เฉียวรุ่ยบอกจะนอนกลางวัน หลันอวี่ิก็ไม่ได้รีบร้อนจากไป เขาหาที่ว่างแห่งหนึ่งแล้วนั่งขัดสมาธิ ทำสมาธิอยู่ด้านข้างเพื่อรอ
หลังจากวางรั้วป้องกันกับกำแพงคลื่นน้ำเรียบร้อย เฉียวรุ่ยก็จ้องพื้นดินใต้เท้าพลางครุ่นคิดนิดหน่อย
‘ลึกสิบเมตร ใช้ยันต์ะเิหรือใช้วิชาพลังทิพย์ดีล่ะ? ลงมือขุดเองคงไม่ดีกระมัง?’ เฉียวรุ่ยใคร่ครวญอยู่นาน ในที่สุดก็เอายันต์ะเิขั้นสามระดับล่างสามแผ่นออกมากระตุ้น
“ตูม...”
เสียงกัมปนาทดังขึ้นหนหนึ่ง ใต้เท้าพลันปรากฏหลุมลึกแปดเมตร เฉียวรุ่ยถอนหายใจเบาๆ ในใจคิด ‘สองเมตรที่เหลือขุดเองก็แล้วกัน! ทำสมบัติเสียเข้าย่อมมีปัญหา!’
คิดได้เช่นนี้ เขาจึงเอายันต์เรืองแสงที่ส่องสว่างได้แผ่นหนึ่งออกมาแปะไว้ตรงหน้าผาก หลังจากนั้นแปะยันต์วายุอีกแผ่นหนึ่ง ะโลงไปในหลุมนั่น เอาพลั่วเหล็กน้อยอันหนึ่งออกมา
เฉียวรุ่ยลูบคลำพลั่วเหล็กน้อยของตน ตัดใจใช้ไม่ลงอยู่บ้าง พลั่วเหล็กน้อยอันนี้เป็อุปกรณ์ขุดสมุนไพรทิพย์ที่เทียนฉีเตรียมไว้ให้ ใช้ขุดหลุมไม่รู้ว่าจะเสียหรือไม่ แม้ปวดใจเล็กน้อยแต่เพื่อสมบัติ ได้แต่ยอมลำบากพลั่วเหล็กน้อยของตนเสียแล้ว
ขุดไปประมาณหนึ่งก้านธูป แสงรัศมีสีม่วงใต้ดินก็ทะลุความมืดมิดออกมา เมื่อเห็นแสงนั้น เฉียวรุ่ยตื่นเต้นยิ่งนัก เขาเริ่มขุดเร็วขึ้น
พระเอกที่เดิมนั่งสมาธิอยู่ด้านข้าง ฉับพลันรู้สึกว่าแผ่นดินสั่นไหววูบหนึ่ง เพราะมีกำแพงคลื่นน้ำอยู่ เขาจึงไม่ได้ยินเสียงะเิด้านใน เพียงรู้สึกถึงแรงสั่นไหวของผิวดินเท่านั้น เขาลืมตาขึ้นด้วยสีหน้าระแวง ชำเลืองมองรอบด้านจึงเห็นแสงสีม่วงเรืองรองอยู่ในเขตแดนของเฉียวรุ่ย
“นี่คือ? หรือเป็สมบัติอย่างนั้นหรือ?” คิดถึงตรงนี้ พระเอกรีบลุกขึ้นยืน จ้องเขตแดนประหนึ่งคลื่นน้ำนั่น รู้สึกว่าสมบัติด้านในนั่นน่าจะเป็ของเขา
เฉียวรุ่ยใช้เวลาอีกราวดื่มชาหนึ่งถ้วย ในที่สุดก็ขุดสมบัติออกมาได้ นี่เป็กระถางกลมขนาดเท่าฝ่ามือใบหนึ่ง มีสามขาสองหู ทั้งชิ้นบนล่างมีสีแดงอมม่วง แผ่รัศมีแสงสีม่วงจางๆ อยู่
“ฮ่าๆๆ กระถางอัคคีม่วง อุปกรณ์อาคมยุคโบราณ เป็สมบัติที่ไม่เลวเสียจริง เทียนฉีเห็นต้องชอบแน่!” เฉียวรุ่ยคิดเช่นนี้ก็เก็บกระถางอัคคีม่วงเข้าไปในกำไลมิติของตนอย่างระมัดระวัง
เฉียวรุ่ยทะยานร่างบินออกมาจากในหลุมลึก ต่อยกองดินด้านข้างหนึ่งหมัด ดินโคลนร่วงเข้าไปในหลุมลึกหมดสิ้น เติมเต็มหลุมลึกจนราบ เขาเหยียบดินจนเรียบเสริมทับ ปัดฝุ่นดินบนร่างออกก่อนก้าวออกจากกำแพงคลื่นน้ำ
“เฉียวรุ่ย เ้า...”
