ดูเหมือนชายหนุ่มจะหวาดกลัวมาก เขาพูดด้วยเสียงสั่นเทา “สำนักมารจะคัดเลือกผู้ฝึกยุทธ์ที่มีพลังอ่อนแอ หรือไม่ก็เคยทำความผิดและมีโทษติดตัวมาจากที่ต่างๆ จากนั้นท่านผู้นำก็จะฝึกสอนและอบรมพวกเขาต่อ ในทุกๆ เจ็ดปี สำนักมารจะจัดพิธีบูชาโลหิตขึ้นหนึ่งครั้ง ศิษย์ทุกคนของสำนักจะต้องเข้าไปฝึกพลังในบ่อโลหิต ซึ่งจะทำให้พวกเราพัฒนาพลังได้อย่างรวดเร็ว ทว่าในขณะที่พลังถูกเลื่อนขั้นขึ้นไป ร่างกายก็ได้รับผลกระทบกลับมาเช่นกัน นั่นก็คือในทุกๆ เจ็ดปี พวกเราจะถูกพลังสะท้อนกลับหนึ่งครั้ง ทว่าหากเข้าพิธีบูชาโลหิตก็จะไม่เป็ไรแล้ว ต่อมามีคนเข้าร่วมสำนักมารมากขึ้นเรื่อยๆ เริ่มจากที่มีเพียงไม่กี่สิบคน ตอนนี้ก็เพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ จนมีสมาชิกมากกว่าห้าร้อยคนแล้ว”
“ผู้นำสำนักของเราลึกลับยิ่งนัก ข้าเองก็เคยเห็นเขาในพิธีบูชาโลหิตเมื่อเจ็ดปีก่อนเพียงครั้งเดียวเท่านั้น เอาเป็ว่าเขาเป็คนที่เก็บตัวและลึกลับมาก อย่างไรก็ตาม ข้าเชื่อว่าในวันรุ่งขึ้นเขาต้องปรากฏตัวแน่ ได้ข่าวว่าสตรีที่พวกเขาเพิ่งจับได้เป็ผู้มีปราณหยิน ซึ่งเืของนางจะช่วยให้ท่านผู้นำเพิ่มพลังได้อย่างน้อยสองขั้น เปลี่ยนจากระดับชีพธรณีขั้นต่ำขึ้นไปเป็ยอดฝีมือระดับชีพธรณีขั้นสูงได้ในทันที หรือแม้กระทั่งข้าเอง หากได้ใช้แล้ว ก็จะเลื่อนพลังจากระดับชีพมนุษย์ขั้นสูงขึ้นไปเป็ระดับชีพธรณีขั้นต่ำได้ในทันทีเลย”
หลงเหยียนนึกใกับสิ่งที่ได้ยิน พิธีบูชาโลหิตเป็พิธีมารที่น่าหวาดกลัวอย่างที่คิดอาไว้จริงๆ ด้วย กลับคิดไม่ถึงเลยว่ามันจะทำให้เลื่อนพลังได้มากมายและรวดเร็วเพียงนี้ คาดว่าผู้นำในสำนักมารต้องได้วิชาลับบางอย่างที่เป็วิชามารประเภทเดียวกันมาแน่ๆ เพราะแบบนั้น สำนักมารถึงสามารถพัฒนามาได้ขนาดนี้
ผู้ที่เป็ผู้ฝึกยุทธ์ย่อมหวังอยากให้พลังของตนเลื่อนขั้นได้อย่างรวดเร็วเป็ธรรมดา ซึ่งก็คงมีคนไม่น้อยที่รู้สึกอิจฉาวิชามารของสำนักมาร หลงเหยียนมีิญญาัอยู่ในร่าง ทว่าวิชานั้นกลับเชื่อมกับทะเลโลหิตอันแสนกว้างใหญ่ในหินวิเศษ ทุกครั้งที่เลื่อนพลัง หินวิเศษก็จะสั่นคลอนขึ้นทุกครั้ง
เมื่อเป็เช่นนี้ ดูเหมือนผู้นำสำนักคนนั้นจะคล้ายกับตนไม่น้อย ต่างกันแค่ว่า อีกฝ่ายเลือกที่จะใช้เืของมนุษย์ในการพัฒนาพลังเท่านั้น
แบบนั้นต้องพรากชีวิตคนบริสุทธิ์ไปมากขนาดไหน?
