ตอนที่ 5: สินเดิม
แกรก... ปัง!
เสียงสลักประตูไม้หนาที่ถูกลงกลอนจากภายนอกดังกึกก้องสะท้อนในโสตประสาท มันไม่ใช่เสียงของการปกป้อง แต่มันคือเสียงของโซ่ตรวนแห่งโชคชะตาที่ผู้อื่นจงใจล่ามมันไว้กับตัวนาง
“คุณหนูรอง ฮูหยินสั่งไว้ว่าห้ามท่านก้าวออกจากห้องนี้แม้แต่ก้าวเดียวจนกว่าจะถึงวันส่งตัวเ้าสาว” เสียงเ็าของหญิงรับใช้คนสนิทฮูหยินรองดังลอดเข้ามา พร้อมกับห่อผ้ากระแทกผ่านช่องส่งของเล็กๆ “นี่คือหีบสินเดิมของมารดาท่าน ฮูหยินเมตตายิ่งนักที่ให้คนขนมาคืนให้ถึงที่... หาก้าอะไรเพิ่ม ก็จงะโบอกตรงฝาผนังเอาแล้วกัน!”
“เฝ้าไว้ให้ดี!” เสียงแหลมเล็กของ ชุ่ยเอ๋อร์ ดังกำชับทหารยามอย่างโอหัง “อย่าให้นางเล็ดลอดออกไปได้แม้แต่เงา หากมีข่าวเื่การสลับตัวหลุดรอดไปถึงหูคนภายนอก พวกเ้าต้องเอาหัวมาสังเวย!”
เสียงที่ดังเล็ดลอดเข้ามาทำให้เซิ่นอวี้ขยับยิ้มที่มุมปากอย่างเยือกเย็น นางค่อยๆ พยุงร่างกายที่เหน็บชาจากการนั่งท่าเดิมเป็เวลานาน เดินไปหยิบหีบไม้ที่วางอยู่บนพื้น ความหนาวเหน็บยามค่ำคืนเสียดแทงเข้าถึงกระดูกดำ แต่นางกลับไม่ไหวติง
สายตาของนางจับจ้องไปที่หีบไม้ใบเล็ก... สิ่งเดียวที่หลงเหลือมาจาก 'หลี่ซูเหวิน' มารดาผู้ล่วงลับ สตรีที่ครั้งหนึ่งเคยเป็ถึงบุตรีของมหาเศรษฐีคหบดีผู้มั่งคั่งที่สุดแห่งแดนใต้ มือบอบบางเอื้อมไปลูบฝาหีบที่ถูกปกคลุมด้วยฝุ่นและหยากไย่ ก่อนจะใช้กุญแจที่ซ่อนไว้ในสาบเสื้อไขมันออก
กริ๊ก...
กลไกที่ขึ้นสนิมส่งเสียงครางประหลาด แต่มันกลับดังกึกก้องในหัวใจที่อ้างว้าง ภายในหีบนั้น... ควรจะเต็มไปด้วยเครื่องประดับหยกน้ำงามและโฉนดที่ดินนับร้อยผืนที่ท่านตาเคยจัดเตรียมไว้ให้ ทว่าเมื่อฝาหีบเปิดออก สิ่งที่ปรากฏกลับมีเพียง 'ความว่างเปล่า' ที่แสนอัปยศ
หลงเหลือเพียงเศษผ้าไหมที่ถูกฉีกขาด และเครื่องประดับเงินหมองๆ ไม่กี่ชิ้นที่ไร้ราคาเกินกว่าจะนำไปจำนำได้
เซิ่นอวี้ขบกรามแน่นจนเป็สันนูน ดวงตาวาวโรจน์ด้วยเพลิงแค้นที่ถูกกดทับมานานปี นางหยิบสมุดบันทึกปกหนังที่วางอยู่ก้นหีบขึ้นมาเปิดดู มันคือ 'บัญชีทรัพย์สิน' ที่มารดาจดบันทึกไว้ด้วยลายมืออันอ่อนช้อยก่อนสิ้นลม
‘สร้อยมุกน้ำงามสามเส้น... ปิ่นปักผมหยกจักรพรรดิ... โฉนดร้านผ้าทิศตะวันออก...’
ทุกรายการบัดนี้อยู่ที่ใดนางย่อมรู้ดีที่สุด... นางเห็นพวกมันประดับอยู่บนคอเหี่ยวๆ ของฮูหยินรอง และนอนนิ่งอยู่ในหีบสมบัติของเซิ่นหรง พี่สาวที่ชอบตราหน้านางว่าเป็ ‘นังขยะไร้ค่า’ ทั้งที่เสื้อผ้าทุกชิ้นที่พวกนางสวมใส่ และอาหารเลิศรสทุกคำที่พวกนางกิน... ล้วนถูกแลกมาด้วยหยาดเืและมรดกที่มารดานางทิ้งไว้ให้ทั้งสิ้น!
“ยักยอกไปจนหมดสิ้น... ไม่เหลือแม้แต่เศษเสี้ยวความละอายใจ” น้ำเสียงของนางสั่นพร่า แต่มันมิใช่เสียงของคนร้องไห้ มันคือเสียงคำรามต่ำของนักล่าที่พร้อมจะขย้ำคอศัตรู
“อวี้เอ๋อร์... จำไว้ ลูกคิดในใจสำคัญกว่าลูกคิดในมือ และความฉลาดที่ซ่อนไว้สำคัญกว่าอำนาจที่แสดงออก”
เสียงกระซิบของท่านแม่ในวัยเยาว์ดังแว่วขึ้นมา ท่านแม่มิได้สอนให้นางปักผ้าหรือร่ายรำเพื่อเอาใจบุรุษ แต่ท่านแม่สอนให้นางอ่านบัญชี คำนวณกำไรขาดทุน และวิเคราะห์กลเกมธุรกิจ ทักษะเหล่านี้คือ 'มรดกที่แท้จริง' ที่ไม่มีขโมยหน้าไหนจะพรากไปจากนางได้!