“ข้าตื่นแล้ว!” พร้อมกับหาวทีหนึ่ง เฉียวรุ่ยเก็บรั้วป้องกัน เร่งเดินทางต่อ
พระเอกตามเฉียวรุ่ยไปเช่นเดิม
.........
ครึ่งเดือนให้หลัง
หลิ่วเทียนฉีเดินทางมาถึงดงพุ่มไม้ที่มีอันตรายซุกซ่อนอยู่รอบด้านก็ระวังอย่างยิ่ง คอยตื่นตัวตลอด ระหว่างเดินไปเรื่อยๆ เขาก็ได้ยินเสียงต่อสู้
ได้ยินเสียงนี้ หลิ่วเทียนฉีเอายันต์อำพรางกายแผ่นหนึ่งออกมาแปะบนร่างตนทันที เขาไม่อยากข้องแวะกับความขัดแย้งของผู้อื่นหรอก เพียงอยากหาเสี่ยวรุ่ยของเขาให้พบโดยเร็วที่สุดเท่านั้น
หลิ่วเทียนฉีแปะยันต์อำพรางกาย เคลื่อนเข้าไปบริเวณการต่อสู้ด้านหน้าอย่างเชื่องช้า
เมื่อมาถึง หลิ่วเทียนฉีเห็นผู้ฝึกตนหญิงสองคนต่อสู้กันอยู่ ตื่นตะลึงไปชั่วครู่
ที่แท้เป็นางเอกกับนางเอกคนที่สองสู้กันหรือ? อืม พูดไปแล้ว ในนิยายต้นฉบับมีเื่นี้จริงด้วย เล่าไว้ว่านางเอกกับนางเอกคนที่สองสู้กันยกใหญ่เพื่อหญ้าสุสานทองอายุหนึ่งพันปีต้นหนึ่ง ่พรรณนาพรหมลิขิตครั้งนี้ นักเขียนใช้คำว่า “ไม่สู้ไม่รู้จักกัน”
แต่หลิ่วเทียนฉีคิดว่าคำนี้ น่าจะตั้งอยู่บนสถานการณ์ที่พวกนางพลังทัดเทียม ต่างทำอันใดต่ออีกฝ่ายไม่ได้ ถึงได้เรียกว่าวีรบุรุษเห็นค่าวีรบุรุษ ไม่สู้ไม่รู้จักกัน แต่หากพลังไม่ทัดเทียม เช่นนั้นก็เป็อีกเื่หนึ่ง
ตัวอย่างเช่นตอนนี้ นางเอกหลิ่วซานพลังระดับสร้างรากฐาน่กลาง ส่วนนางเอกคนที่สอง หลินเหยียนเหยียนพลังระดับสร้างรากฐาน่ปลาย ในสภาพที่พลังไม่ทัดเทียมกันเช่นนี้ นางเอกถูกอัดฝ่ายเดียวโดยแท้ จะเรียกว่าวีรบุรุษเห็นค่าวีรบุรุษ ไม่สู้ไม่รู้จักกันไม่ได้แล้ว!
