บทที่ 4
ทะเลาะริมลำธาร
เื่ภารกิจเอาไว้ค่อยว่ากันทีหลัง อย่างไรเสียระบบก็ไม่ได้บอกว่าหากทำไม่สำเร็จจะมีบทลงโทษอะไร ตอนนี้ขอพักไว้ก่อน
สิ่งที่เร่งด่วนที่สุดในตอนนี้คือ จะเอาเสบียงในห้องครัวออกมาอย่างไรโดยไม่ทำให้ฝาแฝดสงสัย
เด็กทั้งสองอายุ 9 ขวบแล้ว เื่ที่ควรจะรู้ก็รู้หมด ไม่ใช่ว่าจะหลอกกันได้ง่ายๆ
ซ่งหยวนไม่อาจยอมรับการมีชีวิตที่ต้องกินแต่ม่ายฟั่นต้มทุกวี่ทุกวันได้ แต่เขาก็ทำใจหลบไปแอบกินหรูอยู่สบายคนเดียวไม่ได้เช่นกัน ขณะที่เห็นเด็กๆ ต้องกินแกลบกินรำ
ซ่งหยวนตั้งใจจะออกไปสำรวจสถานการณ์ข้างนอก ดูว่าพอจะหาอะไรกินในแถวนี้ได้บ้าง เพื่อมาปรับปรุงคุณภาพมื้ออาหาร
บ้านตระกูลซ่งตั้งอยู่เชิงเขา เป็กระท่อมมุงจากหลังหนึ่ง ภายในกั้นเป็สองห้อง ลานหน้าบ้านมีพื้นที่ไม่กี่ตารางเมตร ล้อมรอบด้วยรั้วไม้ไผ่
เยื้องกับประตูใหญ่คือบ้านสกุลหนิว เพื่อนบ้านของเขา
ซ่งหยวนเดินออกจากประตูใหญ่ ก็เห็นป้านัวกำลังอุ้มเด็กทารกปลอบให้เงียบ
ทันทีที่เห็นเขา ป้านัวก็ส่งเสียง “หึ” ออกมาคำหนึ่ง แล้วสะบัดหน้าหนีไม่สนใจเขา
ซ่งหยวนตัดสินใจเป็ฝ่ายเริ่มก่อน เขาเอ่ยทักทายว่า “ท่านป้าหนิว สวัสดีตอนค่ำขอรับ”
สิ้นเสียงของเขา ทารกในอ้อมอกก็แผดเสียงร้อง “แง” ออกมาทันที
ป้านัวแหวขึ้นด้วยความโกรธ “ไอ้คนหาเื่เอ๊ย ข้าเพิ่งปลอบจนแกหลับ เ้าก็มาทำแกใตื่นเสียแล้ว”
ซ่งหยวนหัวเราะ “แหะๆ” สองที แล้วชะโงกหน้าเข้าไปดู เด็กน้อยลืมตากลมโตฉ่ำน้ำ มองเขาด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ซ่งหยวนรู้สึกใจอ่อนยวบขึ้นมาทันที อยากจะลูบแก้มเด็กน้อยสักทีจริงๆ เขาข่มมือที่สั่นไหวของตัวเองไว้ พลางยิ้มแล้วเอ่ยว่า “ท่านป้าหนิว ลูกสาวท่านหรือขอรับ น่ารักจริงๆ”
“ถุย!” ป้านัวถ่มน้ำลายใส่เขาด้วยความโมโห “ลูกสาวบ้านแกสิ นี่มันนังหนูหยาหยาบ้านเ้านั่นแหละ!”
จากนั้นนางก็ด่าทอเสียงดังลั่น “แม้แต่น้องสาวตัวเองยังจำไม่ได้ มีพี่ใหญ่อย่างเ้าที่ไหนเขาทำกันบ้าง!”
เอ๋... หา?!
