บทที่ 72 คนปัญญาอ่อน
ฉินชูก้มหน้าถอนหายใจ “ศิษย์ไม่สนใจว่าปัญหาของตระกูลจะยังคงอยู่หรือไม่ ศิษย์แค่อยากรู้ว่าศิษย์เป็ใครมาจากไหน แค่อยากพบเจอคนในครอบครัวเท่านั้น”
โม่เต้าจื่อพยักหน้า “เมื่อฤกษ์ยามที่เหมาะสมมาถึง ข้าจะย้อนนิมิตให้เ้าเอง”
ฉินชูสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อปรับอารมณ์ของตัวเอง จากนั้นก็รินชาให้โม่เต้าจื่ออีกแก้ว
ในที่สุด ศึกระหว่างสำนักชิงหยุน สำนักเตาเสวี่ยและตำหนักพญาจิ้งจอกก็เปิดม่านอย่างเป็ทางการ
หลิงหยุนจื่อ ลู่หยวน หลัวเจินและปรมาจารย์ผู้ดูแลยอดเขาจากยอดเขาทั้งสี่รวมพลังกันชิงบุกโจมตีกองกำลังของสำนักเตาเสวี่ยและตำหนักพญาจิ้งจอกที่ยังเรียกรวมพลไม่แล้วเสร็จอย่างกะทันหัน
เนื่องจากเหล่ายอดฝีมือระดับสูงของทั้งสองสำนักยังไม่มารวมตัว ดังนั้นศัตรูจึงต้านทานไม่ไหว ถูกกองกำลังจากสำนักชิงหยุนโจมตีจนเสียหายอย่างหนัก
โม่เต้าจื่อที่ทราบเช่นนั้นก็ดีใจเป็อย่างมาก “เ้าหนู ความคิดของเ้าที่ให้ชิงโจมตีก่อนไม่เลวเลยจริงๆ”
ขณะที่ฉินชูกำลังจะพูดอะไรขึ้น จงฮั่นกับซูซานเหอก็มาหาโม่เต้าจื่อที่จวนพำนัก
“ท่านผู้เฒ่าโม่ไม่คิดจะห้ามปรามพวกลู่หยวนกับหลัวเจินหน่อยหรือขอรับ การกระทำเยี่ยงนี้จะนำมาซึ่งภัยพิบัติแก่สำนักชิงหยุน” จงฮั่นพูดกับโม่เต้าจื่อ
“เ้าสำนักหมายความว่าพวกเราทำได้แค่รอให้สำนักเตาเสวี่ยกับตำหนักพญาจิ้งจอกถล่มพวกเราอยู่ฝ่ายเดียวโดยที่พวกเราไม่สามารถบุกโจมตีก่อนกระนั้นหรือ” โม่เต้าจื่อมองหน้าจงฮั่น
“ท่านผู้เฒ่าโม่ขอรับ อีกฝ่ายยังไม่ทันบุก พวกพวกเราชิงลงมือก่อน แบบนี้ไม่เสียชื่อไปหน่อยหรือ” ซูซานเหอเอ่ย
ทันทีที่ได้ยินซูซานเหอพูดขึ้น ไฟโทสะในใจของฉินชูก็ปะทุขึ้นทันที “ปัญญาอ่อนไปแล้วหรือกระไร คิดว่าศัตรูที่รวมพลกันอยู่นอกสำนักชิงหยุนมาแสดงละครให้ดูหรือ”
“หุบปาก! เ้าไม่มีสิทธิ์ร่วมวงสนทนานี้” ดวงตาที่อัดแน่นไปด้วยความโมโหของซูซานเหอจ้องมองฉินชู ั้แ่ที่ฉินชูปรากฏตัวขึ้นมาในสำนัก ศักดิ์ศรีและสถานภาพของเขาก็สั่นคลอนไม่หยุด มิหนำซ้ำยังดูไม่น่าเคารพในสายตาของปรมาจารย์ผู้ดูแลยอดเขาลูกอื่นๆ อีก
