“โรงระบำพิรุณร่วงอย่างงั้นเหรอ?”
“น่าสนใจแฮะ”
ท่ามกลางเสียงพูดคุยและเสียงหัวเราะของผู้คน จิ้งหยวนที่เงยหน้าขึ้นแล้วมองไปยังแผ่นป้ายที่อยู่ด้านหน้าของอาคาร ถึงจะเป็ภาษาอักษรเก่าที่ต่างออกไปจากโลกอีกใบ แต่เขาที่มีความจำของเ้าของร่างเดิม ภาษาของโลกนี้จึงอ่านออกเขียนได้ราวกับว่าเขาเกิดและเติบโตอยู่ที่นี้มาก่อน
“หลีกทาง”
“หลีกทาง”
“นี่คือกองทัพที่ 3”
“ผู้ใดไม่เกี่ยวให้ถอยออกจากที่นี่”
“...”
จิ้งหยวนหยุดดูการแสดงของโรงระบำเพียงแค่ชั่วครู่เท่านั้น แต่ก่อนที่เขาจะได้เดินจากไปเพื่อสำรวจการค้าในเขตถนนอื่น ทันใดนั้นก็มีเสียงดังขึ้นพร้อมๆ กับการปรากฏของทหารหลายร้อย ทุกคนถือและมีหอกยาวทรงง่ามเป็อาวุธ วิ่งตรงไปตามถนนแล้วเข้ามาล้อมโรงระบำจนทำเอาชาวบ้านและแขกทุกคนใ
“ทหาร?”
“เกิดอะไรขึ้น?”
“มีผู้ก่อการร้ายหรือนักโทษในอาคารงั้นเหรอ?”
“...”
จิ้งหยวนที่จะจากไปก็หยุดเท้าดูเหตุการณ์ที่น่าสนใจเบื้องหน้า ก่อนที่ระหว่างแถวของทหารที่เบี่ยงตัวสร้างเส้นทาง จะปรากฏชายเคราดำสั้นรอบหน้าอายุ 40 ปีกว่าๆ สวมชุดเกราะเต็มยศควบม้าเข้ามา ก่อนที่เขาจะถอดหมวกเหล็กแล้วะโลงจากหลังม้า ส่งสายจูงให้ผู้ใต้บัญชา แล้ววิ่งเข้าไปข้างในโดยไม่พูดหรือถ่ายทอดคำสั่งลุยเดี่ยวด้วยตัวเอง
“เ้าตายยยย!!!”
“กรี๊ดดดดด”
“หนีเร็วเข้า”
“...”
ชั่วขณะหนึ่ง ภายในโรงระบำก็เกิดเสียงกรีดร้องออกมาพร้อมกับผู้คนมากมายที่วิ่งออกจากตึก ทุกคนรีบร้อนจนเสื้อผ้าหลุดลุ่ยแทบจะไม่มีเวลาให้ใส่
คนโดยรอบในเหตุการณ์ต่างก็พากันคาดเดาไปต่างๆ นานา และเสียงส่วนใหญ่ก็เห็นพ้องเป็แนวเดียวกันว่า ทหารมียศคนนั้น คงบุกเข้าไปเพื่อตามลูกหลานจอมเสเพลของตัวเองที่ไม่ค่อยจะทำตัวเป็ผู้เป็คน
ซึ่งมันก็เป็อย่างที่คนในละเเวกนั้นคิด เพราะแทบจะในเวลาเดียวกันที่ผู้คนในอาคารส่งเสียงร้อง ก็ได้มีชายหนุ่มวัย 18-19 ปีคนหนึ่งที่ดูเหมือนจะมีพิรุธ พยายามมองไปทางซ้ายและขวาสลับไปมา ราวกับว่ากำลังมองหาทางหนีทีไล่ที่ปลอดภัยไว้ซ่อนตัว
จนไม่รู้ว่าจิ้งหยวนคิดไปเองหรือเปล่า เมื่ออยู่ๆ เขาก็พบว่าชายหนุ่มคนนั้นหยุดมองมาที่เขาด้วยดวงตาที่เบิกกว้าง ราวกับว่าอีกฝ่ายพบเจอแสงสว่างที่น่าจะช่วยชีวิตดวงน้อยๆ ของเขาได้
“ท่านโหว ช่วยข้าด้วยยยยย!!...”
