ไม่ว่าจะเป็องค์หญิงหรือแพรีส เมื่อครึ่งปีก่อนพวกนางต่างทำสิ่งเดียวกัน คือการเลือกเมืองเล็กๆ ทุรกันดารห่างไกลอย่างเมืองแซมบอร์ดแห่งนี้มาเป็สถานที่ประลองฝีมือในครั้งนี้ โดยที่ต่างฝ่ายต่างก็รู้กันดีแน่นอนว่าพวกนางไม่เห็นาาปัญญาอ่อนและอาณาจักรเล็กๆ ที่เหมือนมดปลวกอ่อนแออย่างเมืองแซมบอร์ดอยู่ในสายตา เพราะว่ามันไม่จำเป็...ในความเป็จริงแล้ว อย่าว่าแต่พวกนางเลยแม้แต่พวกผู้ใต้บังคับบัญชาการของพวกนางก็ไม่เห็นเมืองแซมบอร์ดอยู่ในสายตาเช่นกัน
ในความคิดของทุกคน ั้แ่ที่เมืองนี้ถูกเลือกให้กลายเป็สถานที่การประลองฝีมือ เมืองแซมบอร์ดและาาอเล็กซานเดอร์ก็ถูกกำหนดไว้แล้วว่าจะต้องกลายเป็โศกนาฏกรรมที่น่าตลก เป็ตัวประกอบที่จะมีหรือไม่มีก็ได้ ชะตากรรมเดียวของพวกเขาก็คือ เป็สักขีพยานต่อความรุ่งโรจน์ของผู้ที่จะได้รับชัยชนะในการประลองครั้งนี้ระหว่างแพรีสและองค์หญิง หลังจากนั้นตัวประกอบก็ต้องตกสู่ขุมนรกไปพร้อมๆ กับผู้แพ้ชั่วนิรันดร์ กลายเป็กองกระดูกและเศษซากปรักหักพัง
สำหรับแผ่นดินที่ยึดถือกฎป่าเถื่อน จะมีใครสนใจความเ็ปและเสียงอ้อนวอนของผู้อ่อนแอกันเล่า?
แต่ตอนนี้ ฉากตรงหน้านี้มันกลับโค่นล้มความรู้ความเข้าใจของทุกคนจนหมดสิ้น
คนอ่อนแอที่น่าสมเพชในความคิดของพวกนางไม่เพียงแต่จะไม่เ็ปหรืออ้อนวอน กลับกันยังใช้ฝ่ามือที่ดุดันและหมัดที่ป่าเถื่อนของพวกเขาตบเข้าที่ปากและใบหน้าที่หยิ่งยโสของพวกนางจนแตกเป็เสี่ยงๆ จากนั้นก็ใช้เท้าสกปรกๆ ที่เหยียบขี้หมามาย่ำบนใบหน้าและจมูกเชิดๆ ที่สูงส่งของพวกเขาอย่างรุนแรง ทำให้พวกเขาทุกคนจำเป็ต้องกล้ำกลืนความอัปยศและเชื่อฟังอย่างนอบน้อม!
ใครเป็ตัวตลก?
แน่นอนว่าไม่ใช่าาน้อยตรงหน้าคนนี้แน่ๆ
ใครคือผู้ควบคุม?
แน่นอนคิดว่าไม่ใช่พวกเขาที่ควบคุมทุกอย่างแน่
พระอาทิตย์ที่แดงฉานเหมือนเืยอดเขาตะวันออก ตอนนี้หนาวเย็นอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
“มันเป็ไปได้อย่างไร? เ้าทำมันได้อย่างไร?” สุดท้าย สาวเืเย็นก็อดไม่ได้ที่จะถามเสียงสั่น นางถามคำถามที่อยู่ในใจของทุกคน
“ง่ายมาก แกล้งตายไง มันก็ไม่ใช่ทักษะวิเศษอะไรเลย...”
ซุนเฟยยกยิ้มมุมปากขณะที่กำลังราดน้ำเย็นๆ ไปที่ใบหน้าจิ้มลิ้มของเจ็มม่าที่นอนอยู่บนพื้นเป็คนสุดท้าย สาวน้อยเจ็มม่าที่เป็ ‘ศพ’ สุดท้าย ก่อนหน้านี้นางถูกแพรีสตบไปที่หน้าอกทำให้ได้รับาเ็ไม่น้อย ซุนเฟยประคองร่างเจ็มม่าที่กำลังตื่นขึ้นมาในสภาพงัวเงียแล้วพูดต่อไปว่า “ฮึๆ คนใหญ่คนโตเช่นพวกเ้า รูจมูกข้างเดียวก็สามารถเชิดขึ้นสู่ท้องฟ้าได้ จะมาสนใจความเป็ความตายของคนตัวเล็กๆ ทำไมกัน...”