ฉินชูชักกระบี่เทพบูรพาออกมากำไว้ในมือทันที
“เ้าจะทำอะไร” ดวงตาซูซานเหอฉายแววเย็นเยียบ หากฉินชูลงมือกับเขา เขาไม่มีทางปล่อยไปแน่
“เ้าบอกเองไม่ใช่หรือว่าศัตรูยังไม่ลงมือ ดังนั้นก่อนที่กระบี่ของข้าจะถูกร่างกายเ้า เ้าก็จงอย่าหลบและห้ามลงมือสวนกลับ” พูดจบ กระบี่เทพบูรพาในมือของฉินชูก็พุ่งไปที่หน้าอกของซูซานเหอ
ซูซานเหอชักกระบี่ขึ้นมาตั้งรับ แต่ยังไม่ทันสวนกลับก็ถูกโม่เต้าจื่อสะบัดชายแขนเสื้อใส่จนถอยหลังกลับไป
“ไฉนเ้าถึงรู้ว่าต้องลงมือสวนกลับ มีเ้าคนเดียวเท่านั้นหรือที่สวนกลับได้เมื่อถูกโจมตี แต่สำนักชิงหยุนกลับทำได้แค่ตั้งรับกระนั้นหรือ ถ้าไม่เรียกเ้าว่าคนปัญญาอ่อน แล้วจะให้เรียกว่าอะไร” ฉินชูมองซูซานเหอที่ถือกระบี่อยู่ในมือด้วยสายตาดูถูก เขาด่าซูซานเหออย่างไม่เกรงใจ
ซูซานเหอโกรธจนหน้าบิดเบี้ยวดูไม่ได้ ในเมื่อฉินชูโจมตีมา เขาจะไม่โจมตีกลับได้เยี่ยงไร เขาคิดจะสวนกลับให้ฉินชูตายคามือ แต่โม่เต้าจื่อห้ามไว้ โม่เต้าจื่อเป็ถึงผู้เฒ่าาุโแห่งสำนัก ถึงแม้จะไม่มีพลังแห่งเจตจำนงกระบี่ แต่ก็เข้าถึงสภาวะแห่งวิถีกระบี่ขั้นเจี้ยนหลิงได้ พลังปราณก็ทรงพลังยากจะเทียบเท่า ไม่ใช่คนที่ซูซานเหออย่างเขาจะกล้ามีเื่ด้วย
“พวกเ้ากลับไปเถอะ” โม่เต้าจื่อปัดมือส่งแขก เขาไม่อยากเสวนาเื่ไร้สาระกับจงฮั่นและซูซานเหออีก
“ท่านผู้เฒ่าโม่ปกป้องเขาจนไม่สนใจอันตรายของสำนักชิงหยุน” จงฮั่นมองโม่เต้าจื่อด้วยสายตาไม่พอใจ
“ออกไป!” โม่เต้าจื่อตบโต๊ะดังลั่น พลังปราณโหมกระพือขึ้นทั่วร่าง ในเมื่อจงฮั่นกล้าสงสัยในตัวเขา ฉะนั้นเขาจะไม่เกรงใจอีกต่อไป
ในที่สุด จงฮั่นกับซูซานเหอก็ยอมจากไปแต่โดยดี ถ้าจะพูดให้ถูกคือถูกไล่กลับไปมากกว่า
“ท่านผู้เฒ่าโม่ พวกเขาทั้งสองคนมีโอกาสกลายเป็ความหายนะของสำนักได้โดยง่าย เพราะหัวใจของพวกเขาไม่รวมเป็หนึ่งเดียวกับคนส่วนใหญ่ในสำนัก” เมื่อจงฮั่นกับซูซานเหอจากไป ฉินชูก็เริ่มพูดขึ้น