“...”
โป๊ะเชะ!!
แม่นยิ่งกว่าถูกหวย เพราะทันทีที่ชายหนุ่มคนนั้นเห็นจิ้งหยวนยืนอยู่ด้านตรงกันข้ามของถนน สิ้นเสียงะโเขาก็วิ่งแจ้นเข้ามาหา จนแม้แต่จิ้งหยวนเองก็ยังใตั้งตัวไม่ทัน
จิ้งหยวนอยากหนีจากสถานการณ์ดังกล่าวเตรียมหันหลังจะเดินหนี แต่ชายหนุ่มคนนั้นก็ยังวิ่งมาดักด้านหน้าได้ในชั่วพริบตา พร้อมๆ กับจับไหล่ของจิ้งหยวนหมุดตัวแล้วหลบอยู่แผ่นหลัง ราวกับจิ้งหยวนคือยันต์ใบสุดท้ายที่น่าจะช่วยต่อชีวิตของเขาได้
“ฮัวเหลียง เ้าไม่เคยมาสถานที่เช่นนี้ในวันธรรมดา ทำไมวันนี้เ้าถึงมีอารมณ์แปลก หาญกล้าพาขุนพลเฒ่าเข้าไปเที่ยวในสถานที่เช่นนั้นได้?”
ใช่แล้ว หลังจากที่ทบทวนดูดีๆ ชายหนุ่มที่ตัวสั่นและหลบอยู่แผ่นหลังในเวลานี้ อีกฝ่ายก็เป็ใครไปไม่ได้นอกจาก “ฮัวเหลียง” สหายไม่ได้เื่อีกคนของจิ้งหยวนคนก่อน ที่ชอบจะหาเื่อะไรบางอย่างใส่ตัวเป็ชีวิตประจำวัน
“ก็ไอ้หยานเอี้ยนตัวเหม็นนะสิพี่ใหญ่ มันผู้นั้นบอกว่าจะเชิญข้ามาดื่มฉลองหลังจากที่ข้าออกมาจากค่ายฝึก”
“ที่ไหนได้ มันกลับพาข้ามายัง..เหว่อ!!..ตาแก่คนนั้นเดินมาทางนี่แล้ว ช่วยเอาตำแหน่งของท่านมาบังตัวข้าที ขอร้องละ”
“...”
ในขณะที่ฮัวเหลียงกำลังพูด ทันใดนั้นเขาก็ตื่นตระหนก เมื่อหางตาเหลือบไปเห็นชายชราออกมาจากอาคาร เดินปรี่เข้ามายังจุดที่คนทั้งคู่ยืนคุย
“หืม..เ้าหายดีแล้วรึจิ้งหยวน?”
“ข้าได้ยินว่าวันก่อนเ้าพบเจอกับเหตุไม่ดีบางอย่าง”
เมื่ออีกฝ่ายเห็นว่าเป็จิ้งหยวนที่ยืนอยู่ด้านหน้า ชายชราก็ค่อนข้างแปลกใจเล็กน้อยกับการแต่งตัวของจิ้งหยวน
ในอดีต เขาไม่เคยเห็นเด็กคนนี้แต่งตัวเรียบง่าย หากไม่มีเครื่องประดับก็แทบจะไม่ออกจากจวน แต่ตอนนี้เขาหวีผมจัดทรงสะอาดตา แถมท่าทางในตอนนี้ แม้ชายชราจะยืนอยู่ต่อหน้า เขาก็ยังสงบนิ่งเหมือนผู้ใหญ่คนหนึ่งที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
“คำนับท่านลุงฮัว!”