ประโยคนี้เหมือนย้อนถามฝูงชนกลับไป ทุกคนต่างพากันนิ่งเงียบ
ไม่ผิด ก่อนหน้านี้พวกเขาต่างก็พากันดูถูกชาวเมืองแซมบอร์ดที่ต่ำต้อยพวกนั้น ดังนั้นพวกผู้คุ้มกันเมืองแซมบอร์ดจะอยู่หรือตายก็ไม่เก็บมาใส่ใจอยู่แล้ว ในสถานการณ์สู้รบที่ดุเดือด ใครจะมัวไปมองว่าคนที่นอนระเกะระกะบนพื้นตายจริงๆ หรือแกล้งตายกันแน่...นี่เป็ข้อผิดพลาดทางความคิดของพวกเขา ถือว่าเป็จุดบอดเลยทีเดียว
แต่แพรีสไม่ใช่คนโง่เขลา เมื่อนางได้ยินดังนั้นจึงขมวดคิ้ว ก่อนจะชี้ไปที่เจ็มม่าและแองเจล่าที่ยืนอยู่ด้านหลังซุนเฟยก่อนจะตอบโต้กลับไปว่า “เป็ไปไม่ได้ ตอนนั้นข้ารู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าหัวใจของผู้หญิงคนนั้นหยุดเต้นไปแล้ว และเด็กสาวคนนั้นก็โดนฝ่ามือของข้า...”
ซุนเฟยมองแพรีสเหมือนกำลังมองคนปัญญาอ่อน มือก็ยกเกราะหน้าอกเล็กๆ ของนักรบสาวขึ้นมาแกว่ง เกราะหน้าอกนั้นสร้างด้วยเหล็กกล้าและบนเกราะก็มีรอยประทับฝ่ามือที่น่ากลัวอยู่ด้วย “เ้าพูดไม่ผิด หากไม่มีเกราะอกเล็กนี่ วันนี้เด็กสาวคนนี้จะอยู่หรือตายคงเป็เื่ที่ยากจะคาดเดาได้ อา น่าหวาดเสียวจริงๆ!”
ทุกคนต่างมองอย่างตกตะลึงเล็กน้อย
ไม่มีใครคาดคิดว่าาาน้อยที่ดูหยาบคายเหมือนคนป่าเถื่อนแบบนี้ ที่จริงแล้วจะมีความคิดที่ละเอียดรอบคอบและยังไม่ตระหนี่อีกด้วย สาวใช้คนหนึ่งที่ไม่มีความสำคัญอะไรก็ยังถูกเขาติดตั้งเขี้ยวเล็บไว้ให้ เพราะมีเกราะอกเหล็กกล้าที่หนาขนาดนั้นคอยปกป้องกาย สาวใช้ตัวน้อยคนนี้จึงรอดชีวิตจากฝ่ามือมรณะของปีศาจเืเย็นอย่างแพรีสได้ แค่นี้ก็พอจะอธิบายทุกอย่างได้ทะลุปรุโปร่งแล้ว
มีเพียงแพรีสเท่านั้นที่ส่ายหัวเล็กน้อย
นางรู้ว่าสาเหตุที่แท้จริงไม่ได้เรียบง่ายอย่างที่ซุนเฟยกล่าวแบบนั้น แต่เ้าจิ้งจอกตัวนี้ไม่ยอมพูดมันออกมา และต่อให้นางจี้ถามเขาอีกครั้งก็เปล่าประโยชน์อยู่ดี ดังนั้นนางจึงยอมปิดปากไม่ถามอะไรออกมาอีก
จนถึงตอนนี้แพรีสก็พบว่า นางยิ่งไม่เข้าใจในตัวาาน้อยเลย เขาเป็คนอย่างไรกันแน่? ปัญญาอ่อน? อัจฉริยะ? อันธพาล? วีรบุรุษ? แพรีสเชื่อประสาทััที่หกของตัวเอง มันช่วยให้นางสามารถมองทะลุเนื้อแท้ของผู้ชายคนหนึ่งได้...เมื่อสามสี่ชั่วโมงก่อน นางคิดว่าตัวเองสามารถมองาาน้อยคนนี้ทะลุปรุโปร่งดีแล้ว แต่เมื่อมาถึงจุดนี้ นางต้องพลิกคว่ำการประเมินก่อนหน้านี้ทั้งหมด หรือจะบอกว่าต้องนิยามตัวาาน้อยคนนี้ใหม่อีกครั้ง แต่ในหัวของแพรีสยังหาคำนิยามที่เหมาะสมกับเขาไม่เจอเลย
นั่นแหละ
ภายใต้สายตาที่ซับซ้อนของทุกคน การปรากฏตัวของของเหล่าทหารฝ่ายเมืองแซมบอร์ดบนยอดเขาตะวันออก ในสภาพที่เพิ่งฟื้นคืนชีพจาก ‘ศพ’ ทำให้ทุกคนมองว่าคนพวกนี้พึ่งพาน้ำยาเวทมนตร์บางชนิดทำให้คงสภาพแกล้งตายไว้และเมื่อได้รับการกระตุ้นจากน้ำเย็นๆ ก็จะฟื้นขึ้นมา...เพียงแต่ที่ทำให้พวกเขารู้สึกรับไม่ได้ก็คือ เมื่อมองไปที่ศพของบรรดายอดฝีมือที่นอนกองอยู่บนพื้น ใครๆ ต่างก็คิดว่าเหล่านักรบระดับดาวที่แข็งแกร่งและอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาการของแพรีสและองค์หญิงต้องมาจบชีวิตอย่างน่าอนาถที่นี่ ความจริงแล้วคนที่ควรจะาเ็ล้มตายมากที่สุดสมควรจะเป็เหล่าทหารทั้งหมดของเมืองแซมบอร์ดไม่ใช่หรือ?