คราวนี้ซ่งหยวนเขินจนทำตัวไม่ถูกจริงๆ
แต่นี่จะโทษเขาก็ไม่ได้ เพราะเ้าของร่างเดิมหลายเดือนจะกลับบ้านสักครั้ง ย่อมไม่เคยเห็นน้องสาวคนเล็กที่เพิ่งลืมตาดูโลกได้ไม่นาน
คาดว่าเ้าของร่างเดิมคงไม่รู้ด้วยซ้ำว่าท่านแม่ซ่งคลอดลูกออกมาเป็ชายหรือหญิง
พอเห็นป้านัวอุ้มเด็กปลอบอยู่ จิตใต้สำนึกเขาก็ทึกทักเอาเองว่าเป็ลูกของนาง
ซ่งหยวนเกาหัวอย่างกระดากอาย “ท่านป้า ขออภัยด้วยขอรับ หลายวันมานี้รบกวนท่านช่วยดูแลหยาหยาบ้านข้าด้วย”
ป้านัวไม่รับคำขอโทษ นางรีบยัดหยาหยาที่กำลังร้องไห้จ้าใส่ในอ้อมแขนของเขาทันที “ลูกบ้านเ้า ก็เลี้ยงเอาเองเถอะ!”
แม่ไม่ปรนนิบัติให้แล้ว
ซ่งหยวนรับหยาหยามาอย่างลนลาน พร้อมเอ่ยอย่างตื่นตระหนก “เดี๋ยวสิขอรับท่านป้าหนิว ข้าไม่เคยเลี้ยงเด็กมาก่อนเลยนะ”
ป้านัวไม่สนใจเขา สะบัดตัวเข้าลานบ้านตัวเองไป แล้วปิดประตูเสียงดัง “ปัง!”
ซ่งหยวนอุ้มหยาหยาพลางอยากจะร้องไห้แต่ไม่มีน้ำตา
เอ้อหลินได้ยินเสียงจึงเดินออกมาจากบ้าน เห็นซ่งหยวนอุ้มเด็กอยู่เขาก็ใ “พี่ใหญ่ ท่านทำอะไรน่ะขอรับ”
ซ่งหยวนคว้าฟางช่วยชีวิตไว้ได้ทันควัน รีบส่งเด็กให้เอ้อหลิน “เ้ามาดูเร็ว หยาหยาทำไมร้องไม่หยุดเลย”
เอ้อหลินยื่นนิ้วไปวางไว้ข้างปากหยาหยา ริมฝีปากสีชมพูนุ่มของเด็กน้อยก็เริ่มขยับงับอย่างรวดเร็ว
“หิวแล้วขอรับ” เอ้อหลินตัดสิน
หยาหยาจ๊อบแจ๊บปาก พอหาของกินไม่เจอก็แผดเสียงร้องไห้ดังสนั่นจนหูแทบดับ ไม่รู้ว่าร่างกายเล็กๆ ของนางไปเอาพลังมหาศาลขนาดนั้นมาจากไหน
ซ่งหยวนเหนื่อยล้าทั้งกายและใจ “เ้ารีบป้อนนางเร็วเข้า”
เอ้อหลิน “ข้าจะไปต้มน้ำข้าวสักหน่อย”
หยาหยาในอ้อมแขนยังคงร้องไห้ ซ่งหยวนทำได้เพียงปลอบนาง “โอ๋ๆ อย่าร้องนะ อย่าร้อง เดี๋ยวก็ได้กินแล้ว”
หยาหยาร้องไปสักพัก เสียงก็เริ่มเบาลงเรื่อยๆ คงจะเหนื่อยจากการร้องไห้
ไม่นานนักน้ำข้าวก็ต้มเสร็จ เอ้อหลินใช้ช้อนเล็กๆ ค่อยๆ ป้อนนาง
หยาหยาคงจะหิวจัด ปากเล็กๆ กินน้ำข้าวเสียงดัง “จ๊อบแจ๊บ” มือน้อยๆ ปัดป่ายไปมา เกือบจะฟาดโดนหน้าซ่งหยวนเข้าให้
ในที่สุดก็เลี้ยงเ้าตัวเล็กจนอิ่ม ยังไม่ทันได้ถอนหายใจโล่งอก ซ่งหยวนก็รู้สึกได้ว่าตรงหน้าขาของเขาเปียกชุ่ม แถมยังอุ่นๆ อีกด้วย
สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปทันที เขายกตัวหยาหยาขึ้น ก็เห็นชายเสื้อของตัวเองเปียกโชก
“อีย้า~” หยาหยาทำหน้าไร้เดียงสาพร้อมส่งยิ้มให้
ยัยหนูฟันน้ำนม!
