หลังเหตุการณ์อันเลวร้ายผ่านพ้นไป ภายในรถม้าที่กำลังมุ่งหน้ากลับสู่กรมปราบปรามและป้องกันภัยเหนือธรรมชาติ เอ็มม่านอนหลับใหลอยู่บนเบาะจากความเหนื่อยล้า ผ้าห่มผืนหนาคลุมร่างน้อยๆ เอาไว้ ชาร์ลส์จึงถือโอกาสเปิดประเด็นคุยกับเพื่อนร่วมงานทั้งสอง
"เราจะจัดการกับเอ็มม่ายังไงดี?"
เซบาสเตียนลูบคางอย่างครุ่นคิด "ก็คงต้องทำตามข้อปฏิบัติไปก่อน นำตัวเธอไปพักที่หน่วยชั่วคราวระหว่างติดต่อญาติหรือคนรู้จักมารับไป ถ้าไม่มีใครมารับ เราก็ต้องส่งเธอไปสถานสงเคราะห์"
"หรือไม่ก็..." เขาพูดเสียงเบาลง "ชวนเธอเข้าร่วมกับพวกเราเลย เริ่มฝึกฝนั้แ่เด็ก พออายุถึงเกณฑ์ค่อยทดสอบความสามารถแล้วจัดเข้าหน่วยที่เหมาะสม"
โจเซฟพยักหน้าเห็นด้วย
"ก็จริง ถ้าเอ็มม่าเข้ากรมเดียวกันกับเรา ฝึกทักษะด้านนี้ั้แ่เด็ก เธอจะเติบโตไปเป็สมาชิกที่เก่งกาจแน่ๆ ประสบการณ์จากเหตุการณ์ครั้งนี้คงเป็แรงผลักดันที่ดี"
"อีกอย่าง..." โจเซฟทำสีหน้าหนักแน่น "ถ้าปล่อยเธอออกไปใช้ชีวิตปกติ จากเหตุการณ์ที่เธอต้องเผชิญใครจะรู้ว่าความแค้นที่มีต่อพลังพิเศษอาจกลายเป็ปมในใจของเธอ และเธออาจหลงทางไปเป็ นักล่า ก็ได้"
ชาร์ลส์ขมวดคิ้ว คำว่า 'นักล่า' ที่ออกจากปากโจเซฟคงไม่ได้มีความหมายตรงตัวสักเท่าไร มันน่าจะแฝงความหมายอื่นไว้ด้วย
"นายหมายถึงอะไร ไอ้ นักล่า เนี่ย?"
โจเซฟถอนหายใจ สีหน้าเคร่งเครียด "นักล่า หรืออีกชื่อว่า ภาคีชำระมลทิน เป็กลุ่มที่รวมตัวของคนที่ได้รับผลกระทบจากผู้ยกระดับตัวตนหรือพลังพิเศษ พวกเขาต่างออกตามล่าผู้มีพลังเ่าั้ โดยไม่สนว่าจะเป็ใคร ทำความผิดหรือไม่ เป้าหมายเดียวคือการกำจัดผู้ยกระดับตัวตน และทุกอย่างที่เกี่ยวข้อง"
"อะไรนะ?" ชาร์ลส์ใเล็กน้อย "มีองค์กรนี้อยู่ด้วย… แสดงว่าพวกนักล่าก็คือกลุ่มอันตรายกลุ่มหนึ่ง ที่คล้ายกับองค์กรแปรอักษร"
"ใช่..." เซบาสเตียนพยักหน้าเชื่องช้า "แิของนักล่าคือผู้ยกระดับตัวตนเป็ภัยคุกคามต่อโลกและมนุษยชาติ จึงต้องกำจัดให้หมด เป็กลุ่มอันตรายอย่างชัดเจน แถมบางครั้งพวกเราก็ต้องปะทะกับพวกมันด้วย"