“ฮ่าๆ พวกเรามาคุยกันดีกว่าว่าสมควรจะจัดการไอ้พวกนี้อย่างไร?”
โอกาสที่จะได้ตอกกลับแบบนี้มีแค่ไอ้โง่เท่านั้นแหละที่จะปล่อยไป สำหรับซุนเฟยแล้ว โอกาสที่จะได้ตอกกลับถือเป็สมบัติอันล้ำค่า ดังนั้นเขาจึงปัดตูดขณะที่หย่อนตัวนั่งบนก้อนหินั์ที่สูงเมตรกว่าๆ ข้างตัว เขาจากนั้นก็นั่งไขว้ขาก่อนจะชี้นิ้วไปที่ร่างของแพรีสอย่างกำเริบเสิบสานพลางหันไปถามเหล่าผู้คุ้มกันข้างกายตัวเองด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ
พวกผู้คุ้มกันของเมืองแซมบอร์ดดูเป็คนซื่อตรง แต่ก็ไม่ใช่คนดีมากอย่างที่คิด
หลักฐานก็คือ...
“ยังต้องถามอีกหรือขอรับ ผู้ชายสังหารให้หมดเหลือแค่ผู้หญิงไว้...ฮ่าๆ!” อัศวินโกลด์เซนต์ทอรัสดร็อกบาตอบ เ้าวัวนี่เป็พวกลามกหยาบโลนพอตัว หากไม่ใช่ว่ามีสายตาดุร้ายของเจ็มม่าถลึงตาใส่ เกรงว่าเ้าวัวนี่คงหลุดคำพูดคำจายี่สิบบวกออกมา
“อืม...ขึ้นอยู่กับฝ่าาขอรับ” มิชาเอล บัลลัคตามใจซุนเฟย เขาเป็พวกที่ชอบทำตัวเป็ผู้ตามมากกว่า
“ทำไมไม่มอบให้พวกองค์หญิงเป็ผู้จัดการล่ะขอรับ?” เอสเซียง ชายรูปร่างกำยำซื่อๆ จนดูบื้อเสนอความคิดที่ดูฉลาดขึ้นมานิดหน่อย
“....” แฟรงก์ แลมพาร์ดไม่พูดอะไร เพียงแต่กุมดาบั์สีดำที่อยู่ด้านหลังตัวเองไว้แน่น พร้อมชักออกมาทุกเมื่อ
“โฮ่งๆๆๆ!!!” สุนัขั์สีดำมีสีหน้าไม่ค่อยชอบหน้าแพรีสเท่าไร เพราะเมื่อมันหันไปมองนางก็เห่าออกมาเสียงดัง
ซุนเฟยเคี้ยวหญ้าแห้งในปากที่ไม่รู้ว่าไปได้มันมาจากไหน มองไปที่แพรีสอย่างยิ้มๆ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร
ด้วยท่าทางทะเล้นของคนกลุ่มนี้ ทำให้คนของฝั่งแพรีสโมโหแทบตาย
“มาฉลองตอนนี้ไม่คิดว่ามันเร็วเกินไปหน่อยหรือ? องค์าาอเล็กซานเดอร์ ข้าต้องยอมรับว่าท่านได้ทำให้ข้าใอีกครั้งหนึ่งแต่...มันน่าเสียดายจริงๆ นะ หากท่านคิดว่าการใช้กับดักเวทมนตร์มาปิดล้อมพวกข้าแล้วจะสามารถควบคุมทุกอย่างได้ล่ะก็ นั่นก็ออกจะไร้เดียงสาไปหน่อยแล้ว ฮิๆๆ...ท่านลองดูสภาพในเมืองดูสิแล้วจงฟังดีๆ!” การที่นางพูดแบบนี้ได้ แสดงว่าแพรีสได้สติจากการใกลับมาแล้ว รอยยิ้มที่ปรากฏบนใบหน้างามแทบจะทำให้ผู้ชายทุกคนถูกเผาร่างด้วยความปรารถนาทันที
ราวกับจะพิสูจน์คำพูดของแพรีส เมื่อมองไปที่เมืองแซมบอร์ด ทันใดนั้นก็พบว่ามีกลุ่มควันขนาดใหญ่กว่าห้าหกกลุ่มพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า มองเห็นได้ว่ามีเปลวไฟกำลังเผาไหม้บ้านเรือนอยู่ ท่ามกลางเสียงลมพัดหวีดหวิวก็ได้ยินเสียงร้องไห้คร่ำครวญลอยมาแต่ไกลๆ
