เล่มที่ 4 บทที่ 101 กุ่ยหวังปรากฏ
“ช่างเถอะ จับให้ได้ก่อนค่อยว่ากัน!” หลังจากคิดอยู่นานเท่าไรก็คิดไม่ออก หลินเฟยจึงหยุดความคิดนั้นเอาไว้ ก่อนจะโคจรพลังปราณเพื่อบงการให้ปราณกระบี่ไท่อี๋ทั้งสามสิบหกเล่มหดแคบลง ใช้เวลาไม่นานวงรัศมีของค่ายกลก็หดจนมีรัศมีไม่ถึงสามจ้าง และในเวลาเดียวกันเองเ้าคนแคระสีดำก็มีท่าทีเหมือนกำลังพยายามจะฝ่าวงล้อมออกไป แต่ก็ทำไม่สำเร็จ...
“คิดจะหนีหรือ?” หลินเฟยแค่นน้ำเสียงเ็า ก่อนจะโคจรพลังเข้าไปอีกครั้งเพื่อให้ค่ายกลกระบี่หดแคบลงกว่าเดิม เพียงพริบตาเดียวก็เห็นกระบี่ทั้งสามสิบหกเล่มหดจนรวมเป็ปราณกระบี่สายเดียวและมัดตัวคนแคระดำเอาไว้ ก่อนจะพากันลอยมาหยุดตรงหน้าของหลินเฟย
ทันทีที่หลินเฟยแบมือออก ปราณกระบี่ไท่อี๋ก็กลายสภาพเป็โซ่ตรวนพันธนาการคนแคระดำเอาไว้แ่า ไม่ว่าเ้าคนแคระจะพยายามดิ้นรนอย่างไร มันก็ไม่สามารถหลุดรอดไปได้
“พอแล้ว เลิกแกล้งตายเสียที มาดูหน่อย ว่าเ้านี่คือตัวอะไรกันแน่...” หลินเฟยเรียกเทียนกุ่ยที่พันอยู่รอบแขนให้ออกมาทำหน้าที่
“นายท่าน มันกัดคนได้ด้วย!” หลังจากเทียนกุ่ยปรากฏตัวออกมาก็รีบฟ้องหลินเฟยทันที พลางบินวนรอบตัวของคนแคระสีดำ และใช้สายตาพิจารณาสิ่งมีชีวิตตนนี้
“กัดอสูรต่างหากเถอะ...” หลินเฟยเบ้ปากแอบเถียงเทียนกุ่ยภายในใจ
“เป็อย่างไรบ้าง ดูออกไหม?”
“น่าแปลกที่เ้านี่ไม่ใช่ทั้งอสูรและสมบัติ แต่กลับดูเหมือน...” เทียนกุ่ยวนดูหลายรอบก็ยังไม่แน่ใจเสียที
“ใช่แล้ว ดูเหมือนว่ามันจะเป็สมุนไพรล้ำค่า!”
“หื้อ?”
หลินเฟยขมวดคิ้วยุ่ง สายตาก็พลางจ้องไปที่คนแคระดำ ยิ่งมองสีหน้าก็ยิ่งเคร่งเครียดขึ้น...
แต่เมื่อได้ยินเทียนกุ่ยพูดออกมาเช่นนี้ หลินเฟยก็นึกถึงบางอย่างขึ้นมาได้
‘อาจจะเป็สมุนไพรล้ำค่าจริงๆ’
แม้ภายนอกเหมือนพวกอสูร แต่กลับไม่กลัวปราณกระบี่ไท่อี๋ ถึงจะมีจิติญญา แต่ก็กลับไม่ใช่จิติญญาเจินหลิง ทุกอย่างล้วนชี้ไปในทิศทางเดียวกัน หรือจริงๆแล้วเ้าคนแคระดำตรงหน้าอาจจะเป็สมุนไพรล้ำค่า...
