เฉินเกอส่งสัญญาณทางสายตาให้หมอ ผู้เป็หมอรีบเข้ามาดูอาการในทันที จับชีพจรให้หนิงมู่ฉือก่อนจะเอ่ยถาม “แม่นางเริ่มตัวร้อนั้แ่เมื่อใด”
“ประมาณเมื่อหนึ่งชั่วยามก่อน” เฉินเกอมองหนิงมู่ฉือซึ่งนอนอยู่บนเตียงด้วยสีหน้าพะวง
หมอลุกขึ้นยืนทำความเคารพเฉินเกอ ก่อนจะเอ่ยว่า “แม่นางไม่ได้เป็อันใดมาก แค่ต้องลมหนาวเท่านั้น เดี๋ยวข้าเขียนใบสั่งยาให้ ทานเข้าไปไม่กี่ถ้วยไข้จะต้องลดแน่นอน”
เอ่ยจบก็หยิบพู่กันขึ้นมาเขียนรายชื่อยาลงไปบนกระดาษ เขียนเสร็จแล้วส่งให้เ้าของบ้าน
รอจนหมอเดินออกจากบ้านไปแล้ว เ้าของบ้านมองสีหน้าเคร่งเครียดของเฉินเกออย่างทำอะไรไม่ถูก เอ่ยเสียงสั่นว่า “จอมยุทธ์ ข้าไปซื้อยาก่อน”
ทว่าเฉินเกอเอ่ยเรียกเ้าของบ้านเอาไว้เสียก่อน เขาหยิบแผนที่จากในอกเสื้อของหนิงมู่ฉือออกมาแล้วชี้ไปยังสถานที่ในแผนที่ “ท่านรู้จักที่นี่หรือไม่”
เ้าของบ้านมองสถานที่ที่อยู่ในแผนที่ด้วยสีหน้าประหลาดใจขณะเอ่ยถาม “จอมยุทธ์จะไปสถานที่แห่งนี้ด้วยเหตุใด นี่คือที่อยู่อาศัยของเทพแม่ครัวในสมัยก่อน”
เฉินเกอมีสีหน้าดีใจ แม้แต่ท่าทางก็อ่อนลงหลายส่วน “เช่นนั้นก็ดีแล้ว ไว้วันหลังท่านค่อยพาข้าไป ตอนนี้ท่านไปซื้อยาก่อนเถิด”
“ได้” เ้าของบ้านมองหนิงมู่ฉือผาดหนึ่ง ในใจคิดว่า ที่มาของสตรีนางนี้ต้องไม่ธรรมดาแน่นอน ก่อนที่สายตาจะเหลือบไปเห็นาแของเฉินเกอ พลางคิดว่าผู้ใดกันนะถึงทำให้เฉินเกอได้รับาเ็ได้ ก่อนจะถือใบสั่งยาออกไปซื้อยาข้างนอก ระหว่างทางเห็นร้านขายแกะ อดไม่ได้ที่จะซื้อติดไม้ติดมือกลับไป ในใจคิดว่าจะได้กระชับความสัมพันธ์ของตัวเองกับเฉินเกอให้ดีขึ้น เพราะภายภาคหน้าไม่แน่ว่าเขาอาจจะต้องพึ่งพาอีกฝ่ายก็เป็ได้
เขาถือเนื้อแกะเข้าไปในบ้าน เห็นเฉินเกอยังคงมีสีหน้าเคร่งเครียดเช่นเดิม เขาส่งยิ้มให้อีกฝ่าย “อากาศหนาว กินเนื้อแกะร่างกายจะได้อบอุ่น สตรีที่เ้าพามาด้วยตัวผอมอย่างกับอะไรดี จะได้บำรุงร่างกายให้นางด้วย”
สีหน้าของเฉินเกอจึงดูอ่อนลง มองเ้าของบ้านพร้อมกับเอ่ยถาม “ท่านอาเสียง หลายปีมานี้ท่านเป็อย่างไรบ้าง”
เ้าของบ้านนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนสายตาที่มองเฉินเกอจะอ่อนโยนลง ถอนหายใจออกมาพร้อมกับตอบ “ก็ดี เพียงแค่รู้สึกเหงาเล็กน้อย จอมยุทธ์ มาครั้งนี้เ้าจะพักอยู่ที่นี่นานสักหน่อยก็ได้”