โม่เต้าจื่อพยักหน้าเห็นด้วย “ข้าเข้าใจดี แต่ในขณะที่ศึกากับศัตรูภายนอกยังไม่สิ้นสุดลง หากลงมือกับพวกเขาตอนนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับการตัดกำลังรบภายในสำนักของตัวเอง แบบนี้จะยิ่งทำให้ภายในสำนักเกิดความวุ่นวาย เอาไว้ศึกครั้งนี้ผ่านพ้นไปค่อยว่ากันอีกที”
ฉินชูไม่พูดอะไรขึ้นอีก เขารู้ดีว่าโม่เต้าจื่อค่อนข้างกังวล อีกอย่างที่โม่เต้าจื่อพูดมาก็เป็ความจริงทั้งสิ้น
“ท่านเ้าสำนัก ตอนนี้พวกเราควรทำเยี่ยงไร” หลังจากถูกโม่เต้าจื่อไล่ออกมา ซูซานเหอก็ถามจงฮั่นขึ้น
“ไปหาเฉียนชิง ในเมื่อผู้เฒ่าทั้งสองไม่เข้าข้างพวกเรา ดังนั้นข้าต้องทำอะไรสักอย่าง” จงฮั่นหันกลับไปมองทางจวนพำนักของโม่เต้าจื่อ ดวงตาฉายแววเหี้ยมโหดออกมา
หลังจากนั้นสองวัน หลิงหยุนจื่อ หลัวเจิน ลู่หยวนและคนอื่นๆ ก็กลับมา จากนั้นก็มาหาโม่เต้าจื่อที่จวนพำนัก
“ศิษย์พี่ ผลลัพธ์ไม่เลวเลย กองกำลังที่ยังรวมพลไม่แล้วเสร็จของศัตรูถูกพวกเราฆ่าเรียบ ที่เหลือบางส่วนถอยกลับไปกันแล้ว” หลิงหยุนจื่อพูดขึ้นอย่างตื่นเต้น เขาไม่ได้ต่อสู้มาหลายปีแล้ว และครั้งนี้เขาก็ฆ่าศัตรูอย่างมันมือที่สุด
“ในเมื่อพวกมันกล้าบุก พวกเราก็กล้าฆ่า” หลัวเจินพูดขึ้นเช่นกัน
“นี่คือศักดิ์ศรีที่พวกเราพึงมี ก่อนหน้านี้สองวัน จงฮั่นกับซูซานเหอแวะเข้ามาหาข้า พวกเขายังอยากให้ส่งตัวฉินชูให้ศัตรูอยู่ แต่ข้าปฏิเสธกลับไปอย่างเด็ดขาด หลังจากนี้ทุกคนต้องระวังพวกเขาทั้งสองคนให้ดี” โม่เต้าจื่อพูดขึ้น
หลังจากโม่เต้าจื่อกล่าวเตือน หลิงหยุนจื่อ หลัวเจินและพวกลู่หยวนก็กลับไป ่นี้ยังเป็่เวลาที่อันตรายอยู่ ดังนั้นทุกคนต่างก็ระวังตัวเป็ที่สุด
ฉินชูอยากกลับไปเยี่ยมที่หอศิษย์รับใช้ แต่โม่เต้าจื่อไม่อนุญาต เขาไม่ปล่อยให้ฉินชูออกห่างจากสายตาแม้แต่ก้าวเดียว
ฉินชูที่ไม่มีทางเลือกจึงได้แต่ขัดเกลากระบี่และวิชากายยุทธ์อยู่ในสายตาของโม่เต้าจื่อต่อไป
พลังเจตจำนงกระบี่ของฉินชูเริ่มเสถียรขึ้นเรื่อยๆ เขาสามารถแยกใช้พลังเจตจำนงกระบี่ชั้นที่หนึ่งและพลังเจตจำนงกระบี่ชั้นที่สองได้อย่างชัดเจน พูดอีกอย่างก็คือเขาควบคุมการใช้ได้อย่างสมบูรณ์ นอกจากนี้ วิชาก้าวไร้เงาก็ถูกขัดเกลาจนใช้งานได้อย่างคล่องแคล่วแล้วเช่นกัน