จากการเค้นถาม หลงเหยียนรู้มาว่าพิธีบูชาโลหิตจะเริ่มขึ้นในเวลายามจื่อของวันพรุ่งนี้ ซึ่งน่าจะเป็เวลาที่มีพลังหยินเข้มข้นมากที่สุดนั่นเอง หลงเหยียนรู้ดีว่าพิธีนี้ต้องยิ่งใหญ่มากแน่ หากไม่สืบหรือศึกษาพิธีนี้ให้ละเอียด ก็เป็ไปได้ยากที่เขาจะตามหาพวกพ้องจนเจอ
“บอกข้ามาว่าพิธีนี้มีขั้นตอนอย่างไรบ้าง แล้วสำนักมารของพวกเ้าอยู่ที่ไหนกันแน่ วาดเส้นทางและโครงสร้างต่างๆ ภายในสำนักมาให้ข้าจะดีที่สุด”
ชายผู้นั้นมองหลงเหยียนด้วยสีหน้าเ็ป พลังที่กระจายออกมาจากร่างของหลงเหยียนแข็งแกร่งเกินไป จึงสามารถข่มชายคนอื่นๆ ที่อยู่รอบด้านซึ่งมีพลังค่อนข้างต่ำได้อย่างสิ้นเชิง
“เื่นี้... เื่นี้ข้าก็ไม่มั่นใจเหมือนกัน สำนักมารยิ่งใหญ่มาก ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ไม่ไกลจากที่นี่มีเขามิวายชนม์อยู่ บนเขามีตำหนักจอมมารอยู่นับร้อยแห่งทีเดียว และสำนักกลางของสำนักมารก็อยู่ที่ยอดเขา ซึ่งก็คือจุดที่อยู่ใกล้กับแสงจันทร์มากที่สุดเช่นกัน บ่อโลหิตอยู่ที่นั่น ทว่าในยามปกติ ยอดเขาจะถูกปิดอยู่ ต้องรอจนถึงพิธีบูชาโลหิตเท่านั้น ศิษย์ทุกคนถึงจะขึ้นไปบนยอดเขาได้”
“เขามิวายชนม์?” หลงเหยียนจำข้อมูลเหล่านี้ได้อย่างคร่าวๆ แล้ว
ตอนนี้เขายังเหลือเวลาอีกประมาณหนึ่งคืน หลงเหยียนต้องทำเวลาแล้ว... เขานำข้อมูลที่ได้จากชายคนดังกล่าวมาปะติดปะต่อเข้าด้วยกันจนเริ่มเป็รูปเป็ร่างแล้ว อย่างไรเสียเขาก็ต้องแฝงตัวเข้าไปอยู่แล้ว เมื่อถึงเวลาค่อยถามศิษย์คนอื่นๆ ก็ได้ นี่เป็พิธีใหญ่ คงหาเจอได้ไม่ยาก
ชายคนนั้นคุกเข่าอยู่บนพื้นดินพลางแหงนหน้ามองหลงเหยียนด้วยความหวาดผวา “ข้า... ข้าพูดสิ่งที่รู้ไปจนหมดแล้ว ได้โปรดเถิด อย่าฆ่าข้าเลย อย่าฆ่าข้า...”
หลงเหยียนมองไปที่อีกฝ่าย พลันใบหน้าก็ประกายความเย็นะเืที่แฝงไปด้วยความร้ายกาจออกมา
“ข้าขอถามเ้าเป็คำถามสุดท้าย หากเ้าตอบได้ดี ข้าจะไม่ฆ่าเ้า”
ชายคนนั้นมองหลงเหยียนด้วยร่างสั่นเทา “ถามอะไรหรือ?”
“สำนักมารคงมีสัญญาณลับที่ใช้ในการติดต่อระหว่างคนในสำนักใช่หรือไม่ บอกข้ามา บอกมาแล้วข้าจะปล่อยเ้าไป”
สำนักที่มีรูปแบบเช่นนี้มักจะมีสมาชิกมากมาย ย่อมมีบุคคลที่ถูกปรับเปลี่ยน หรือสมาชิกใหม่มากมายเช่นกัน ดังนั้น คนส่วนมากจึงเป็คนหน้าใหม่หรือคนแปลกหน้าสำหรับกันและกันเท่านั้น
‘สัญญาณลับ? หลงเหยียนรู้ทันแม้กระทั่งเื่เช่นนี้เลยหรือ?’ เมื่อได้ยินคำถามของหลงเหยียน ชายคนนั้นก็หัวใจกระตุกวูบ รู้สึกตื่นตระหนกเป็อย่างมาก
เขารู้ดีว่าหากตนบอกสัญญาณลับแก่หลงเหยียนจริงๆ หลงเหยียนอาจจะฆ่าเขาทิ้งทันทีก็ได้ ยิ่งไปกว่านั้น สัญญาณลับต่างหากที่เป็เหมือนกุญแจที่ช่วยให้เข้าสำนักมารได้
“เ้า... เ้าอยากแฝงตัวเข้าไปในสำนักมารอย่างนั้นหรือ?”