หลิ่วเทียนฉีเห็นสถานการณ์ที่นางเอกถูกกระทำ โดนทำร้ายก็ยกมุมปาก หากไม่ใช่ตนแย่งหญ้าบรรณมาศ น้ำพุบรรณมาศ จิ้งจอกเทพลายทอง และยังผลโลหิตทองสองผลนั่นของนางมา บางทีนางคงไม่อนาถ ถูกนางเอกคนที่สองอัดอยู่ฝ่ายเดียวเช่นนี้ แต่เื่สตรีสองคนสู้กัน อย่างไรก็เป็เื่ของพวกนาง เขาย่อมไม่สนใจอยู่แล้ว
หลิ่วเทียนฉีคลำทางมาอีกด้านเงียบๆ มองปราดเดียวก็เห็นหญ้าสุสานทองที่มีใบสีทองดอกสีแดงอยู่ พอเห็นสมุนไพรทิพย์ต้นนั้น เขายกมุมปาก เดินเข้าไปขุดสมุนไพรทิพย์ออกมาจากในดินอย่างระมัดระวัง เก็บเข้าไปในแหวนมิติอย่างรวดเร็ว
“ใคร?” นางเอกคนที่สองเห็นสมุนไพรทิพย์หายไปโดยพลันก็ตวาดลั่น ยกมือขว้างอุปกรณ์อาคมชิ้นหนึ่งเข้ามา
บนร่างหลิ่วเทียนฉีแปะยันต์วายุไว้นานแล้ว พออุปกรณ์อาคมถูกขว้างเข้าใส่ เขาก็บินออกห่างไปหลายสิบเมตรแล้ว
“เปรี้ยง...” อุปกรณ์อาคมวาดเส้นโค้งเส้นหนึ่งกลางอากาศ ร่วงหล่นลงกับพื้น
“น่าชังนัก!” นางเอกคนที่สองเห็นสมุนไพรทิพย์ไร้ปีกแต่บินหายไปจึงโมโหอย่างยิ่ง หมดความคิดจะสู้กับนางเอกต่อทันที
เห็นนางเอกคนที่สองเก็บกระบวนท่าไป นางเอกลอบถอนหายใจอย่างโล่งอกทีหนึ่ง
“สมุนไพรทิพย์!” นางเอกเห็นสมุนไพรทิพย์ที่ตนลำบากลำบนตามหาพบกลับไม่อยู่แล้วเช่นนี้ ก็แสดงสีหน้าเสียดาย หากรู้มาก่อน ไยนางต้องมาสู้ใหญ่โตกับหลินเหยียนเหยียนเพื่อสมุนไพรทิพย์ต้นนี้ด้วยเล่า?
หลิ่วเทียนฉีก้มหน้า มองนางเอกทั้งสองคนที่อยู่เบื้องล่าง ยกมือโยนยันต์ะเิกำหนึ่งกับยันต์เรียกอสูรสองแผ่นออกมา จากนั้นจึงบินจากไป
“ตูม...”
ยันต์ะเิสิบแผ่นะเิพร้อมกัน เสียงระบิดชวนตะลึง แสงสีทองสองเส้นจมเข้าไปในร่างของสตรีทั้งสองนางอย่างเงียบเชียบท่ามกลางเสียงะเิ
“เ้าสารเลวน่าชัง!” นางเอกคนที่สองเขวี้ยงธงค่ายกลออกมา รีบตั้งเกราะป้องกันขวาง
“อ๊ะ เป็สหายผู้ฝึกตนคนนั้นหรือ?” นางเอกมุ่นหัวคิ้ว รีบโยนยันต์ป้องกันออกมาขวางอันตรายเช่นกัน
แม้พวกนางจะลงมือไวยิ่งนัก แต่ยังคงถูกปลายคลื่นของะเินำหายนะมาให้ ได้แผลต่างกันไป นางเอกคนที่สองเสื้อผ้าทั้งร่างถูกะเิขาดวิ่น บนแขนปรากฏาแเรียวเล็กหลายเส้น นางเอกอนาถยิ่งกว่า าแบนร่างมากกว่านางเอกคนที่สอง แต่โชคดีไม่าเ็ถึงชีวิต
“โชคร้ายนัก!” นางเอกคนที่สองตวัดตามองนางเอกทีหนึ่งแล้วหมุนตัวจากไป
นางเอกมองแผ่นหลังของนางที่จากไปแล้วขมวดคิ้ว เลือกอีกทิศทางหนึ่งจากไปทันที
.........
หนึ่งเดือนให้หลัง
เฉียวรุ่ยมองพระเอกที่ยังคงเกาะติดตน จับกลุ่มร่วมเดินทางเหมือนเดิมก็อับจนคำพูด ในใจคิด ‘เ้าหมอนี่หน้าหนาจริงนะ! ไล่อย่างไรก็ไม่ไปเสียที!’