ชาร์ลส์มีใบหน้าถมึงทึง ในใจคิดว่าสิ่งที่นักล่าทำถือเป็การกระทำแบบศาลเตี้ย ตัดสินคนอื่นโดยใช้อคติส่วนตัว ไม่สนเหตุผล เหมารวมเอาคนดีคนเลวเข้าด้วยกันหมด
เขาเองก็มีพลัง หากถูกนักล่ามองเป็ศัตรู โดนตามล่าโดยไม่คำนึงถึงสิ่งดีๆ ที่เคยทำมา ชาร์ลส์คงรู้สึกไม่เป็ธรรมกับตนเองแน่ๆ
พลันภาพเอ็มม่าก็ผุดขึ้นมาในหัว ความเศร้าโศกจากการสูญเสียทุกอย่าง ทั้งพ่อ แม่ และพี่น้อง อาจเป็เชื้อชวนให้เธอเกลียดชังและหลงเดินในเส้นทางแห่งการแก้แค้น
ชาร์ลส์พึมพำ "อย่างนี้นี่เอง..." ชาร์ลส์จึงเริ่มเข้าใจว่าทำไมโจเซฟถึงห่วงนัก ความแค้นสามารถเปลี่ยนแปลงคนดีให้กลายเป็คนทำอะไรไม่คำนึงถึงคนอื่นได้ง่ายกว่าที่คิด
โจเซฟพยักหน้า ก่อนจะพูดเสียงนุ่ม "อย่างไรก็ตาม ทางเลือกในชีวิตของเอ็มม่าก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเธอเอง พวกเราไม่อาจปกป้องและดูแลเธอได้ตลอดไป ต่อจากนี้เธอจำเป็ต้องคิดและเลือกเส้นทางด้วยตนเอง"
เขาถอนหายใจ สีหน้ามีแววเศร้าระคนเห็นใจ "ถึงแม้เธอจะเด็กเกินกว่าจะรับภาระหนักอึ้งนี้ แต่น่าเสียดายที่เหตุการณ์ร้ายแรงพรากพ่อแม่และทุกสิ่งไปจากเธอ ต่อให้น่าเศร้าใจเพียงใด เอ็มม่าก็ต้องก้าวข้ามมันไปให้ได้และหาจุดยืนของตัวเอง"
"พวกเราคงทำได้เพียงให้คำปรึกษาและชี้ทางที่ถูกต้อง แต่การเลือกเดินบนเส้นทางนั้นก็ต้องเป็เธอเอง เราไม่อาจบังคับใจเธอได้หรอก"
ชาร์ลส์คิดทบทวนคำพูดของโจเซฟ ก่อนจะผงกหัวเชิงเห็นด้วย เขาเข้าใจแล้วว่าถึงจะหวังดีเพียงใด แต่อนาคตของเอ็มม่าเป็สิ่งที่เธอต้องสร้างขึ้นมาเอง เธอเป็ผู้กำหนดทางเลือกว่าจะมีชีวิตอยู่ยังไง
แต่อย่างน้อยในวันนี้ จะต้องมีคนทำหน้าที่ในการเยียวยาและนำทางให้เธอผ่านพ้น่เวลาอันยากลำบาก ให้กำลังใจและซับน้ำตาให้หัวใจน้อยๆ ของเธอแข็งแกร่งพอที่จะก้าวต่อไปได้
ชาร์ลส์ขอเพียงแค่นี้ก็พอ หวังว่าจะมีคนที่เป็แสงนำทางและเป็กำลังหนุนเอ็มม่าให้เดินออกจากความมืดมน ไขว่คว้าอนาคตอันสดใสด้วยมือตัวเอง เพื่อสักวันจะพาเธอก้าวไปสู่เส้นทางที่ถูกต้อง
หากไม่มีอะไรผิดพลาด เธอจะเติบโตขึ้นเป็หญิงสาวที่เข้มแข็ง กล้าหาญ และรักความยุติธรรม เป็ผู้พิทักษ์ความสงบที่เปี่ยมเมตตา เยียวยาผู้บริสุทธิ์และปกป้องคนอ่อนแอ เช่นเดียวกับที่พวกเขาได้ทำเพื่อเธอในวันนี้
