“เซินถูเสวี่ย เมื่อครู่นี้เ้าก็มีส่วนร่วมลอบสังหารเยี่ยเฉินเฟิงด้วยหรือ?” ผู้าุโหลิวเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงน่าเกรงขาม ใบหน้าเคร่งขรึม สายตาวาววับจับจ้องที่ตัวเขา
“ลอบสังหาร?” เซินถูเสวี่ยแสร้งทำเป็ตกอกใ “ผู้าุโหลิว ท่านเข้าใจอะไรผิดไปหรือเปล่า ข้าประมือกับศิษย์น้องเยี่ยมาจริงๆ ทว่านั่นก็เพราะเป็หน้าที่ของข้า จะกล่าวว่าเป็การลอบฆ่าได้อย่างไร”
“เป็เช่นนั้นหรือ?” ผู้าุโหลิวเอ่ยถามเสียงต่ำ “เช่นนั้นข้าขอถามเ้า ซั่งกวนเผิงกับเซินถูเหยี่ยล่ะ? พวกเขาได้ร่วมมือกับเ้าหรือไม่?”
“ไม่เลย ตอนข้าอยู่ในเทือกเขาจื่ออวิ๋นไม่เคยเจอพวกเขาเลยด้วยซ้ำ” เซินถูเสวี่ยส่ายหน้าไปมา เอ่ยปฏิเสธ
“เซินถูเสวี่ย ขอเตือนว่าอย่าโกหกข้าจะดีกว่า มิฉะนั้นต่อให้ตระกูลเซินถูออกหน้า ก็รักษาชีวิตของเ้าเอาไว้ไม่ได้หรอก” ผู้าุโหลิวกล่าวเตือนอย่างเ็า
“ผู้าุโหลิว ได้โปรดเชื่อคำพูดของข้าเถอะ เมื่อครู่นี้ที่ข้าลงไม้ลงมือกับศิษย์น้องเยี่ยไปเป็เพราะเื่ทั้งหมดมีเหตุผลอันสมควร” เซินถูเสวี่ยเอ่ยอธิบาย
“เซินถูเสวี่ย เ้าเอาแต่บอกว่ามีเหตุผลๆ อยู่นั่นแหละ แท้จริงแล้วมันเป็เพราะเหตุอันใด?” ผู้าุโอวี๋ที่ยืนฟังอยู่ข้างๆ เอ่ยแทรกขึ้น
“เพราะว่าข้าบังเอิญรู้มาว่าศิษย์น้องเยี่ยสามารถใช้ดรรชนีสะท้านจิตได้ เคล็ดิญญาระดับหลิงขั้นกลางที่เป็วิชาลับเฉพาะในสำนักของพวกเรา อีกทั้งยังสามารถฝึกฝนจนครบสมบูรณ์ทุกกระบวนท่า ข้าถึงได้พยายามจับตัวเขามาสอบสวนเื่ราว” เซินถูเสวี่ยเอ่ยตอบอย่างนอบน้อม
“หือ...เยี่ยเฉินเฟิง ข้าขอถามเ้า เซินถูเสวี่ยได้พูดจาใส่ความเ้าหรือเปล่า เ้าสามารถใช้ดรรชนีสะท้านจิตของสำนักเราได้จริงหรือ” ดวงตาของผู้าุโอวี๋ทอประกายร้ายกาจ เอ่ยซักไซ้เสียงดัง
ส่วนผู้าุโหลิวที่อยู่ข้างๆ ก็พลันขมวดคิ้วแน่น เขาไม่คิดเลยว่าเื่ราวจะเปลี่ยนแปลงไปกลับตาลปัตรขนาดนี้
สำนักฝึกยุทธ์อัคคี์เคร่งครัดกับการควบคุมทักษะิญญาและเคล็ดิญญาอย่างมาก โดยห้ามมิให้ถ่ายทอดวิชาสู่คนนอกโดยเด็ดขาด ผู้ที่ทำผิดกฎไม่เพียงถูกขับไล่ออกจากสำนักแต่ยังต้องรับโทษทัณฑ์อันสาหัสด้วย
หากสิ่งที่เซินถูเสวี่ยกล่าวมาเป็เื่จริง เช่นนั้นผลลัพธ์ของเื่นี้ก็หนักหนายิ่งนัก
“ตอนข้าอยู่ในเทือกเขาจื่ออวิ๋นได้ประมือชนะศิษย์ของสำนักฝึกยุทธ์อัคคี์ผู้หนึ่ง เคล็ดิญญาที่ว่านั่นเป็ของกำนัลที่ค้นหาเจอจากตัวเขา เพียงแต่หลังจากข้าฝึกฝนดรรชนีสะท้านจิตจนครบสมบูรณ์แล้ว ก็ส่งม้วนคัมภีร์คืนให้ศิษย์คนนั้นไป” เยี่ยเฉินเฟิงที่ฟื้นฟูาแได้ส่วนหนึ่งแล้วก็ลุกขึ้นยืน เอ่ยตอบอย่างเฉยชา
“บังอาจ” ผู้าุโอวี๋ตะคอกเสียงดังลั่นด้วยสีหน้ามืดครึ้ม “เยี่ยเฉินเฟิง จนถึงป่านนี้แล้วเ้ายังกล้าโกหกพวกเราอีกเรอะ เชื่อหรือไม่ว่าข้าจะจับเ้าลงโทษสถานหนัก”
“ผู้าุโท่านนี้ ไม่ทราบว่าข้ามีความผิดประการใด? ทำไมถึงคิดจะลงโทษข้าสถานหนักล่ะ?”