เอ้อหลินรีบรับตัวหยาหยาไป เพราะกลัวว่าซ่งหยวนจะไปลงอารมณ์ที่นาง แล้วรีบบอกว่า “พี่ใหญ่ ท่านรีบไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเถอะขอรับ เดี๋ยวข้าจะเปลี่ยนผ้าอ้อมให้หยาหยาเอง”
ซ่งหยวนไม่ได้โกรธเคืองอะไร เพียงแต่รู้สึกขำไม่ออกบอกไม่ถูกเล็กน้อย
เขากลับเข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดสะอาด เป็ชุดผ้าเนื้อหยาบที่ใส่แล้วรู้สึกไม่สบายตัวนัก แต่ในเมื่อชาวบ้านคนธรรมดาใส่แบบนี้กันหมด ซ่งหยวนจึงจำต้องปรับตัวตามสภาพ
เขาก็ไม่ลืมที่จะผูกผ้าไว้ทุกข์สีขาวไว้ที่แขนเสื้อ เพราะตอนนี้เขาคือ "ซ่งต้าซู่" การไว้ทุกข์ให้บิดามารดาถือเป็หน้าที่ที่บุตรชายคนโตพึงกระทำ
ซ่งหยวนถือเสื้อผ้าที่เปลี่ยนออกมา ตั้งใจจะไปซักที่ลำธาร พอเดินออกมาก็เห็นเอ้อหยาถือกะละมังไม้ใส่ผ้าเดินมาพอดี
เอ้อหยาเอ่ยเสียงค่อย “พี่ใหญ่ เอาเสื้อผ้ามาให้ข้าเถอะเ้าค่ะ ข้าจะเอาไปซักให้”
ซ่งหยวนจะยอมให้เด็กหญิงวัย 9 ขวบมาซักผ้าให้เขาได้อย่างไร เขาจึงส่ายหัวปฏิเสธ “ไม่ต้องหรอก เ้าจะไปที่ลำธารใช่ไหม ข้าจะไปกับเ้าด้วย”
ฟ้าใกล้จะมืดแล้ว เด็กผู้หญิงไปลำธารคนเดียวมันไม่ปลอดภัย
เอ้อหยาดูประหลาดใจและมีท่าทีไม่อยากไปนัก แต่ก็ไม่กล้าพูดคำว่า “ไม่”
ทำได้เพียงปล่อยให้ซ่งหยวนเดินตามหลังนางไป
น่ารำคาญจัง
เอ้อหยาเตะก้อนหินริมทางด้วยความฮึดฮัด
ซ่งหยวนมองตามหลังนางไปพลางเลิกคิ้ว ยัยหนูคนนี้ดูเหมือนจะมีอารมณ์ร้ายอยู่บ้างเหมือนกัน แถมยังแสร้งทำเป็ขี้ขลาดอ่อนแอต่อหน้าเขาตลอดเวลา
เอ้อหยาเดินเร็วขึ้นเรื่อยๆ พอใกล้ถึงลำธารนางแทบจะวิ่งไป ทิ้งให้ซ่งหยวนอยู่ข้างหลังไกลๆ
ยามนี้ริมลำธาร มีหญิงสาวที่แต่งงานแล้วกับพวกป้าๆ กำลังซักผ้ากันอยู่
เมื่อเห็นเอ้อหยา ป้าคนหนึ่งก็ยิ้มแล้วเอ่ยว่า “โอ้โฮ เอ้อหยาบ้านเรานี่เก่งจริงๆ มาซักผ้าอ้อมให้น้องทุกวันเลย”
“ไม่เหมือนนังลูกสาวจอมี้เีบ้านข้าเลย สั่งให้ทำงานอะไรก็ไม่อยากทำ มัวแต่ปักผ้าอยู่ในบ้าน” ป้าอีกคนทำท่าเหมือนบ่นแต่ความจริงคืออวด “ขายก็ได้ไม่กี่อีแปะ แถมยังจะทำลายสายตาเสียเปล่าๆ”