เฉินเกอส่ายหน้า สายตาเลื่อนไปที่ห่อยาในมืออาเสียงพลางเอ่ย “ท่านไปต้มยาก่อนเถิด”
อาเสียงพยักหน้าพร้อมกับถอนหายใจออกมาด้วยแววตาหม่นหมอง “แม่นางผู้นี้หน้าตาดีเหลือเกิน จอมยุทธ์ อายุเท่าเ้าสมควรจะสร้างครอบครัวได้แล้ว”
เฉินเกอหันไปทางอื่น บ่งบอกว่าไม่อยากเอ่ยเื่นี้ต่อ อาเสียงจึงเดินออกไปต้มยา
เฉินเกอไม่อาจลืมคืนนั้นเมื่อสามปีก่อนได้ หากไม่ใช่เพราะท่านอาเสียงทรยศบิดาของเขา บิดาของเขาอาจจะเอาตัวรอดจากภยันตรายครั้งนั้นมาได้ก็เป็ได้ จากท่าทางของท่านอาเสียงในตอนนี้ ดูท่าอีกฝ่ายก็คงจะไม่ได้มีชีวิตที่ดีสักเท่าไหร่
หนิงมู่ฉือขยับตัว เมื่อนางลืมตาขึ้นเห็นเฉินเกอทำหน้าเหมือนคิดบางเื่อยู่ นางจึงยื่นมือไปโบกตรงหน้าเขา เขาหันมาส่งยิ้มให้นาง “ฉือเอ๋อร์ เ้าฟื้นแล้วหรือ”
นางรู้สึกปวดศีรษะประหนึ่งจะแตกเป็เสี่ยงๆ นางจึงลองส่ายศีรษะดู ทั้งรับรู้ได้ถึงความหนาวจับจิตจับใจ “ข้าไม่สบายหรือ”
เฉินเกอพยักหน้า “ก่อนหน้านี้เ้ายังบ่นอยู่เลยว่าเหตุใดถึงยังไม่ถึง แต่หลังจากนั้นไม่นานเ้าก็สลบไป”
หนิงมู่ฉือลูบศีรษะอย่างเก้อเขินก่อนจะหันไปมองรอบๆ “ที่นี่คือที่ใดหรือ”
“ข้ามีญาติอยู่ที่เยี่ยนฉือ จึงพาเ้ามาพักที่บ้านญาติก่อน ตอนนี้เ้ายังไม่สบาย ้าการพักผ่อน” เฉินเกอจับหนิงมู่ฉือให้นอนลง เอามือลูบไหล่ ก่อนจะพบว่าแขนเสื้อนางเปียกชื้นไปด้วยเหงื่อ
“ฉือเอ๋อร์ เ้าถอดเสื้อผ้าออกเถอะ ข้าจะได้นำไปผิงไฟให้แห้ง”
หนิงมู่ฉือนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้า หันหลังให้เฉินเกอก่อนจะถอดชุดออก ทันใดนั้นเองจมูกนางได้กลิ่นคาวของเนื้อลอยโชยมา นางเอ่ยถามอย่างประหลาดใจ “ที่ห้องครัวมีใครทำเนื้อแกะอยู่ใช่หรือไม่”
หลังจากเปลี่ยนเป็ชุดที่สะอาดสะอ้านเรียบร้อย นางลงจากเตียง สวมรองเท้าแล้วเดินไปที่ห้องครัว ที่นั่นนางเห็นชายชราผู้หนึ่งซึ่งใบหน้าเต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่นแห่งกาลเวลาและรอยแผลเป็จากไฟไหม้กำลังจัดการกับเนื้อแกะอยู่