“เฉียวรุ่ย เ้าร้ายกาจเอาเื่นะ ตลอดทางหาสมบัติพบไม่น้อยเชียว!” พระเอกมองเฉียวรุ่ยที่เดินอยู่ข้างกายพลางเอ่ยวาจากระชับมิตร
“เช่นกันนี่ โชคของท่านค่อนข้างดีเหมือนกันไม่ใช่หรือ?” พูดถึงตรงนี้ เฉียวรุ่ยก็ยกมุมปาก
ไม่ต้องพูดเื่อื่นใด จินเยี่ยนบอกว่าเ้าหมอนี่โชคดีเหนือฟ้า มันพูดไม่ผิดจริงๆ ตลอดทางมานี้ หลันอวี่ิหาสมบัติพบไปหกชิ้น นอกจากนี้ ล้วนเป็ของดีทั้งสิ้น มีสามชิ้นเป็อุปกรณ์อาคมยุคโบราณ อีกสามชิ้นเป็สมบัติวิเศษยกระดับพลังทิพย์ได้ ล้วนเป็ของหายากนักเชียว
แม้หลันอวี่ิจะหาพบหกชิ้น แต่ตนหาสมบัติพบสิบสามชิ้น หาพบมากกว่าเขา ทว่า ตนมีตาทิพย์หยั่งรู้ หาสมบัติพบได้ไม่แปลก แต่เ้าหมอนี่อาศัยความรู้สึกค้นหาสมบัติพบ นี่ช่างมหัศจรรย์ยิ่งนัก!
“เฉียวรุ่ย ที่จริงพวกเราร่วมงานกันได้นะ หลังจากนี้พวกเราหาสมบัติและจัดการสัตว์อสูรด้วยกันก็ได้!” พระเอกมองเฉียวรุ่ย ระบายยิ้มพลางเสนอ
“ไม่ล่ะ หาสมบัติด้วยกันแล้วจะแบ่งอย่างไรเล่า? คนหนึ่งเอาไปครึ่งหนึ่งหรือ?” เฉียวรุ่ยเบ้ปากไม่ตกลง
เขาไม่ใช่คนโง่เสียหน่อย ไม่มีทางตกหลุมพรางของอีกฝ่ายหรอก?
ได้ยินเข้า พระเอกก็เม้มปาก ทั้งสองคนอยู่ด้วยกันมาเกือบสองเดือน เดิมเขาคิดว่าหลังผ่านเวลาสองเดือนไป เฉียวรุ่ยคงเชื่อใจตน แต่เขากลับพบว่าเฉียวรุ่ยระแวงตนมากกว่าเดิม โดยเฉพาะเมื่อพูดถึงเื่ค้นหาสมบัติ ความรู้สึกกลับยิ่งฉับไวไปอีก
“เฉียวรุ่ย พวกเราเป็ศิษย์ร่วมสำนัก เ้าควรเชื่อข้า ข้าไม่มีทางทำร้ายเ้าหรอก!” พระเอกมองอีกฝ่ายอย่างจริงใจ รับประกันอย่างจริงจัง
“ฮ่าๆๆ ศิษย์ร่วมสำนัก? ศิษย์ร่วมสำนักเข่นฆ่ากันเองน้อยนักหรือ? นอกจากนี้ พวกเราสองคนไม่ได้มีมิตรไมตรีพอจะร่วมมือกันได้สักหน่อย?” เฉียวรุ่ยพูดอย่างไร้เยื่อใย
แม้ทั้งสองคนจะเดินทางร่วมกันมาสองเดือน แต่ในสองเดือนนี้ เฉียวรุ่ยไม่เคยเชื่อหลันอวี่ิ ส่วนหลันอวี่ิก็ไม่ได้ทำเื่อันใดที่จะทำให้เขาเชื่อใจได้เช่นกัน
“ได้ๆๆ ไม่พูดเื่ร่วมมือ! พูดเื่หาสมบัติเถอะ ข้ารู้สึกว่าเ้าร้ายกาจเอาเื่ หาสมบัติพบได้เร็วนัก!” พูดถึงตรงนี้ พระเอกก็หรี่ตาลง ไม่รู้เพราะอะไร เขามักรู้สึกว่าเฉียวรุ่ยมีความลับบางอย่างอยู่ มีวิธีค้นหาสมบัติอยู่หรือเปล่า ไม่เช่นนั้น ไม่มีทางหาสมบัติพบได้มากมายปานนั้นแน่