เยี่ยเฉินเฟิงไม่เข้าใจสักนิดว่าตนเองเคยไปล่วงเกินอะไรผู้าุโคนนี้ เหตุใดเขาถึงวางท่าเป็ศัตรูกับตนถึงเพียงนี้
“เ้าอย่ามาแสร้งโง่นะ” ผู้าุโอวี๋สอบสวนด้วยใบหน้าเคร่งขรึม “ข้าขอถามเ้า เ้าใช้เวลาเท่าไหร่ในการฝึกฝนดรรชนีสะท้านจิต”
“หนึ่งชั่วโมงกว่าๆ เห็นจะได้” เยี่ยเฉินเฟิงตอบอย่างซื่อตรง
“ไร้สาระ! ใช้เวลาเพียงหนึ่งชั่วโมงก็สามารถฝึกฝนดรรชนีสะท้านจิตจนสมบูรณ์ทุกกระบวนท่าได้? เ้าเห็นพวกเราเป็คนไร้สติหรืออย่างไร” ผู้าุโอวี๋กล่าวตำหนิด้วยความโกรธจัด
เพราะว่าต่อให้เป็อัจฉริยะแถวหน้าของสำนักฝึกยุทธ์อัคคี์ ก็ยังไม่มีใครสามารถฝึกฝนดรรชนีสะท้านจิตจนสมบูรณ์ได้ภายในหนึ่งชั่วเลย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเยี่ยเฉินเฟิงที่ดูแล้วไม่มีผลงานอะไรน่าตื่นตาตื่นใจ
“ถ้าหากพวกท่านไม่เชื่อล่ะก็ สามารถไปเรียกตัวศิษย์คนนั้นมาไต่ถามดูได้ แค่นั้นก็พิสูจน์ได้แล้วว่าข้าไม่หลอกลวงพวกท่าน” เยี่ยเฉินเฟิงกล่าวอย่างไม่สะทกสะท้าน สีหน้าไม่แสดงอาการหวั่นวิตกใดใด
“ไม่ต้องยุ่งยากขนาดนั้นหรอก ในตอนนี้ข้าจะยกคัมภีร์เคล็ดิญญาระดับหลิงขั้นกลางตราประทับอสรพิษให้เ้า เ้าจงฝึกฝนมันต่อหน้าพวกเราทุกคน ถ้าเ้าสามารถฝึกฝนตราประทับอสรพิษโลหิตได้เสร็จสมบูรณ์ภายในสองชั่วโมง นอกจากข้าจะยอมเชื่อถือคำพูดของเ้าแล้ว ยังจะมอบรางวัลที่ควรค่าแก่เ้าให้ด้วย”
“แต่ถ้าเ้าไม่สามารถทำได้อย่างที่คุย เช่นนั้นก็อย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจ” ผู้าุโอวี๋ล้วงหยิบม้วนคัมภีร์ตราประทับอสรพิษโลหิตออกมาจากอกเสื้อ ก่อนจะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเ็า
“ผู้าุโอวี๋ ตราประทับอสรพิษโลหิตแม้จะมีเพียงกระบวนท่าเดียว แต่อานุภาพและความยากในการฝึกฝนเทียบเท่าได้กับเคล็ดิญญาระดับหลิงขั้นสูง บททดสอบของเ้าออกจะยากเกินไปกระมัง” ผู้าุโหลิวขมวดคิ้วแน่นพลางกล่าวแย้ง
“ผู้าุโหลิว จนถึงป่านนี้แล้วเ้ายังจะเชื่อคำพูดสับปลับของเขาอยู่อีกหรือ?” ผู้าุโอวี๋แค่นเสียงขึ้นจมูก “ฝึกฝนดรรชนีสะท้านจิตสำเร็จได้ภายในหนึ่งชั่วโมง จะพูดโอ้อวดอะไรก็ควรจะมีขอบเขตเสียบ้างสิ”
“เอาอย่างนี้ดีไหมผู้าุโอวี๋ หากข้าสามารถฝึกฝนตราประทับอสรพิษโลหิตจนสำเร็จได้ภายในสองชั่วโมง ท่านต้องมอบเม็ดยาเก้าลำนำสองเม็ดเป็รางวัลให้แก่ข้า แต่หากข้าทำไม่ได้ ท่านสามารถลงโทษข้าได้ตามใจเลย”
แม้เยี่ยเฉินเฟิงจะพอคาดเดาได้จากคำพูดของผู้าุโว่าตราประทับอสรพิษโลหิตฝึกยากกว่าดรรชนีสะท้านจิตมาก แต่เขาเชื่อมั่นในพลังของสมองกลืนเทวะจึงเสนอขึ้นอย่างเสียงดังฟังชัด
“หา...”