เมื่อก่อนตระกูลซ่งมีความเป็อยู่ที่ดีจนเป็ที่อิจฉา ยามปกติคนพวกนี้ไม่กล้าพูดอะไรต่อหน้า แต่ลับหลังมักจะมีเื่นินทาเสมอ
ตอนนี้พ่อแม่ตระกูลซ่งจากไปหมดแล้ว พวกนางก็คงไม่ถึงขั้นรังแกเด็กเล็กๆ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะคอยค่อนแคะเสียดสีอยู่บ้าง
คนในหมู่บ้านใครๆ ก็รู้ว่าตระกูลซ่งน่ะ จบเห่แล้ว
ซ่งต้าซู่เป็พวกนักเลงหัวไม้ที่ไม่เอาถ่าน วันๆ ทำแต่เื่สกปรกผิดศีลธรรม ลูกสาวบ้านไหนในหมู่บ้านจะมาสนใจเขา
ส่วนเอ้อหลิน ได้ยินว่ามีความรู้ดีเยี่ยม แม้แต่ท่านอาจารย์ก็ยังเอ่ยชม แต่จะมีประโยชน์อะไร เมื่อพ่อตายไป เขาจะเอาเงินที่ไหนไปจ่ายค่าเล่าเรียน
ปีหนึ่งต้องใช้เงินตั้งหลายตำลึง ต่อให้ขายเอ้อหยาก็ยังไม่พอจ่าย
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเอ้อหยาที่เป็แค่ลูกผู้หญิงคนหนึ่งเลย
“ก็จริงนั่นแหละ เด็กไม่มีพ่อไม่มีแม่ ก็ควรจะรู้จักความขึ้นบ้าง”
“แม่เ้าน่ะตายเร็วไปหน่อย ไม่อย่างนั้นถ้ารอให้เอ้อหลินสอบได้จอหงวนขึ้นมา ก็คงได้เสวยสุขแล้ว” ป้าคนนั้นยิ้มหัวเราะ
พวกหญิงสาวคนอื่นๆ ก็หัวเราะตาม
เอ้อหยาเม้มปากแน่น แววตาฉายแววดุร้ายวูบหนึ่ง
“จางชุ่ยฮวา พูดอะไรต่อหน้าเด็กเนี่ย ปากคาบขี้มาหรือไงถึงได้เหม็นขนาดนี้” ป้าหนิวลุกขึ้นยืนแล้วฉอดใส่ทันที
“แล้วก็นางแม่ของต้าซาน อย่าคิดว่าข้าไม่รู้ว่าพวกเ้ากำลังวางแผนอะไรอยู่ ข้าบอกไว้เลยนะ ไม่มีทาง!”
ป้าหนิวด่าเสร็จก็หันมาบอกเอ้อหยา “อย่าไปสนใจพวกขี้ปากคนพวกนี้เลย เอ้อหยา มาซักข้างๆ ข้านี่มา”
แม่ของต้าซานเถียงกลับอย่างไม่ยอมแพ้ “พี่สะใภ้หนิว พูดแบบนั้นก็ไม่ถูก พ่อแม่ของเอ้อหลินตายไปหมดแล้ว ยังเหลือภาระอีกสองคน ในบ้านก็ไม่มีที่นา ถ้าไม่มีใครรับไปเลี้ยงดู ชีวิตข้างหน้าจะอยู่กันอย่างไร”
นางพูดต่ออีกว่า “เอ้อหยา เ้ากลับไปก็ช่วยเตือนพี่ชายเ้าหน่อยนะ บอกให้เขาเลิกดื้อรั้นเสียที นอกจากบ้านข้าแล้ว ใครจะอยากรับคนต่างแซ่ไปเลี้ยง บ้านข้าแม้จะไม่รวย แต่ก็จะไม่ให้เขาขาดแคลนของกินแน่นอน...”