รถม้ายังคงแล่นต่อไปตามถนน ผ่านหนทางและผู้คนที่สัญจรไปมาอย่างมีชีวิตชีวา แต่ดูจากระยะทางแล้วพวกเขาต้องใช้เวลาอีกสักพักกว่าจะถึงสำนักงาน เมื่อบทสนทนาเกี่ยวกับอนาคตของเอ็มม่าจบลง ความเงียบก็แผ่ปกคลุมภายในรถม้า มีเพียงเสียงล้อกระทบพื้นถนนดังแว่วมาเป็จังหวะ ชาร์ลส์มองดูเอ็มม่าที่หลับใหลอย่างสงบ ก่อนจะนึกถึงภารกิจที่เพิ่งผ่านพ้น เขารู้ดีว่าต้องเรียนรู้และเข้าใจพลังของตนให้มากกว่านี้
ระหว่างที่รถม้าเคลื่อนตัวไปอย่างช้าๆ ท่ามกลางถนนที่คดเคี้ยว ชาร์ลส์ตัดสินใจใช้เวลาที่เหลือให้เป็ประโยชน์ เขาหยิบหนังสือทั้งสองเล่มขึ้นมา เล่มหนึ่งมีปกหนาเตอะสีเข้มเรียบง่าย อีกเล่มสีสันสดใส ราวกับสื่อถึงความแตกต่างระหว่างความรู้ลึกซึ้งกับเทคนิคอันแยบยล เขาเปิดวิทยานิพนธ์เล่มหนาค้างเอาไว้บนตัก ดวงตากวาดอ่านเนื้อหาอย่างเอาจริงเอาจัง
ทุกอณูในร่างกายพยายามดูดซับความรู้ที่ซ่อนอยู่ หวังทำความเข้าใจพลังของตนเองให้มากที่สุด ทุกบรรทัดในหนังสือเผยกลไกการทำงานของสมองที่เชื่อมโยงกับพลังของเขา
ระหว่างอ่านเนื้อหา หัวคิ้วของชาร์ลส์ขมวดชนกัน คำศัพท์ทางวิชาการและเนื้อหายาวเหยียดทำให้เขาแทบสติหลุด รู้สึกอึดอัดกับเนื้อหาที่ซับซ้อนจนแทบจะทนไม่ไหว แต่ทว่าเขาก็ไม่ยอมแพ้เขาพยายามใช้พลังกับตนเองให้จดจ่อกับเนื้อหาบนหน้ากระดาษ พบว่าพลังของเขาเกี่ยวข้องกับการทำงานของสมองสามส่วนหลัก
'การเผลอ' คือการทำให้สมองส่วนควบคุมความตั้งใจทำงานช้าลงชั่วขณะ ส่งผลให้เป้าหมายเสียสมาธิและขาดความระแวดระวัง เหมือนตอนที่เขาใช้พลังกับศัตรู ทำให้พวกเขาเผลอเสียจังหวะจนถูกจัดการได้ง่าย
'การลืมชั่วขณะ' เกิดจากการรบกวนความจำระยะสั้นที่กำลังใช้งานอยู่ ทำให้เป้าหมายสับสนและจำรายละเอียดบางอย่างไม่ได้ เหมือนตอนที่เขาต่อรองกับบาร์โธโลมิว ทำให้อีกฝ่ายลืมที่จะต่อราคาไปชั่วครู่