แองเจล่าและแลมพาร์ดก็พลันหน้าเปลี่ยนสี
ใบหน้างามไร้ที่ติของแพรีสก็ปรากฏท่าทางมั่นใจในตัวเองขึ้นมาอีกครั้ง “ฮึๆๆ มันเป็เื่ที่น่าเศร้าจริงๆ นะที่จู่ๆ ข้าก็นึกขึ้นมาได้ว่าก่อนที่จะมายังยอดเขาตะวันออก เหมือนว่าข้าได้จัดตั้งกองโจรเล็กๆ ไว้ในเมืองด้วย องค์าาอเล็กซานเดอร์ ถ้าตอนนี้ท่านลบกับดักเวทมนตร์พวกนี้แล้วปล่อยพวกข้าออกไป บางทีอาจจะหยุดพวกเขาในการปล้นสะดมและสังหารพวกขุนนางชั้นสูงในเมือง รวมไปถึงพระราชวังของเ้าไว้ทันก็ได้นะ แต่ถ้าไม่ปล่อยเกรงว่า...”
เมื่อแพรีสพูดถึงตรงนี้ก็หยุด ก่อนจะฉีกยิ้มอย่างมีเลศนัยขณะที่มองไปยังซุนเฟย
นางไม่พูดต่อ แต่สีหน้าของนางกลับเปิดเผยความหมายของคำพูดนั้นได้เป็อย่างดี แม้ว่าซุนเฟยจะใช้กลยุทธ์แกล้งตายเพื่อควบคุมสถานการณ์บนยอดเขาตะวันออกได้อยู่หมัด แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะกลายเป็ผู้ชนะคนสุดท้ายอย่างแท้จริง อย่างน้อยๆ นางก็มีไพ่ตายในมือที่จะทำให้นางและยอดฝีมือของนางได้มีลู่ทางถอยหนีอยู่
เมื่อได้ยินประโยคนี้ องค์ชายและพวกคณะทูตที่อยู่ด้านหลังของนางก็เริ่มมองเห็นแสงแห่งความหวังขึ้นมาใหม่ อย่างไรก็ตาม แพรีสก็เป็ถึงหนึ่งในสองสตรีที่น่ากลัวที่สุดของราชอาณาจักร จนถึงตอนนี้นางก็ยังเหลือไพ่ตายไว้ในมืออีกใบ ทันใดนั้นพวกเขาทุกคนก็อดไม่ได้ที่จะพูดยั่วโมโหอย่างยโส...
“ฮ่าๆๆ าาน้อย หากเ้าไม่รีบลบกับดักเวทมนตร์ละก็ พระราชวังของเ้าจะต้องกลายเป็ซากปรักหักพังแน่ๆ...”
“ถ้าเมืองแซมบอร์ดถูกทำลาย เ้าก็จะกลายเป็าาไร้อาณาจักร ฮ่าๆๆ”
“ครั้งนี้เ้านี่มันโชคดีจริงๆ ที่ฟาดเคราะห์ไปได้ เอ๊ะ หรือจะได้พบมันเร็วๆ นะ!”
“อเล็กซานเดอร์ เ้ายังมีอะไรมาอวดเก่งอีกไหม ป่านนี้ขุนนางของเ้าคงกำลังร้องไห้อยู่ในกองไฟและเือย่างแน่นอน แบบนั้นเ้าจะยังเรียกตัวเองว่าเป็าาผู้มีเมตตาได้อย่างไรกัน หรือเ้าจะไม่สนใจความเป็ความตายของพวกเขา?”
ได้ยินเสียงโห่ร้องดังขึ้นมาจากพวกองค์ชายและเหล่าคณะทูตฝั่งแพรีส โดยเฉพาะเสียงโห่ร้องจากกลุ่มองค์ชายต้าเหลยที่มันดังก้องมากที่สุด ราวกับว่าพวกเขาเป็คนควบคุมสถานการณ์ไม่ใช่ซุนเฟย
สีหน้าของซุนเฟยเปลี่ยนไปเล็กน้อย
แต่ก็ไม่ได้ตื่นตระหนกอย่างชัดเจน
เขาหันหน้าไปมององค์หญิงนาตาชา เหมือนกับว่า ‘นักบุญสาว’ คนนี้จะเข้าใจอะไรบางอย่าง นางก้มหน้าลงแล้วถอนหายใจออกมา แต่นางก็ไม่ได้พูดอะไร เป็นักรบสาวซูซานที่อยู่ข้างกายพูดขึ้นมาว่า “อเล็กซานเดอร์ เ้าไม่สามารถปล่อยพวกนางไปได้ ข้าสั่งให้เ้าสังหารนางทันที...”