เมื่อเห็นสีหน้ามั่นอกมั่นใจของเยี่ยเฉินเฟิง รอยยิ้มเย้ยหยันบนใบหน้าของผู้าุโอวี๋ก็พลันแข็งค้าง
“อะไรกัน? ผู้าุโอวี๋ท่านไม่กล้าหรือ?” เยี่ยเฉินเฟิงพูดขึ้นอย่างขำๆ
ในเมื่อผู้าุโอวี๋จงใจเป็ศัตรูกับเขาโดยไม่สนใจฐานะใดใด เยี่ยเฉินเฟิงก็พร้อมจะตาต่อตาฟันต่อฟันกับอีกฝ่ายเช่นกัน ส่วนเื่ที่ผู้าุโอวี๋อาจจะมาแก้แค้นเอาวันข้างหน้า เขาก็ไม่กังวลเลยสักนิด
ขอเพียงเขาแสดงพร์อันน่าทึ่งให้ทุกคนได้เห็นและกลายเป็เป้าหมายการบ่มเพาะคนสำคัญของสำนักฝึกยุทธ์อัคคี์ได้ แค่นี้ผู้าุโอวี๋ก็ไม่กล้าทำอะไรเขาแล้ว
“ได้ ข้าตกลงตามนั้น”
เมื่อคิดว่าด้วยพร์และพลังที่แท้จริงของตนยังต้องใช้เวลาไปสิบกว่าวันถึงจะฝึกฝนตราประทับอสรพิษโลหิตจนสำเร็จได้ เขาไม่มีทางเชื่อหรอกว่าเยี่ยเฉินเฟิงจะสามารถฝึกตราประทับอสรพิษโลหิตสำเร็จได้ภายในสองชั่วโมง จึงเอ่ยปากตอบตกลง
“เฉินเฟิง เ้ามั่นใจว่าทำได้จริงหรือ?” เมื่อผู้าุโหลิวได้ยินเยี่ยเฉินเฟิงเสนอท้าพนัน จึงเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ
“ค่อนข้างมั่นใจทีเดียว”
กล่าวจบ เยี่ยเฉินเฟิงก็หยิบม้วนคัมภีร์ตราประทับอสรพิษโลหิตมาจากมือของผู้าุโหลิวที่ยืนทำหน้าเคร่งเครียดอยู่ นั่งลงขัดสมาธิกับพื้นพลางกล่าวว่า “รบกวนผู้าุโหลิวคุ้มกันให้ข้าด้วย”
“สบายใจได้เลย มีข้าอยู่ตรงนี้ ไม่มีใครรบกวนการฝึกของเ้าได้” ผู้าุโหลิวพยักหน้าพร้อมเอ่ยรับประกัน
“ขอบคุณท่านแล้ว!”