“อ๊าก...” อยู่ๆ เขาก็กรีดร้องขึ้นด้วยความเ็ป เมื่อแขนข้างหนึ่งถูกหลงเหยียนบดขยี้จนแหลก
หลงเหยียนมีแววตาเย็นเฉียบ พลันพลังที่แข็งแกร่งจนไม่อาจขัดขืนก็กระจายออกมาจากร่างกาย “หากไม่พูด ข้าก็คงต้องแยกชิ้นส่วนในร่างกายของเ้าออกมาทีละชิ้น ทีละชิ้นแล้วกระมัง อย่างไรเสีย ตอนนี้ก็ยังเหลือเวลาอีกเยอะกว่าจะถึงยามจื่อของวันพรุ่งนี้”
ชายคนนั้นกอดแขนตัวเองพลางนอนดิ้นอยู่กับพื้น ร้องครวญครางออกมาไม่หยุด หลงเหยียนย่อตัวลงไปดึงเส้นผมของเขาเอาไว้ “อย่าให้ข้าหมดความอดทนล่ะ”
“ข้าบอก ข้ายอมบอกแล้ว”
“สำหรับผู้ที่จะเข้าไปในสำนักมาร เมื่อมีคนถามว่าจะกินบะหมี่หรือไม่ ให้ถามกลับไปว่าสถานการณ์ข้างล่างเป็อย่างไรบ้าง? เท่านี้ก็เข้าไปได้แล้ว”
หลงเหยียนไม่ค่อยเข้าใจสักเท่าใดว่าเหตุใดสัญญาณลับของสำนักนี้ถึงได้พิลึกเช่นนี้ แววตาเย็นะเืของเขาทำให้ชายคนนั้นหวาดกลัวเป็อย่างมาก
“เ้า... เ้าจะฆ่าข้าไม่ได้นะ ข้าบอกทุกอย่างที่รู้ไปหมดแล้ว ข้าทรยศสำนักมารและไม่มีทางกลับเข้าสำนักได้อีกแล้ว”
หลงเหยียนยิ้มเ้าเล่ห์ “เพราะเ้าบอกทุกอย่างที่รู้ออกมาจนหมดแล้ว ก็เลยไม่มีโอกาสที่จะรอดชีวิตอีกต่อไป หากไม่ฆ่าเ้า ข้าจะเข้าไปในสำนักมารด้วยฐานะของเ้าได้อย่างไร?”