ซุนเฟยแสยะยิ้มเ็าก่อนจะเหลือบไปมองอาร์ชาวิน ‘เทพาแห่งเซนิท’
“หากเ้าช่วยข้าสังหารผู้หญิงตรงหน้า ข้ายินดีที่จะมอบเมืองที่รุ่งเรืองและยิ่งใหญ่กว่าเมืองแซมบอร์ดให้แก่เ้าสามเมือง และเ้าจะได้เป็าาที่มีสถานะเทียบเท่ากับขุนนางชั้นสูงของราชอาณาจักรเซนิท!” อาร์ชาวินได้กล่าวคำมั่นสัญญาอย่างหนักแน่น
ซุนเฟยแค่นเสียงออกมา ไม่มีคำตอบที่เป็ด้านดีเลยสักคน
เขาเปลี่ยนเป็ ‘โหมดมือสังหาร’
ก้าวไปทีละก้าว นิ้วมือสั่นไปตามจังหวะการเคลื่อนไหว
เมื่อหยุดอยู่ห่างจากแพรีสประมาณยี่สิบเมตร ซุนเฟยก็เปลี่ยนเป็ ‘โหมดคนเถื่อน’ จากนั้นก็ปลดปล่อยความแข็งแกร่งของตัวเองออกมา พลังแข็งแกร่งของเขาเหมือนคลื่นมหาสมุทรที่บ้าคลั่งทะยานออกมาไม่หยุด พลังที่น่าเกรงขามเช่นนี้ ทุกคนที่อยู่บริเวณรอบๆ ต่างรู้สึกได้ถึงพลังของเขาอย่างชัดเจน
ซุนเฟยมองผ่านใบหน้าไร้ที่ติของแพรีสไปอย่างไม่อาลัยอาวรณ์ จนสุดท้ายก็มาหยุดสายตาที่ใบหน้าของนักฆ่าที่ใช้ดาบ ซุนเฟยยิ้มอย่างยโสเล็กๆ “เ้าเป็ยอดฝีมือ ดังนั้นข้ายินดีที่จะให้โอกาสเ้าได้ต่อสู้อย่างยุติธรรมครั้งหนึ่ง ภายในรัศมีรอบๆ ยี่สิบเมตรนี้ไม่มีกับดักเวทมนตร์ ถ้าเ้าชนะข้าได้ข้าจะปล่อยเ้าไป!”
ในตอนนั้นทุกคนรับรู้ได้ถึงความกระหายการต่อสู้ของซุนเฟยที่ลุกโชนในร่างของเขา
นักฆ่ากำดาบในมือแน่นก่อนจะหันไปมองแพรีส
“อเล็กซานเดอร์ เ้าจะไม่สนใจประชาชนและพระราชวังของตัวเองเลยหรือ? เ้าแน่ใจหรือที่จะทำแบบนี้ หากไม่มีคำสั่งของข้าพระราชวังของเ้าก็จะกลายเป็แค่ซากปรักหักพัง ประชาชนของเ้าก็จะกลายเป็กองกระดูก...” แพรีสหน้าเปลี่ยนสีเล็กน้อยขณะที่พูดขู่
ซุนเฟยหัวเราะ “มีคนกลายเป็กองกระดูกแน่ๆ แต่นั่นไม่ใช่ประชาชนของข้าอย่างแน่นอน”
“หมายความว่าอย่างไร?” แพรีสชะงัก ในใจเริ่มรู้สึกไม่ดีขึ้นมา
“ก็หมายความว่าองค์าาอเล็กซานเดอร์ทรงคาดการณ์เื่นี้ไว้แล้ว...”
ทันใดนั้นก็มีเสียงใสๆ ของผู้หญิงดังขึ้นมาจากตรงขั้นบันใดหิน ไม่ช้าประกายแสงสีทองจากคันธนูก็เด่นชัดขึ้น สาวงามผมแดงในชุดเกราะงดงามแปลกตาค่อยๆ ปรากฏขึ้นท่ามกลางสายตาของทุกคน แสงสว่างเรืองรองกระจายออกมาจากร่างของนาง บนชุดเกราะเวทมนตร์เปล่งประกายสีสันงามตา นางเหมือนกับเทพธิดานักรบที่กำลังเดินออกมาจากทะเลเมฆทีละก้าว
ครั้งแรกที่ได้มองผู้หญิงคนนี้ พวกผู้ชายรู้สึกได้ถึงแสงสว่างเจิดจ้าที่อยู่ด้านหน้า ในหัวของพวกเขาเหมือนมีบางอย่างพังทลายลง ส่วนพวกผู้หญิง จิตใต้สำนึกของพวกนางก็สั่งให้สำรวจร่างผู้มาใหม่ จากนั้นก็มาเปรียบกับตัวเอง แม้แต่ผู้หญิงที่ชาญฉลาดย่างองค์หญิงและแพรีสเองก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น
งามดั่งหยก
นี่เป็ภาพวาดที่งดงามมาก
แน่นอนว่า หากเทพธิดานักรบที่มีผมสีแดงดุจเปลวเพลิงนางนี้ไม่ได้หิ้วหัวที่เปื้อนเืมาด้วย มันคงจะเป็ภาพที่งดงามกว่านี้
ปึง!
