่อนความเสียใจ
เธอคิดมาโดยตลอดว่าซูอี้เฉิงจริงจังกับเธอแต่ตอนนี้เธอรู้แล้วว่าต่อให้ตอนนี้เธอกำลังคบกับเขา เธอก็ไม่ได้ต่างอะไรกับบรรดาแฟนเก่าคนก่อนๆของเขา
ซูอี้เฉิงไม่ได้พูดอะไรลั่วเสี่ยวซีรู้สึกว่าหากปล่อยให้เป็แบบนี้ต่อไปก็คงไม่มีอะไรดีขึ้นว่าแล้วจึงเดินกลับเข้าไปในห้องนอน
หลังเธอเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จเรียบร้อยประตูห้องนอนก็ถูกผลักออกคนที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จอย่างซูอี้เฉิงเข้ามาเปิดตู้เสื้อผ้าเพื่อหาเสื้อผ้าของตน
คราวก่อนที่เขามาค้างที่นี่เขาไม่ได้เอาเสื้อผ้ากลับไปด้วยลั่วเสี่ยวซีจึงเก็บเสื้อผ้าของเขาเอาไว้ในตู้รวมกับเสื้อผ้าสีสันสดใสของเธอโดยแอบดีใจทุกครั้งที่มองมันทว่าตอนนี้ภาพตรงหน้ากลับย้อนมาทำร้ายเธอซะได้
แต่ที่นี่คือบ้านของเธอ ถ้าเธอไม่ชอบใจ เธอก็มีสิทธิ์จะไล่เขาออกไป
ลั่วเสี่ยวซีหยิบถุงส่งให้ซูอี้เฉิง เขามองเธองงๆเธอจึงอธิบาย “เก็บของของนายซะ ตอนกลับจะได้เอากลับไปด้วย”
ซูอี้เฉิงไม่รับถุงนั้นมาเขาหรี่ตาลงอย่างอันตราย
จู่ๆ ลั่วเสี่ยวซีก็รู้สึกเสียวสันหลังวาบพลางคิดในใจ
‘ที่นี่คืออาณาเขตของฉัน ฉันจะทำอะไรได้!’
เธอยัดถุงใส่มือเขา แต่ก่อนที่เธอจะดึงมือกลับมา ซูอี้เฉิงกลับคว้ามือเธอและรั้งเธอเข้าสู่อ้อมกอดทันที
“ซูอี้...”
เธอยังพูดชื่อเขาไม่ทันจบคำเขาก็ประทับริมฝีปากลงมาเสียก่อนเธอจึงได้แต่ส่งเสียงอยู่ในลำคอไม่เป็คำ
ตอนนี้ลั่วเสี่ยวซีเข้าใจแล้วว่าการที่ริมฝีปากของคนสองคนแนบชิดกันบางครั้งอาจจะไม่ใช่การจูบ แต่เป็การใช้ความรุนแรงอย่างหนึ่ง
ซูอี้เฉิงไม่เคยจูบเธออย่างหนักหน่วงขนาดนี้เขาจูบเธอราวกับจะกลืนเธอลงไปทั้งตัว และรัดเอวเธอแน่นราวกับจะหักเธอเป็สองท่อน
จู่ๆ เขาก็ทำท่าโมโหก่อนจะเขวี้ยงถุงใบนั้นลงบนพื้นจากนั้นจึงดันตัวลั่วเสี่ยวซีให้แนบชิดกับบานตู้เสื้อผ้า ลั่วเสี่ยวซียังไม่ทันจะพูดอะไรเขาก็ประกบริมฝีปากลงมาอีกครั้ง
เรียวปากบางของลั่วเสี่ยวซีโดนซูอี้เฉิงจูบจนเจ็บไปหมด
“อื้อ...” ลั่วเสี่ยวซีอยากจะร้องไห้ “เจ็บนะ...”
ได้ยินดังนั้นซูอี้เฉิงก็ผ่อนแรงลงเขาประคองแก้มใสทั้งสองแขนและจูบเธออย่างแ่เบา
“ลั่วเสี่ยวซี ถ้าเธอโง่ขนาดนี้คงมีแต่ฉันที่รับเธอได้”
ลั่วเสี่ยวซีะเิอารมณ์ที่อดกลั้นมานานก่อนจะผลักซูอี้เฉิงอย่างแรง
“ตอนที่ฉันไล่ฉินเว่ยออกไป น่าจะไล่นายไปด้วยเลย!”
ซูอี้เฉิงหรี่ตาลงอีกครั้งอย่างน่าหวั่นใจลั่วเสี่ยวซีกลัวว่าเขาจะกลายเป็สัตว์ป่าอีกรอบจึงเบือนหน้าหนี
วินาทีต่อมาเธอก็รู้สึกได้ถึงลมหายใจของเขาที่ข้างใบหู
“เธอเข้าห้องน้ำไปนานขนาดนั้น ยังไม่รู้ตัวอีกเหรอว่าเมื่อคืนเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า?”
ลั่วเสี่ยวซีกะพริบตาถี่อย่างมึนงงนี่เขาหมายความว่ายังไง?
เธอนึกว่าเธอกับเขาทำเื่แบบนั้นไปแล้วเลยเข้าห้องน้ำไปเพื่อสงบจิตสงบใจ
ในเวลาไม่ถึงสิบนาทีที่เธออยู่ในนั้นเธอพยายามทำใจให้ยอมรับความจริงและปลอบตัวเองว่าเื่แบบนี้สักวันก็ต้องเกิดขึ้นเธอควรจะดีใจที่คนๆนั้นคือซูอี้เฉิง
แต่ตอนนี้ซูอี้เฉิงกำลังจะบอกเธอว่า...ที่จริงแล้วไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้นเลยงั้นเหรอ?