ปากของแม่ต้าซานขยับขึ้นลง ฟันเหลืองๆ ของนางยังมีเศษผักติดอยู่ น้ำลายที่พ่นออกมานั้นเหม็นโฉ่อย่างยิ่ง
หุบปาก! หุบปากเดี๋ยวนี้!
เอ้อหยาเม้มปากแน่นจนห้อเื แทบอยากจะพุ่งเข้าไปฉีกปากเหม็นๆ ของยายแก่นั่นให้เป็ชิ้นๆ
มิน่าเล่าแม่ของต้าซานถึงได้คอยมาถามเื่ของพี่รองกับนาง ที่แท้ก็แอบวางแผนจะรับพี่รองไปเลี้ยงนี่เอง
ช่างน่ารังเกียจ! ถ้าท่านพ่อยังอยู่ นางจะขอให้ท่านพ่อทุบตีคนไร้ยางอายพวกนี้ให้ตายไปเลย!
แม่ของต้าซานยังคงเย้ยหยันต่อไป “ถ้าเอ้อหลินเชื่อฟัง ข้าก็ยินดีจะส่งเสียให้เขาเรียนต่อ ไม่แน่ว่าในอนาคต ข้าอาจจะได้เป็ท่านแม่ของจอหงวนกับเขาบ้าง”
สิ้นคำพูดนั้น บรรดาป้าๆ ต่างก็พากันหัวเราะร่า “แม่ของต้าซาน เ้ายังหวังอยากจะเป็แม่จอหงวนอีกหรือเนี่ย”
เสียงหัวเราะที่แสบแก้วหูนั้น บาดลึกเข้าไปในหูของเอ้อหยาอย่างรุนแรง
นางทนไม่ไหวอีกต่อไป “เคร้ง!” นางทิ้งกะละมังไม้ แล้วพุ่งเข้าไปเหมือนลูกหมาป่าตัวน้อย กัดเข้าที่ข้อมือของแม่ต้าซานอย่างแรงและไม่ยอมปล่อย
แม่ของต้าซานเจ็บจนต้องร้องซี้ด “โอ๊ย! นังเด็กเปรต กล้ากัดข้าหรือ!”
เอ้อหยาใส่แรงกัดไปเต็มที่ แม่ต้าซานสะบัดอย่างไรก็ไม่หลุด
พวกป้าคนอื่นๆ อึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกรูเข้ามาดึงตัวเอ้อหยาออก
แม่ของต้าซานเห็นข้อมือตัวเองถูกกัดจนเืโชก นางก็โกรธจัด ฟาดฝ่ามือลงบนใบหน้าของเอ้อหยาอย่างแรง
“เพียะ!” เสียงดังสนั่น
ใบหน้าของเอ้อหยาบวมแดงขึ้นมาทันตาเห็น
ซ่งหยวนได้ยินเสียงทะเลาะเบาะแว้งจึงรีบเร่งฝีเท้าเข้ามา
พอมาถึงเขาก็เห็นแม่ของต้าซานกำลังกระชากผมเปียของเอ้อหยา และระดมตบหน้านางอยู่
ใบหน้าของซ่งหยวนเขียวปัดด้วยความโกรธจัด เขาะโด่าทอออกไปอย่างไม่ไว้หน้า “อีแก่หนังเหี่ยว! กล้ารังแกเอ้อหยาบ้านข้าหรือ เห็นว่าข้าที่เป็พี่ใหญ่ตายไปแล้วหรือยังไง!”