หัวที่อยู่ในมือนางถูกโยนไปตกตรงเท้าของแพรีส
“ไอ้สัตว์นรกตัวนี้นำคนบุกเข้าไปที่คฤหาสน์ของท่านไวเคานต์ลิวอิส และได้กระทำเื่ที่เลวยิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉาน ดังนั้นข้าจึงตัดหัวของมันเสีย! ส่วนคนอื่นๆ ก็กลายเป็ศพแล้วเช่นกัน!”
ทหารรับจ้างสาวพูดอย่างฉะฉาน ทำให้ซุนเฟยแทบจะอดไม่ได้ที่อยากเข้าไปกอดนาง คำพูดนี้ก้าวร้าวได้ใจบิดาจริงๆ
แพรีสมองหัวที่ถูกตัดตรงเท้าก็พลันใขึ้นมา
นี่เป็หัวหน้าของกองโจรเล็กๆ ของนางในเมืองแซมบอร์ด เขามีความแข็งแกร่งระดับสี่ดาวระยะต้น ด้วยความแข็งแกร่งนี้ แทบทุกคนที่มาชุมนุมอยู่บนยอดเขาตะวันออกก็ไม่อาจเป็ภัยคุกคามเขาได้ คิดไม่ถึงจริงๆ ว่าสุดท้ายต้องมาถูกตัดหัวแล้วนำมาโยนตรงแทบเท้าของนาง เื่นี้มันชัดเจนแล้ว ในเมื่อหัวหน้าตายไปแล้ว วาระสุดท้ายของกองโจรในเมืองก็คงไม่ต่างกัน
การคาดการณ์นี้ทำให้แพรีสสูญเสียความนึกคิดไปในทันที
น่าเศร้า คำๆ นี้ที่แพรีสพูดกับซุนเฟยไว้ก่อนหน้านี้ได้ย้อนกลับมาเข้าตัวแพรีสแล้ว สิ้นหวังอย่างแท้จริง ทุกครั้งที่หงายไพ่นางมักจะเชื่อมั่นเสมอว่าได้ตรึงชัยชนะไว้ที่ตัวเองแล้ว แต่ความจริงในวันนี้ได้เปลี่ยนเป็ความโหดร้ายอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน จนถึงตอนนี้ ความมั่นใจของนางเป็เพียงเื่ตลกขบขัน าาน้อยตรงหน้าเหมือนเทพเ้าที่ไม่อาจโค่นล้มได้ เขาสามารถทำลายแผนของแพรีสที่เตรียมไว้ทั้งหมดได้อย่างง่ายดาย ทำให้ผู้หญิงที่น่ากลัวที่สุดของราชอาณาจักรเซนิทกลายเป็ตัวตลกสร้างความบังเทิงให้แก่ตัวเขา
แพรีสจมลงสู่ห้วงความคิด
นางรู้สึกท้อแท้
และที่ทำให้ทุกคนหวาดผวาคือการที่เ้าสุนัขั์สีดำ ‘ลมกรดทมิฬ’ เริ่มเดินกระหย่องกระแหย่งอีกครั้ง
มันเดินผ่านกับดักเวทมนตร์ที่มองไม่เห็นเ่าั้และพานักธนูสาวเอเลน่า เบสท์ อัศวินโกลด์เซนต์แคปริคอร์นเพียร์ซ และบรู๊คที่อยู่ตรงขั้นบันไดไปหาแลมพาร์ดและแองเจล่า
‘เหล่าผู้นำ’ ของเมืองแซมบอร์ดทั้งหมดได้ปรากฏตัวขึ้นบนยอดเขาตะวันออก
ตอนนี้ นี่เป็พลังอำนาจที่ใครก็ไม่อาจละสายตาไปได้เลย
เพราะมีองค์าาที่แข็งแกร่งที่สุดยืนเคียงข้างพวกเขา
เมื่อเห็นฉากนี้ ไม่ต้องพูดทุกคนก็เข้าใจ ไพ่ตายสุดท้ายของแพรีสได้ล้มเหลวทั้งหมด ส่วนพวกองค์ชายและคณะทูตฝ่ายเดียวกับแพรีสที่เพิ่งโห่ร้องเมื่อครู่ก็พากันหน้าซีด พวกเขาอดไม่ได้ที่อยากจะตบบ้องหูตัวเองที่ดันพูดอะไรไปมากมายเมื่อครู่...