นางมองชายชราผู้นี้ นิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะค่อยๆ เดินเข้าไปหาพลางส่งยิ้มให้อีกฝ่าย “เนื้อแกะดูสดใหม่ดีจริง ท่านยกให้ข้าเป็คนจัดการเองเถิด”
อาเสียงมองหนิงมู่ฉือนิ่ง สตรีตรงหน้าดูคุ้นหน้าคุ้นตาอย่างไรไม่รู้ จนอาเสียงเกือบจะทำมีดร่วงใส่เท้าของตัวเอง ด้านหนิงมู่ฉือไม่เข้าใจเลยว่า เหตุใดชายชราผู้นี้ถึงมีท่าทีเช่นนี้
“เ้า…เ้า…เหตุใดเ้าถึงมาอยู่ที่นี่”
นางได้ฟังคำถามนี้ยิ่งรู้สึกประหลาดใจยิ่งขึ้นไปอีก นึกว่าตัวเองฟังผิดไป เอ่ยถามอีกฝ่ายด้วยสีหน้างุนงง “ข้าหรือ ท่านรู้จักข้าหรือ”
อาเสียงส่ายศีรษะ “ไม่ ไม่ใช่ เ้าไม่ใช่นาง นางมีนิสัยใจร้อนกว่านี้มาก”
นางรู้สึกงงยิ่งกว่าเดิม มองเนื้อแกะในมือชายชราตรงหน้าพร้อมกับเอ่ยว่า “ยกเนื้อแกะให้ข้าจัดการเองดีกว่า”
อาเสียงมองหนิงมู่ฉืออย่างเหม่อลอย หนิงมู่ฉือจัดการเนื้อแกะชิ้นใหญ่อย่างรวดเร็ว พร้อมกับส่งยิ้มให้อาเสียง “อากาศหนาวเช่นนี้เหมาะกับการทานน้ำแกงเนื้อแกะที่สุด เพื่อที่ร่างกายจะได้อบอุ่น”
นางใส่เนื้อแกะลงในหม้อ ก่อนจะตามด้วยต้นหอม ขิงและกระเทียม ก่อนจะหันไปยิ้มอย่างมีลับลมคมในให้อาเสียง จากนั้นตามด้วยเครื่องปรุงรสลับของนาง อาเสียงมองอย่างงุนงง ยิ่งเมื่อได้กลิ่นหอมโชยออกมาจากหม้อ สีหน้าอาเสียงเปลี่ยนเป็ประหลาดใจ
“เ้า…เ้าทำน้ำแกงนี้ได้อย่างไร” อาเสียงชี้หน้าหนิงมู่ฉือด้วยสีหน้าตกตะลึง ทำให้หนิงมู่ฉือรู้สึกงุนงงยิ่งนัก
“น้ำแกงนี่ทำไมหรือ”
เฉินเกอเคาะประตูก่อนจะเดินเข้ามา ทั้งสองคนหันไปมอง ครั้นได้กลิ่นหอมอันคุ้นเคยจากหม้อ เฉินเกอเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ฉือเอ๋อร์ ดื่มยาได้แล้ว”
เฉินเกอชี้ไปที่หม้อซึ่งต้มยาเอาไว้ อาเสียงยิ้มพร้อมกับเอ่ยว่า “แม่นาง ยาต้มเสร็จแล้ว รีบดื่มเถิด”
หนิงมู่ฉือมองท่าทางแปลกๆ ของคนทั้งคู่ ขณะที่ในใจรู้สึกสงสัยยิ่งนัก เมื่อได้กลิ่นยาที่โชยออกมา นางรู้สึกปวดศีรษะอย่างยิ่ง พร้อมกับทำหน้าเบ้
เฉินเกอตักยาใส่ถ้วยให้หนิงมู่ฉือ เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “ระวังด้วย มันร้อนมาก”
หนิงมู่ฉือยิ้มก่อนจะหันไปมองอาเสียงที่มีท่าทีหวาดระแวงผาดหนึ่ง จากนั้นยกถ้วยยาขึ้นดื่มจนหมด ยาไหลผ่านลำคอลงสู่ท้อง ขมยิ่งกว่าอะไรดี