เซิ่นอวี้หยิบพู่กันขึ้นมาจุ่มหมึกที่ก้นขวด นางเริ่มขีดเขียนลงบนกระดาษหยาบๆ คำนวณตัวเลขรายรับรายจ่ายของตระกูลเซิ่นใน่ห้าปีที่ผ่านมาด้วยความแม่นยำราวจับวาง
“ท่านพ่อ... ท่านเรียกข้าว่าสินค้าไร้ราคา แต่ท่านรู้หรือไม่ว่าตระกูลเซิ่นของท่านในยามนี้ เปรียบดั่งอาคารที่ผุพังจากภายใน”
จากการคำนวณของนาง ตระกูลเซิ่นกำลังเผชิญภาวะ 'หนี้ล้นพ้นตัว' ที่ถูกปกปิดไว้ด้วยภาพลักษณ์จอมปลอม หากไม่มีเงินจากการค้าผ้าที่นางแอบบริหารให้แบบลับๆ ป่านนี้ตระกูลนี้คงล้มละลายไปนานแล้ว!
“พวกท่านสูบเืสูบเนื้อข้ามาตลอดชีวิต... ในเมื่ออยากให้ข้าแต่งออกไปนัก ข้าก็จะแต่ง! แต่ข้าจะไม่ไปตัวเปล่า สิ่งที่พวกท่านขโมยจากแม่ข้าไป ข้าจะเอาคืนมาพร้อมดอกเบี้ยที่พวกท่านต้องจ่ายด้วยน้ำตา!”
วันต่อมา... ความหิวโหยเริ่มกัดกินร่างกายดุจคมมีด
เสียงเปิดช่องส่งอาหารดังขึ้นอีกครั้ง สิ่งที่ปรากฏมีเพียงถ้วยดินเผาเก่าๆ บรรจุน้ำข้าวใสๆ ที่ไร้เงาของเมล็ดข้าว
“ฮูหยินสั่งว่าคุณหนูรองต้องหัดเจียมตัวั้แ่วันนี้” ชุ่ยเอ๋อร์หัวเราะคิกคักลอดช่องประตู “แต่งเข้าจวนอ๋องที่ไร้อำนาจ ก็ต้องอยู่อย่างอดอยากแบบนี้แหละ ฝึกไว้จะได้ไม่ลำบาก... อ้อ น้ำนี่ก็ประหยัดหน่อยนะ เพราะกว่าข้าจะมาส่งอีกทีก็พรุ่งนี้เช้า!”
เซิ่นอวี้มองถ้วยน้ำข้าวด้วยดวงตาสงบนิ่ง นางไม่ได้ร้องขอ แต่กลับหยิบมันขึ้นมาจิบอย่างละเมียดราวกับมันคือรังนกชั้นเลิศ
ความหิวคือยาขม แต่มันคือครูที่ดีที่สุด...นั่นคือคำสอนของแม่ ในยามที่ท้องกิ่วจนบิดเป็เกลียว สติของนางกลับแหลมคมยิ่งขึ้น นางใช้ความเ็ปเป็เครื่องลับสมอง นั่งลงบนพื้นเย็นเยียบ กำหนดลมหายใจเข้าออกเพื่อรักษาพลังงาน
นางรู้ดีว่าการอดอาหารคือกลลวงเพื่อ ‘สยบ’ ให้นางอ่อนแอทั้งกายและใจ เพื่อให้ในวันวิวาห์นางจะไร้เรี่ยวแรงขัดขืน ทว่าฮูหยินรองคิดผิด... ยิ่งร่างกายถูกบีบคั้น จิติญญาของนางกลับยิ่งแข็งแกร่งดุจเหล็กกล้าที่ผ่านการตีในเตาหลอม
นางล้วงมือเข้าไปในซอกกำแพงไม้ผุพัง ดึงห่อผ้าขนาดเล็กออกมา ภายในคือตั๋วเงินมูลค่าไม่กี่สิบตำลึงที่นางแอบสะสมไว้จากการหักค่านายหน้าค้าขายที่บิดาไม่เคยรู้ มันอาจเป็เงินเพียงน้อยนิด แต่มันคือ ‘เชื้อไฟ’ กองแรกที่นางจะใช้จุดประกายอำนาจในจวนอ๋อง
“กักขังข้าไปเถิด...” เซิ่นอวี้พึมพำกับความมืด “ยิ่งพวกท่านขังข้าไว้แ่าเท่าไหร่ ข้าก็ยิ่งมีเวลาเตรียมตัวจัดการพวกท่านได้มากขึ้นเท่านั้น”
นางหยิบ 'กำไลหยกเืั' ออกมาลูบไล้ แสงจันทร์ที่ลอดผ่านรอยแตกของหลังคาส่องกระทบรอยร้าวบนกำไล เผยให้เห็นแสงสีแดงเรืองรองที่เคลื่อนไหวคล้ายัตื่นจากการจำศีล
“ลาก่อน... กรงขังแห่งตระกูลเซิ่น”
นางลุกขึ้นยืน แม้ร่างกายจะอ่อนล้า แต่นางกลับเชิดหน้าขึ้นอย่างทระนง วันพรุ่งนี้เกี้ยวเ้าสาวจะมาถึง... เกี้ยวที่ใครต่อใครบอกว่าเป็เกี้ยวส่งศพ แต่สำหรับนาง มันคือ ‘เกี้ยวแห่งอำนาจ’ ที่จะนำนางไปสู่วันที่ทุกคนต้องยอมสยบลงแทบเท้า!