ถ้าจะบอกว่ากลยุทธ์แกล้งตายเป็เพียงความฉลาดเล็กๆ ที่ได้มาโดยบังเอิญ ตอนนี้ก็ไม่มีใครสงสัยแล้วว่า การที่ซุนเฟยได้กลายเป็ผู้ชนะคนสุดท้ายเพราะอาศัยแค่โชคช่วยนั้น ทุกคนต่างพากันครุ่นคิด ไม่ว่าสถานการณ์ก่อนหน้านี้จะเปลี่ยนเป็แบบใด าาน้อยก็คือผู้ที่ได้กำชัยชนะสูงสุดไว้ในมือั้แ่ต้น การสังหารอดีตเลขานุการฏจนมาถึงการต่อสู้ระหว่างองค์หญิงและแพรีสที่เป็เหมือนนกกระยางสู้กับหอยกาบ จากนั้นก็พากันแกล้งตาย ต่อมาก็สังหารเหล่ายอดฝีมือจำนวนมาก และคืนชีพ ‘ศพ’ สุดท้ายก็ล้างบางกองโจรที่แพรีสทิ้งไว้ในเมือง...ซุนเฟยก็สามารถรับมือกับปัญหาที่เปลี่ยนแปลงไปทุกสถานการณ์ได้ดี ความสามารถของเขาเกินขอบเขตความสามารถของาาทั่วไป แม้แต่แพรีสและองค์หญิงที่ถูกยอมรับว่าเป็ผู้ที่มีสติปัญญาที่สุดในราชอาณาจักรก็ยังเทียบเขาไม่ได้
พลังของตัวเองก็แข็งแกร่ง สติปัญญาก็ลึกล้ำ บุคลิกก็ห้าวหาญ...
นี่คือโฉมหน้าที่แท้จริงของาาเมืองแซมบอร์ด?
ในขณะที่คนส่วนใหญ่ต่างใกับความสามารถและพลังของซุนเฟย แต่แพรีสและองค์หญิงที่คาดเดาอะไรบางอย่างออกต่างพากันใกับความแข็งแกร่งโดยรวมของเมืองแซมบอร์ดมากกว่า เห็นได้ชัดว่าความแข็งแกร่งของอาณาจักรเล็กๆ แห่งนี้ไม่ได้มีเพียงผิวเผินแน่ การที่สามารถจัดการกับกองโจรเล็กๆ ได้อย่างเงียบเชียบเช่นนี้ อย่างน้อยๆ ก็น่าจะมียอดฝีมือระหว่างระดับสามดาวถึงห้าดาวอยู่แน่ๆ...นี่เป็เื่ที่น่ากลัว หากอาณาจักรบริวารระดับหกมีความแข็งแกร่งเช่นนี้จริง เกรงว่าอาจจะล้ำหน้ากว่าพวกอาณาจักรบริวารระดับหนึ่งและสองเสียอีก
มันเกิดอะไรขึ้นกับอาณาจักรแห่งนี้?
สายลมพัดผ่าน แพรีสยิ้มน้อยๆ ยามที่ผมปลิวไสวไปตามลมจนยุ่งเหยิง
ท่ามกลางความสิ้นหวังแบบนี้ บนใบหน้าของแพรีสก็ยังคงเผยรอยยิ้มออกมาได้ แต่ครั้งนี้รอยยิ้มของนางกลับไม่ใช่รอยยิ้มปั้นแต่งอย่างมีเสน่ห์ กลับเป็รอยยิ้มที่กลั่นออกมาจากใจ เหมือนกับนำพระพุทธรูปไปล้างน้ำเพื่อคืนความงดงามที่แท้จริง ตอนนี้นางเหมือนสาวน้อยที่กำลังตกหลุมรักอัศวิน แพรีสถอนหายใจออกมาเบาๆ ก่อนจะโบกมือเบาๆ
จากนั้นนักฆ่าใช้ดาบที่อยู่ข้างกายนางก็ก้าวออกมายืนตรงหน้าซุนเฟย
วิ้ว วิ้ว วิ้ว วิ้ว
นักดาบดึงผ้าที่คลุมหน้าออก เผยโฉมหน้าออกมา ในมือก็แกว่งดาบที่คมกริบเบาๆ จนเกิดเสียง ใบดาบสั่นสะท้าน นี่เป็สัญญาณว่านักดาบกำลังจะโจมตี
“อา เขาคือนักดาบทานิ ‘หิมะขาวผู้ซ่อนเร้น’ หนึ่งใน ‘สองผู้ซ่อนเร้น’ องค์ชายใหญ่แห่งอาณาจักรบริวารระดับหนึ่ง อาณาจักรนาดาร์โก”
ซุนเฟยอดไม่ได้ที่จะเลิกคิ้ว