เยี่ยเฉินเฟิงหันไปยิ้มเป็เชิงขอบคุณกับผู้าุโหลิว จากนั้นจึงปลดปล่อยพลังิญญาแทรกซึมลงไปในม้วนคัมภีร์ จดจำเนื้อหาภายในด้วยความว่องไว
“เยี่ยเฉินเฟิง ข้าไม่รู้หรอกว่าเ้าโง่จริงหรือแกล้งโง่กันแน่ ถึงกล้าไปท้าพนันเช่นนั้นกับผู้าุโอวี๋ ดูจากวิธีการลงมือของผู้าุโหลิวแล้ว เขาจะต้องรู้สึกเสียใจที่ได้เกิดมาบนโลกใบนี้แน่” เซินถูเสวี่ยมองเยี่ยเฉินเฟิงด้วยความสะใจระคนสมน้ำหน้า ภายในสมองจินตนาการถึงชะตากรรมอันน่าอนาถของอีกฝ่าย
เวลาไหลผ่านไปทีละเล็กทีละน้อย ประมาณครึ่งค่อนชั่วโมงผ่านไป ซั่งกวนเผิงและเซินถูเหยี่ยก็เดินทางมาถึงตามลำดับ
เมื่อผ่านไปอีกหนึ่งชั่วโมง เฟิงเซียวเซียว จีชิงเสวี่ยและเซินถูปิงก็สามารถข้ามเทือกเขาจื่ออวิ๋นมาจนถึงบริเวณรอบนอกของสำนักฝึกยุทธ์อัคคี์ได้สำเร็จ
ในตอนที่พวกเขาได้ทราบจากปากของเซินถูเสวี่ยถึงการกระทำอันเหลวไหลของเยี่ยเฉินเฟิง นอกจากจีชิงเสวี่ยแล้ว คนที่เหลือต่างก็แสดงสีหน้าเย้ยหยัน
ไม่มีสักคนที่เชื่อว่าเยี่ยเฉินเฟิงจะใช้เวลาเพียงสองชั่วโมง ฝึกฝนตราประทับอสรพิษโลหิตได้จนครบสมบูรณ์
เมื่อเห็นว่าเหลือเวลาอีกแค่หนึ่งก้านธูปก็จะครบสองชั่วโมงแล้ว ทันใดนั้นเยี่ยเฉินเฟิงที่หลับตานั่งขัดสมาธิอยู่ก็ลืมตาโพลง สองมือที่ประสานกันเป็ดอกบัวก็ขยับเป็ท่าทางซับซ้อนต่างๆ ด้วยความเร็วสูง
ตามเวทหัตถ์ที่แสดงออกมา พลังิญญาทั่วร่างของเยี่ยเฉินเฟิงต่างไหลทะลักเข้าไปในมือทั้งสองข้างอย่างบ้าคลั่ง จนมวลอากาศรอบข้างเกิดเป็คลื่นสะท้อนบนผิวน้ำ
ครู่ต่อมา กลางฝ่ามือของเยี่ยเฉินเฟิงก็ปรากฏอสรพิษโลหิตที่สมจริงราวกับมีชีวิต เคลื่อนไหวไปตามเวทหัตถ์ ยิ่งนานยิ่งสูงใหญ่กำยำ
“อะไรกัน...”
เมื่อเห็นอสรพิษโลหิตก่อตัวขึ้นกลางฝ่ามือของเยี่ยเฉินเฟิง ผู้าุโหลิว ผู้าุโอวี๋ เซินถูเสวี่ยและคนที่เหลือต่างก็เบิกตากว้าง อ้าปากค้าง สีหน้าท่าทางราวกับเจอผีหลอก
“ตราประทับอสรพิษโลหิต!”
แม้ว่าเยี่ยเฉินเฟิงจะแอบติดขัดเพราะเป็การประสานเวทหัตถ์ครั้งแรก แต่เขาก็ยังประสานเวทหัตถ์ออกมาได้สำเร็จและใช้พลังที่มีปลดปล่อยมันออกไป
“ตูม...”
อสรพิษโลหิตกลายร่างเป็ตราประทับโลหิตที่มีอานุภาพรุนแรง สะบัดหางโลหิตยาวเหยียด กระแทกก้อนหินแข็งแรงที่ตั้งอยู่ไกลออกไปจนแหลกเป็ผุยผงได้ภาพในชั่วพริบตา พื้นดินที่เคยมีหินตั้งอยู่ปรากฏหลุมขนาดใหญ่
“ปีศาจ เ้าเยี่ยเฉินเฟิงมันเป็ปีศาจชัดๆ เลย”
เมื่อได้เห็นภาพตรงหน้าด้วยตาของตัวเอง ภายในสมองของผู้าุโอวี๋ก็ปรากฏเื่เหลวไหลขึ้นมา เขาถูกพร์ดุจปีศาจของเยี่ยเฉินเฟิงทำให้ตกตะลึงจนโง่งมไปอย่างสมบูรณ์