ส่วน 'การจดจ่อ' เป็พลังที่ชาร์ลส์ชอบที่สุด มันทำให้สมองหลั่งสารที่เพิ่มความตื่นตัวและสมาธิ พร้อมกับกรองสิ่งรบกวนออกไป จนจิตใจมุ่งไปที่สิ่งเดียว เหมือนอย่างที่เขากำลังทำตอนนี้ จดจ่ออยู่กับการอ่านหนังสือจนลืมสิ่งรอบตัวไปหมด
เมื่ออ่านจบ ชาร์ลส์ถอนหายใจออกมายาวเหยียด พยายามไล่ความเมื่อยล้าในหัวออก เขาไม่รอช้าหยิบหนังสืออีกเล่มขึ้นมา หวังว่าเนื้อหาที่น่าสนใจกว่าจะช่วยคลายความตึงเครียดในสมองได้
ชาร์ลส์เปิดหนังสือเคล็ดลับมายากลเป็เล่มที่สอง สายตาสำรวจเนื้อหาที่แตกต่างจากวิทยานิพนธ์โดยสิ้นเชิง แทนที่จะอธิบายการทำงานของสมอง กลับเน้นไปที่เทคนิคในการเปลี่ยนเส้นทางความคิดของผู้ชม
หนึ่งในนั้นคือการควบคุมความสนใจ นักมายากลมักใช้เทคนิค การเบี่ยงเบนความสนใจ โดยดึงความสนใจของคนดูไปที่จุดหนึ่ง ในขณะที่ความลับของมายากลซ่อนอยู่อีกจุด การเคลื่อนไหวใหญ่โตฉูดฉาดมักบดบังความเคลื่อนไหวที่เป็จุดประสงค์แท้จริง การสร้างหลายจุดสนใจยังทำให้ผู้ชมต้องแบ่งสมาธิจนยากจะจับผิด
อีกเทคนิคหนึ่งคือการควบคุมความจำ ศาสตร์แห่งความทรงจำลวง เป็การสร้างความทรงจำเท็จให้ฝังในหัวผู้ชม บิดเบือนลำดับเหตุการณ์จนจำรายละเอียดผิดเพี้ยน คำพูดชวนคิดของนักมายากลกระตุ้นให้คนดูเติมแต่งเื่ราวตามจินตนาการของตัวเอง
ท้ายที่สุด ศิลปะการสร้างภาวะจดจ่อก็สำคัญไม่แพ้กัน มายากลจะใช้การเล่าเื่ที่ชวนติดตาม สร้างจังหวะและเร่งเร้าอารมณ์คาดหวัง แสงสีและดนตรีช่วยเพิ่มความมึนเมา ล้วนแล้วแต่ทำให้คนดูลืมนึกสงสัย
ชาร์ลส์ขมวดคิ้ว เขาเห็นความเชื่อมโยงระหว่างกลเม็ดเหล่านี้กับพลังของเขาเอง แิอย่าง การเบี่ยงเบนความสนใจ สามารถทำให้การใช้พลังแเีขึ้น เรียนรู้จุดอ่อนของการรับรู้มนุษย์ก็ใช้พลังได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเทคนิคการเรียกความสนใจที่ถูกจังหวะก็ขับเน้นผลของพลังได้เป็อย่างดี
อย่างไรก็ตาม ชาร์ลส์เข้าใจว่ามายากลกับพลังพิเศษมีข้อแตกต่างสำคัญ มายากลเป็เพียงเทคนิคกายภาพและจิตวิทยา ไม่ได้เปลี่ยนแปลงการทำงานของสมองโดยตรง ในขณะที่พลังของเขาส่งผลกระทบทันที