วันนี้ได้มีโอกาสพบกับ ‘หนึ่งดาบ’ ผู้ที่มีความแข็งแกร่งที่ไม่อาจต้านทานได้ หลังจากที่เขาจากไปก็ได้ทิ้งความประทับใจอย่างลึกซึ้งให้แก่ซุนเฟย คาดไม่ถึงจริงๆ ว่าจะได้มีโอกาสได้พบยอดฝีมือหนึ่งใน ‘สองผู้ซ่อนเร้น’ ตัวเป็ๆ แล้วยังมาปรากฏตรงหน้าตัวเองอีกด้วย
“ข้ายินดีจะประลองกับเ้า หากแพ้ข้ายอมตาย แต่ถ้าข้าชนะต้องปล่อยแพรีสไป” นี่เป็ครั้งแรกที่ ‘หิมะขาวผู้ซ่อนเร้น’ ได้เปิดปากพูด เสียงของเขาทุ้มต่ำเต็มไปด้วยเสน่ห์ ต้องยอมรับว่าองค์ชายที่ชื่อทานิคนนี้จะต้องเป็คนดีอย่างแน่นอน ใบหน้าของเขาดูกลัดกลุ้มราวกับมีเื่บางอย่างในใจ ทำให้เขาไม่ค่อยมีความสุข
ซุนเฟยเองก็คิดไม่ถึงว่าคนคนนี้จะยอมสละโอกาสรอดของตัวเองเพื่อแพรีส
“เอาไว้สู้กันเสร็จค่อยว่ากันอีกทีแล้วกัน”
ซุนเฟยพูดปัดไป ทันใดนั้นดวงตาของเขาก็ประกายเ็า เขาเหยียดแขนทั้งสองข้างก่อนจะะโออกมา
ชั่วพริบตาร่างของเขาก็ปรากฏแสงสว่างหลากสีออกมาอย่างไม่น่าเชื่อ ท่ามกลางแสงสว่างที่ส่องประกายไม่หยุด หมวกเหล็ก เกราะอก เกราะมือ ถุงมือ ที่คาดเอว เกราะขา รองเท้าเหล็ก...ชิ้นส่วนของเกราะที่แข็งแกร่งก็ค่อยๆ ปรากฏออกมาทาบทับบนร่างของเขา ทั่วร่างของเขาถูกสวมทับด้วยชุดเกราะลึกลับที่สวยงามและแข็งแกร่ง
นี่เป็ชุดเกราะที่แตกต่างจากแผ่นดินอาเซรอท
ทุกส่วนเต็มไปด้วยกลิ่นอายเวทมนตร์แปลกๆ ลวดลายและอักขระก็ลึกลับ เผยถึงความแข็งแกร่งที่ไม่น่าเชื่อออกมา แม้ว่าจะดูไม่เหมือนชุดอัศวินเกราะหนัก แต่ทุกชิ้นก็ปกคลุมจุดสำคัญของซุนเฟยอย่างแ่า แม้กระทั่งนิ้วมือทั้งห้านิ้วก็ถูกปกคลุมด้วยถุงมือเหล็กกล้าที่ถูกสร้างอย่างประณีต ถุงมือนี้ดูทรงอำนาจและยังปิดส่วนที่เป็ข้อต่ออีกอีกด้วย ถุงมือนี้ดูแข็งแกร่งกว่าถุงมือกรงเล็บของนักฆ่าชุดขาวก่อนหน้านี้เสียอีก มันแน่นพอดีกับนิ้วทั้งห้า ไม่ส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนไหวของนิ้วทั้งห้านิ้วเลย
มือเหล็กเหยียดออกมา
ก่อนที่จะปรากฏแสงสว่างหนึ่งม่วงหนึ่งเขียว ขวานคู่ม่วงเขียวแผ่รังสีฆ่าฟันออกมา แสงสว่างสองสายค่อยๆ ปรากฏอยู่ในมือของซุนเฟย
นี่เป็ครั้งแรกที่ซุนเฟยเรียกใช้ไอเทมคนเถื่อนต่อหน้าคนอื่น
และเป็ครั้งแรกที่ได้สวมไอเทมของโลก Diablo ในการต่อสู้
หลังจากที่ซุนเฟยเปลี่ยนมาใช้ไอเทมปัจจุบันนี้แบบครบชุด ผู้คนรอบข้างต่างพากันตกตะลึง เมื่อจู่ๆ ความแข็งแกร่งของซุนเฟยก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
สี่ดาวระยะต้น...สี่ดาวระยะกลาง...สี่ดาวระยะปลาย...
“โชคชะตาของนาง นางต้องตัดสินด้วยตัวเอง และดาบของเ้าก็ช่วยได้แค่ชีวิตของตัวเ้าเองเท่านั้น!” ซุนเฟยส่ายหน้าขณะที่พูด “หากเ้าสามารถรับมือข้าได้โดยที่ไม่ตาย วันนี้เ้าก็สามารถลงจากยอดเขาได้โดยที่ยังมีชีวิต”
---------------------------