“ฮ่าๆๆ ก็พอใช้ ข้าแค่โชคดีเท่านั้น!” เฉียวรุ่ยยักไหล่บอกอย่างไม่เห็นเป็เื่สำคัญ
“อ้อ ที่แท้เป็เช่นนี้!” พระเอกพยักหน้ากลับ ไม่เชื่อคำพูด
ในอดีต เคยมีนักทำนายพยากรณ์ไว้ว่าพระเอกมีโชคดีเหนือฟ้า ภายหน้าจักทำเื่ยิ่งใหญ่สำเร็จ คำพยากรณ์นี้ เขาเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แต่โชคของเขาดีเป็เื่จริง
ั้แ่เล็กจนโต คนข้างกายเขาหรือคนที่เขารู้จัก ไม่มีใครสักคนโชคดีไปกว่าเขา ไม่เคยมีมาก่อนเลย แต่วันนี้ เฉียวรุ่ยกลับปรากฏขึ้นมา คนผู้นี้โชคดียิ่งกว่าเขาอีกหรือ? หรือมีความสามารถอื่นใด? เื่นี้เขาสงสัยยิ่งนัก
มาคิดดูแล้ว หลิ่วเทียนฉีกับเฉียวรุ่ย คนหนึ่งอายุยี่สิบห้าปี อีกคนอายุยี่สิบหกปี ยกระดับพลังมาถึงระดับสร้างรากฐาน่ปลาย เมื่อนึกถึงหลิ่วเทียนฉี บุรุษใจแคบที่ปกป้องเฉียวรุ่ยอย่างแ่ามาตลอดอีกครั้ง พระเอกกลับรู้สึกในทันทีว่าเขาต้องมีความลับบางอย่างที่ไม่อยากให้ผู้คนรู้เป็แน่
ได้ยินหลิ่วซานบอกว่าชาติกำเนิดของเฉียวรุ่ยต้อยต่ำอย่างที่สุด เดิมเป็เด็กกำพร้าคนหนึ่ง อายุไม่ถึงสิบขวบพ่อแม่บุญธรรมตาย เด็กน้อยอายุสิบขวบครึ่งตามพรานเฒ่าขึ้นเขาล่าสัตว์ด้วยกัน ว่าตามหลักแล้ว คนเช่นนี้ไม่ควรเป็คนที่โชคดีมากสิ?
ซานซานยังบอกอีกว่าหลิวเทียนฉีอายุสิบแปดปีได้ออกไปฝึกวิชา ออกไปครึ่งปีก็พาเฉียวรุ่ยกลับมาบ้าน แม้เฉียวรุ่ยมีบ้านว่างเปล่าจนมองเห็นเพียงกำแพง ไร้บิดาไร้มารดา ถูกคนในหมู่บ้านเล่าลือว่าเป็ดาวหายนะพิฆาตพ่อแม่ หลิ่วเทียนฉีก็ยังรั้น้าจะหมั้นหมายกับอีกฝ่าย ไม่จู้จี้ชาติกำเนิดกับการที่เขาเป็บุรุษสองเพศผู้มีความสามารถในการให้กำเนิดต่ำ
ไม่สนใจสักนิดเช่นนี้ ที่แท้เพราะรักเฉียวรุ่ยมากเกินไปหรือเพราะสาเหตุอื่นใดกันเล่า? หรือว่าเฉียวรุ่ยมีความสามารถพิเศษอันใดที่ผู้คนไม่รู้อยู่หรือ?
หลันอวี่ิพบว่า ยิ่งตนสงสัยใคร่รู้ในตัวเฉียวรุ่ยผู้ลึกลับคนนี้มากเท่าไร ยิ่งอยากได้คนที่เ็าประหนึ่งน้ำแข็ง ชอบกั้นคนออกห่างพันลี้คนนี้มากขึ้นทุกที!