กลางวันฝึกวิชากระบี่กับวิชาก้าวไร้เงา ตกกลางคืนขัดเกลาพลังปราณ ทำให้พลังปราณของเขาพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว
แม้ไม่พูดอะไร แต่โม่เต้าจื่อรู้สึกพอใจกับพัฒนาการอันรวดเร็วของฉินชูเป็อย่างมาก
คัมภีร์ไร้นามที่ท่านผู้เฒ่าให้ไว้ก่อนหน้านี้ ฉินชูก็ฝึกอยู่ตลอด เขาค้นพบว่ามันไม่ขัดกับการฝึกพลังปราณ
ฉินชูรับรู้ได้ถึงความเปลี่ยนแปลงของร่างกายตัวเอง เืลมสูบฉีดคล่องตัว พละกำลังเพิ่มขึ้นมหาศาล ทั้งที่่นี้ไม่ได้แช่น้ำโอสถชุบกาย
ขณะที่ฉินชูกำลังฝึกตนไปอย่างสงบสุข บริเวณรอบนอกสำนักชิงหยุนก็เกิดการสุ่มโจมตีอยู่เป็เนือง แต่ไม่ว่าสำนักเตาเสวี่ยกับตำหนักพญาจิ้งจอกจะส่งคนมามากแค่ไหน ก็ถูกสำนักชิงหยุนฆ่าตายหมด
หนึ่งเดือนผ่านไป ขณะที่ตบะของฉินชูกำลังจะบรรลุขั้นที่สามเจินหยวนระดับหก การคุกคามของศัตรูก็เปลี่ยนไป ตอนนี้สำนักเตาเสวี่ย ตำหนักพญาจิ้งจอก ศาลาดาวฤกษ์ได้ผนึกกำลังกันรวมเป็หนึ่งและเคลื่อนกองกำลังพลเข้ามาประชิดสำนักชิงหยุน ครั้งนี้พวกเขาไม่คิดจะเปิดโอกาสให้สำนักชิงหยุนเล่นงานได้อีกต่อไป
เมื่อเผชิญหน้ากับสถานการณ์เช่นนี้ ในที่สุดโม่เต้าจื่อก็ใช้ป้ายลัญจกรชิงหวางเปิดกลไกมหาตราเวทย์คุ้มครองบรรพตศิขรขึ้นมา
พลังมหาศาลก่อตัวขึ้น ราวกับทั่วทั้งสำนักถูกครอบคลุมด้วยม่านข่ายโปร่งแสง ฉินชูรู้สึกครั่นคร้ามกับพลังงานมหาศาลที่แผ่กระจายอยู่ทั่วสำนัก ก่อนหน้านี้เคยแต่ได้ยินเื่ค่ายกลตราเวทย์ ไม่นึกว่าของจริงจะทรงพลังถึงขั้นนี้
“อยากบุกโจมตีก็ทำไป ข้าไม่เชื่อว่าพวกเขาจะยอมทุ่มอย่างสุดตัว” ใบหน้าของโม่เต้าจื่อฉายแววอำมหิต ศัตรูผนึกกำลังกันครั้งใหญ่หมายถล่มสำนักชิงหยุน ดังนั้นเขาจะไม่ยอมอีกต่อไป
“ศิษย์ลุง มีเื่สำคัญอีกหนึ่งเื่ ตอนนี้ทางราชวงศ์เฉียนเดินทางมาที่สำนักและเข้าพบกับเฉียนชิงและพวกจงฮั่นเป็การส่วนตัวอยู่ขอรับ” ลู่หยวนรายงานขึ้น
“หวังว่าพวกเขาจะไม่เลือกทางนั้น” โม่เต้าจื่อหลับตาลง เขารู้ดีว่ามีเื่บางเื่ที่อยู่นอกเหนือการควบคุม