กระนั้น บทเรียนทางมายากลต้องมีดีกว่าที่เห็น ไม่เช่นนั้น เอ็ดเวิร์ดคงไม่แนะนำมันมา ชาร์ลส์คิดว่าในคราวต่อไปที่ใช้พลัง เขาจะลองผสมผสานเทคนิคทางกายภาพและจิตวิทยาเข้าไปด้วย บางทีมันอาจทำให้เขาดูดกลืนพลังได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้นก็เป็ได้
เมื่อรถม้าจอดสนิท ชาร์ลส์เงยหน้ามองออกไป เห็นตัวอาคารใหญ่โตตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางสายฝนที่โปรยปรายเบาบางหลังจากที่ไม่ได้เห็นมาหลายวัน ในที่สุดพวกเขาก็มาถึงจุดหมายปลายทาง
เขาปิดหนังสือลง สูดลมหายใจเข้าลึกๆ พยายามจดจำทุกอย่างที่ได้อ่านเอาไว้ เซบาสเตียนอุ้มเอ็มม่าขึ้นมา ก่อนจะเปิดประตูรถม้าก้าวลงไป
เซบาสเตียนบอกว่าจะจัดการเื่ของเอ็มม่าต่อจากนี้เอง เขาหันไปสั่งโจเซฟกับชาร์ลส์ด้วยใบหน้าขรึม
"สองคนกลับไปพักผ่อนเถอะ โจเซฟไม่ได้นอนเลยั้แ่เมื่อคืน ส่วนเธอก็นอนไม่พอ" เซบาสเตียนว่า น้ำเสียงห่วงใยแฝงความเป็ห่วง
"บอกอีกทีนะ อย่าคิดฝืนทำอะไรอีก พักซะ เดี๋ยวร่างกายจะไม่ไหวหรอก ที่เหลือฉันจะจัดการให้เอง"
ชาร์ลส์อยากทักท้วงในใจ ้าสอบปากคำโรแลนด์เพิ่มเติม อยากบอกว่าเขายังพอไหวอยู่ แต่พอเห็นท่าทีจริงจังของเซบาสเตียนแล้ว เขาก็เลยตัดสินใจเงียบ รู้ว่ารุ่นพี่ห่วงใยเต็มที่ ทั้งที่โจเซฟเองก็ยังมีท่าทีอยากจะอ้อนวอนอยู่เหมือนกัน แต่สุดท้ายก็ถอนหายใจแล้วยอมแพ้
ชาร์ลส์ลูบศีรษะเอ็มม่าเบาๆ เอ่ยคำลาอย่างอ่อนโยน "พี่ขอตัวกลับก่อนนะ พักผ่อนเยอะๆ ล่ะ ไว้เจอกันใหม่"
เอ็มม่าพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย แม้ในดวงตายังคงมีแววเศร้าหม่น แต่ก็พยายามฝืนยิ้มให้ชาร์ลส์
หลังจากฝากฝังเอ็มม่าไว้กับเซบาสเตียนเรียบร้อย โจเซฟและชาร์ลส์ก็แยกย้ายกันกลับบ้านเพื่อพักผ่อน
ภารกิจนี้ทิ้งความเหน็ดเหนื่อยทางกายและใจไว้ไม่น้อย แต่ก็ให้บทเรียนกลับมาเช่นกัน ทั้งการใช้พลังและเข้าใจธรรมชาติของมัน และโศกนาฏกรรมที่อาจเกิดขึ้นได้ถ้าถูกมันกลืนกิน
บทเรียนอันล้ำค่า และก็แสนเ็ป
ชาร์ลส์กลับถึงบ้านพัก กำลังจะไขกุญแจเข้าไป แต่แล้วก็ชะงัก
เขาแหงนหน้ามองท้องฟ้า สูดอากาศบริสุทธิ์เข้าปอดลึกๆ ความรู้สึกตื้นตันพุ่งขึ้นมาจุกคอ ความง่วงเริ่มหวนกลับมาอีกครั้ง
…...