‘ว่าแต่มันจะเป็สมุนไพรชนิดใดกันล่ะ?’
หลินเฟยเองก็มีความรู้กว้างขวางพอสมควร
แต่กลับคิดไม่ออกว่าเป็สมุนไพรอะไร...
“นายท่านๆ ข้าน้อยรู้สึกถึงพิรุธจากสมุนไพรตรงหน้านี้ หรือจะให้ข้าน้อยลองทดสอบพิษดู?”
“ไปไกลๆเลย...” หลิยเฟยสะบัดเทียนกุ่ยออกให้พ้น ก่อนจะเก็บคนแคระดำที่ถูกปราณกระบี่ไท่อี๋มัดเอาไว้ลงกระเป๋า
‘ทดสอบพิษบ้าอะไร ช่วยเช็ดน้ำลายตัวเองก่อนเถอะ’
เทียนกุ่ยพูดถูก ถึงแม้เ้าสิ่งนี้จะดูเหมือนสมุนไพร แต่มันเกิดจากป่าอสูรที่วังเวงเช่นนี้ จะต้องมีบางอย่างไม่ชอบมาพากลแน่ หากกินเข้าไปสุ่มสี่สุ่มห้า มีหวังจะเป็อันตรายเอา ไหนๆตอนนี้ก็ถูกปราณกระบี่ไท่อี๋มัดเอาไว้แล้ว ก็ไม่จำเป็ต้องรีบร้อนอะไร กลับไปยังสำนักเวิ่นเจี้ยนก่อนแล้วค่อยศึกษาก็ยังไม่สาย
“ตอนนี้ก็กินอิ่มแล้ว แล้วจะเริ่มงานได้หรือยังล่ะ?” หลังจากผ่านเื่วุ่นวายเมื่อครู่ หลินเฟยก็เริ่มมั่นใจในความสามารถของเทียนกุ่ย
ระหว่างที่คิดจะใช้ให้เทียนกุ่ยไปค้นหาสมบัติอื่นๆ อยู่ดีๆหลินเฟยก็รู้สึกได้ถึงสิ่งผิดปกติขึ้นมา...
“เกิดอะไรขึ้น?” หลินเฟยเงยหน้ามองท้องฟ้ามืดครึ้มผ่านแมกไม้ที่สูงชัน...
จากนั้น...
ไอหยินและไอชั่วร้ายในป่าก็ราวกับถูกจุดด้วยไฟ พวกมันะเิจนเกิดเป็เสียงดังกัมปนาท
ทันใดนั้นบรรยากาศรอบข้างก็เกิดขุ่นมัวขึ้นมา
ต่อให้หลินเฟยจะผ่านเื่ราวใหญ่โตมามากมายเพียงใดในชาติแล้ว แต่เขาก็อดที่จะรู้สึกเกรงกลัวจนเข่าอ่อนไม่ได้ ต่อให้มีประสบการณ์หรือจิตใจแข็งแกร่งแค่ไหนก็ไม่มีประโยชน์ และนี่ก็คือแรงกดดันจากขั้นบำเพ็ญที่แตกต่างกันนั่นเอง...
บัดนี้บรรยากาศในป่าอสูรราวกับฟ้าถล่มก็ว่าได้
“แย่แล้ว!” หลินเฟยรู้สึกได้ทันทีว่าจะต้องเกิดเื่ใหญ่เข้าแล้ว ระหว่างที่โคจรพลังจัดการอสุรกายบางส่วนที่กำลังเข้าประชิดตัว หลินเฟยก็พยายามก้าวถอยหลังไปด้วย ก่อนจะรีบโคจรพลังเหาะกระบี่มุ่งไปยังทางออกของป่าอสูรอย่างเร่งรีบ...