กริชทลายจิตปรากฏขึ้นในมือของหลงเหยียน และถูกส่งเข้าไปที่หน้าอกของชายคนดังกล่าวอย่างกะทันหัน ร่างของชายคนดังกล่าวอ่อนยวบลงทันที ก่อนจะสิ้นลมหายใจลงอย่างสงบ
สิ่งที่เห็นทำให้ศิษย์จากสำนักมารที่เหลือใจนเข่าทรุด หลงเหยียนไม่พูดพร่ำทำเพลง เขาสังหารคนเ่าั้จนหมด ทั้งยังเก็บพวกเขาเข้าไปในถุงผ้าเฉียนคุนอีกด้วย
หลงเหยียนปลดป้ายยืนยันตัวตนของชายที่เป็ผู้นำกลุ่มออกมาจากแขนของอีกฝ่าย มันเป็ป้ายคำสั่งของสำนักมาร ภายในแผ่นป้ายจะมีลวดลายที่น่าพิลึกตกแต่งอยู่ นอกจากนี้ยังมีชื่อของเขาสลักอยู่ด้วย... อี้เซียวเหยียว
หลงเหยียนหัวเราะเบาๆ “ดูเหมือนว่าเ้าคงต้องไปสนุกต่อในนรกแล้วล่ะ ส่วนข้าก็จะลำบาก ใช้ชื่อนี้แทนเ้าก็แล้วกัน”
“กินบะหมี่หรือไม่อย่างนั้นหรือ?” หลงเหยียนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาไม่เข้าใจเลยจริงๆ ว่าความหมายของสัญญาณลับนี้คืออะไรกันแน่
หลิงเทียนอวี่เดินเข้ามาหา เขามองศพนับสิบที่อยู่รอบกายพลางมองมายังหลงเหยียนอย่างตกตะลึง “หลงเหยียน ต่อให้พวกเขาจะชั่วช้าแค่ไหน เ้าก็ไม่น่าฆ่าพวกเขาเช่นนี้เลย ชายเมื่อครู่เองก็ร้องขอชีวิตกับเ้าแล้ว”
หลงเหยียนทำความสะอาดพื้นที่ จากนั้นจึงมองไปยังหลิงเทียนอวี่ “พี่อวี่ อย่าลืมสิว่าคนพวกนี้เป็ใคร พวกเขาไม่ควรค่าให้สงสารหรอกนะ”
พูดจบก็มองไปรอบด้าน ก่อนจะดึงมือของหลิงเทียนอวี่เอาไว้ “รีบไปกันเถิด เกิดเื่เช่นนี้ขึ้น ไม่นานต้องมีใครมาเห็นแน่”
ทั้งสองมุ่งหน้าไปยังสถานที่ที่ชายคนนั้นบอกเอาไว้ นั่นก็คือเขามิวายชนม์ ซึ่งต้องใช้เวลาเดินทางจากที่นี่เพียงครึ่งชั่วยามเท่านั้น ที่ใต้ตีนเขามีป่าแห่งหนึ่งกั้นอยู่ มันเป็ทางผ่านสำหรับขึ้นเขาและเป็จุดที่เหมาะแก่การซ่อนตัวของหลงเหยียนเป็อย่างมาก
“เอาละ พี่อวี่ ท่านรออยู่ตรงนี้เถิด ข้าเตรียมจะฝึกพลังต่ออีกหน่อย จากนั้นค่อยเข้าไปในสำนักมาร ตอนนี้เรายังไม่รู้ว่าสถานการณ์ข้างในเป็อย่างไร อย่างไรเสีย เราก็ได้ข้อมูลมาบ้างแล้ว ทำให้รู้เื่ของพวกมันมากขึ้น”
“ไม่ได้ ข้าจะเข้าไปกับเ้า สำนักมารเป็สำนักใหญ่ ในนั้นมียอดฝีมือมากมาย ข้าจะปล่อยให้เ้าเข้าไปเสี่ยงตายคนเดียวได้อย่างไร?”
หลงเหยียนกดไหล่ของอีกฝ่ายเอาไว้
“พี่อวี่ ข้ารู้ว่าท่านร้อนใจ อยากจะเข้าไปช่วยพี่เมิ่งเหยามากแค่ไหน ทว่าหากท่านไปด้วย ข้าจะแฝงตัวและเคลื่อนไหวในสำนักได้ลำบากยิ่งขึ้น พลังของท่านอ่อนแอกว่าข้า หากพาท่านไปด้วย ข้าก็ต้องคอยดูแลและปกป้องท่านอีกคน เ้าสำนักของพวกมันมีพลังไม่เกินกว่าระดับชีพธรณีขั้นสูงเท่านั้น ข้าจะใช้เวลาคืนนี้กับวันพรุ่งนี้ รีบฝึกพลังของตัวเองให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น และจะฝึกวิชาการต่อสู้ที่เพิ่งฝึกมาใหม่ให้คล่องแคล่วขึ้นด้วย วางใจได้”
“อย่างไรก็เถอะ หลงเหยียน?”
“ไม่มีคำว่าแต่ เพราะความจริงก็เห็นๆ กันอยู่ว่าท่านอ่อนแอกว่าข้า หากพาท่านไปด้วยก็มีแต่จะเป็ภาระเสียเปล่า วางใจเถิด ข้าจะพาพี่เมิ่งเหยาออกมาอย่างปลอดภัย ท่านรอเ้าสำนักเว่ยกับคนอื่นๆ อยู่ที่นี่เถิด”
เมื่อพูดจบ ร่างของหลงเหยียนก็พุ่งออกไปอย่างรวดเร็ว ก่อนจะหายไปในพริบตา
--------------------