โจเซฟ เดินทางกลับมาถึงคฤหาสน์ของตนเองในยามเช้าตรู่ เขาเปิดประตูหน้าเข้ามาด้วยความเหนื่อยล้า ขณะกำลังจะเดินขึ้นบันไดไปยังห้องนอนชั้นสอง ก็ได้ยินเสียงพูดคุยกันของสตรีสามคนในห้องนั่งเล่น
รีเบคก้า ภรรยาที่เขารัก กำลังนั่งพูดคุยกับ มิแรนดา พี่สาวของเขา และ อลิซ ผู้เป็มารดา บรรยากาศการสนทนาเต็มไปด้วยความผ่อนคลายและความห่วงใย ทั้งสามต่างเงยหน้าขึ้นมองโจเซฟเมื่อเห็นเขาผลักประตูเข้ามา
รีเบคก้าลุกพรวดขึ้นทันทีที่เห็นโจเซฟ รีบเดินเข้ามาหาสามีเพื่อดูอาการและสีหน้าของเขา ดวงตาของเธอเปี่ยมไปด้วยความกังวล เธอวิตกว่าเขาจะเหนื่อยเพลียจากงานหนัก ถึงกับไม่ได้กลับบ้านมาเลย
อลิซเอ่ยถามลูกชายด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน "ทำไมเพิ่งกลับมาบ้านเอาป่านนี้ มีอะไรหรือเปล่า?"
โจเซฟตอบกลับไปด้วยรอยยิ้มบางเบา พยายามไม่ให้คนที่รักต้องเป็ห่วง "ไม่ต้องห่วงครับแม่ ผมแค่มีงานด่วนเข้ามาโดยกะทันหัน ทำให้กลับมาไม่ได้ ขออภัยที่ทำให้ทุกคนเป็กังวล"
มิแรนดามองน้องชายด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความห่วงใย เธอถามโจเซฟเบาๆ "โจเซฟ หักโหมทำงานมากเกินไปหรือเปล่า? สุขภาพของ..."
แต่โจเซฟก็ยกมือขึ้นขัดคำพูดของพี่สาวไว้ก่อน แล้วเสริมขึ้นมาด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "สุขภาพสำคัญยิ่งกว่าอะไรทั้งนั้น จริงไหม? คำพูดนี้แม่กับรีเบคก้าก็เตือนบ่อยๆ ผมเข้าใจและพยายามจะดูแลตัวเองให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้วละ"
โจเซฟสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะบอกกับทุกคนต่อ "ผมขอตัวขึ้นไปพักผ่อนก่อนนะครับ เริ่มง่วงมากแล้ว"
เขาโบกมือสตรีทั้งสามในครอบครัว ก่อนจะสาวเท้าขึ้นบันไดไปยังห้องนอน้า พร้อมกับความอ่อนล้าที่ถาโถมเข้ามาจนรู้สึกเซื่องซึม
ในดวงตาที่หนังตาปิดไปครึ่งของโจเซฟมองไปรอบๆ ห้องหลังจากที่ปิดประตูเรียบร้อย เขาถอดเสื้อนอกออก พาดไว้บนขอบเตียงนุ่ม ก่อนจะนั่งลงแล้วนอนหงายหน้าจ้องมองเพดาน
ความคิดฟุ้งซ่านหมุนวนไปทั่วสมอง เขานึกถึงเื่ราวต่าง ๆ วางแผนว่าต่อไปจะสอบปากคำโลแลนด์ยังไงดี ทั้งทบทวนเหตุการณ์เศร้าโศกจากภารกิจครั้งนี้
และ...เอ็มม่า เด็กสาวผู้สูญเสียทุกสิ่งทุกอย่าง ที่เขาอดเป็ห่วงไม่ได้ว่าเธอจะอยู่รอดปลอดภัยหรือไม่ในโลกใบนี้ โลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน
เขาหวังว่าเอ็มม่าจะประคับประคองตนเองในหนทางที่ถูกต้อง จะได้เติบโตขึ้นมาอย่างเข้มแข็งและกล้าหาญ ถึงแม้ตอนนี้กำลังตกอยู่ใน่เวลาที่ยากลำบากที่สุดของชีวิตก็ตาม
โจเซฟไล่ความคิดทั้งหลายออกจากหัว พยายามสลัดมันออกไป เขา้าผ่อนคลายและพักผ่อนอย่างเต็มที่ หลับตาลง รอการมาเยือนของความฝันอันแสนหวาน
สำหรับเวลานี้...เขาขอแค่หลับใหลไปชั่วครู่ ให้เอาแรงมาเผชิญกับความจริงในวันพรุ่งนี้…