พริบตานั้นเอง ไอสังหารเข้มข้นก็ได้แพร่กระจายปกคลุมไปทั่วทั้งบริเวณแล้ว
ก่อนจะมีแสงเจิดจ้าสว่างขึ้น จากนั้นหลินเฟยก็หันกลับไปด้วยความใ
เขาเห็นสายฟ้าขนาดมหึมาสายหนึ่งฟาดลงมาบริเวณใจกลางป่าอสูรจนเกิดเป็แสงสว่างจ้า และกระแสไอหยินมหาศาลทะลักออกมาทันที...
“ครืน!”
เสียงฟ้าร้องดังกระหึ่ม
ราวกับทั้งป่าอสูรกำลังสั่นไหว เหล่าอสูรมากมายส่งเสียงกรีดร้องระงม พวกมันต่างพากันหนีตายไปทั่วป่า...
อยู่ดีๆ...
หลินเฟยก็ตัวลอยขึ้นมา
ไม่ใช่เพราะเหาะกระบี่แต่อย่างใด
แต่เขาลอยตัวขึ้นมาเพราะแรงอัดกระแทกของสายฟ้าเมื่อครู่ต่างหาก...
พลังปราณที่คุ้มกายก็สลายไปราวกับน้ำแข็งที่เจอความร้อน ขณะที่ร่างทั้งร่างนั้นกำลังลอยอยู่กลางอากาศ หลินเฟยก็รู้สึกว่าภาพตรงหน้ากำลังมืดมัวลงไป เพียงครู่เดียวเขาก็กระอักเืออกมา ในตอนนี้เขารู้สึกเวียนหัวตาลายแทบจะทนไม่ไหวราวกับอวัยวะภายในถูกอัดกระแทกจนแหลกละเอียด
หลินเฟยพยายามฝืนความเ็ปและหยิบยารักษาอาการาเ็ออกมา เขารีบกลืนลงไปทันที ก่อนทั้งร่างของเขาจะกระแทกลงพื้นเต็มแรง กระทั่งทะลุออกมาจากเขตป่าอสูร...
“บ้าจริง มีกุ่ยหวังอยู่จริงๆด้วย...” หลินเฟยรู้ว่าสายฟ้าเมื่อครู่จะต้องเป็ฝีมืออสุรกายขั้นกุ่ยหวังแน่นอน แถมยังเป็กุ่ยหวังขั้นสูงสุดอีกด้วย ไม่อย่างนั้นคงไม่มีพลังแข็งแกร่งเช่นนี้แน่
เพราะร่างกายหลินเฟยถูกจุดชีพจรเหล็กเสวียนเถี่ยและไฟโลกันตร์ชำระล้างมาก่อน จึงแข็งแกร่งกว่าผู้บำเพ็ญทั่วไปอย่างมาก
แต่ถึงแม้จะมีกายเนื้อที่แข็งแกร่งเช่นนี้ แต่เมื่อครู่นี้ก็มิวายถูกอัดกระแทกจนาเ็สาหัส หากหนีไม่ทันล่ะก็ เกรงว่าจะต้องสลายกลายเป็เถ้าถ่านภายใต้สายฟ้าที่ฟาดลงมานั่นแน่ๆ...
หลังจากออกจากป่าอสูร หลินเฟยก็ไม่กล้าวางมือ เขายังคงโคจรพลังเหาะกระบี่ไปทางยอดเขากระบี่ด้วยความเร็ว...
เพราะนี่คือทางรอดเดียวที่มี ที่เป็เช่นนี้ก็เพราะบนยอดเขายันต์ผนึกอยู่นั่นเอง
มันเป็ผนึกที่ผู้บำเพ็ญขั้นฟ่าเซี่ยงในอดีตทิ้งไว้เพื่อปิดผนึกหุบเขากระบี่...
‘ขอแค่ไปถึงยอดเขาเท่านั้น ก็จะมียันต์นั่นคุ้มกายและอาจจะรอดชีวิตไปได้...’
นี่เป็สิ่งเดียวที่หลินเฟยคิดได้ในตอนนี้...
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