“ข้าอาการดีขึ้นแล้วขอรับ วันนี้จึงอยากออกมาสูดอากาศที่ด้านนอกสักหน่อย”
คราแรกจิ้งหยวนเองก็จำชายชราไม่ได้เช่นกัน แต่พออีกฝ่ายถอดหมวกเหล็กออกแล้ววิ่งเข้าไปในโรงระบำ เขาก็เริ่มจำได้ทันที ว่าคนๆ นี้คือ “ฮัวเหยาจิน” หนึ่งในสามขุนพลเสือผู้ยิ่งใหญ่ของอาณาจักรต้าชวี บิดาแท้ๆ ของฮัวเหลียงที่ยืนตัวสั่นอยู่ข้างหลัง
“เ้าต่างออกไปจากเดิมนะ” ขุนพลฮัวขมวดคิ้วและพูดสิ่งที่เขาคิด ด้วยนิสัยตรงๆ ทำอะไรห่ามๆ ถึงจะขวานผ่าซากแต่ก็เป็คนดีที่ตรงไปตรงมา
“ข้าขอถือว่าเป็คำชมจากท่านละกัน” จิ้งหยวนยกมือป้องหมัด และเมื่อมองไปที่กล้ามใหญ่เป็มัดๆ ตัวสูงเกือบสองเมตรจนต้องเงยหน้าพูดคุย เขาก็นึกไม่ออกว่าสองคนนี้ใช่พ่อลูกกันจริงๆ หรือเปล่า บิดาเป็คนตรงแต่บุตรเป็คนซื่อ ผลลัพธ์นี้แม้แต่จิ้งหยวนที่มาจากอนาคต ก็นึกไม่ออกเลยว่าฮัวเหลียงหลุดคิวซีมาได้ยังไง
“เ้าบุตรสารเลว ขอข้าดูหน่อยซิว่าเ้าจะไปหลบที่ใดได้อีก!” ฮัวเหยาจินเป็ที่รู้จักกันดีในแผ่นดิน ว่าเขาเป็คนอารมณ์ร้อนและเถรตรงสุดๆ หลังเขาทักทายจิ้งหยวนแล้วเหลือบมองบุตรชายสารเลว เขาก็ชักดาบเหล็กข้างเอวแล้วเหวี่ยงไปหาฮัวเหลียงทันที
“ช่วยด้วย!” ฮัวเหลียงที่เห็นท่าไม่ดีก็จับไหล่จิ้งหยวนไว้แน่น จนทำเอาหางคิ้วของขุนพลชรากระตุก ไม่คิดว่าบุตรของเขาจะรู้จุดอ่อนของตัวเอง
จิ้งหยวนเป็โหวที่ขุนพลอย่างเขารังแกไม่ได้ อีกอย่างเมื่อเห็นจิ้งหยวนดูเป็ผู้ใหญ่ เงาที่ซ่อนทับกับจิ้งเหวิ่นผู้เป็บิดา ก็ทำให้ฮัวเหยาจินหวนคิดถึงใน่ที่บิดาจิ้งหยวนสอนวิชาดาบ จนอาวุธในมือที่สับลงมาด้วยแรงจะหยุดค้าง ปรากฏแววตาเศร้าสร้อยที่เื่ราวในอดีตผุดขึ้นชวนให้นึกถึง
“ท่านลุง ถ้าท่านฟันเขาด้วยดาบ ชีวิตน้อยๆ ของฮัวเหลียงก็คงไม่รอด ฮัวเหลียงก็แค่ถูกชักจูงโดยหยานเอี้ยนเท่านั้น นี่มิใช่ความตั้งใจแรกของเขา โปรดใจเย็นและวางดาบในมือก่อนเถิด”
แม้ว่าฮัวเหยาจินป็นขุนพลทหาร แต่เขาก็เป็คนฉลาดเข้าใจสิ่งที่จิ้งหยวนจะสื่อ
เขาเป็ถึงสามขุนพลใหญ่ การสร้างเื่ใจกลางเมืองโดยที่ไม่เกี่ยวกับการทหารหรือา ก็อาจจะเป็ช่องโหว่ให้ขุนนางฝ่ายซ้ายที่ไม่ค่อยจะถูกกันนำเื่นี้ยกขึ้นพูดและฟ้องที่ท้องพระโรงได้ ซึ่งเป็อะไรที่เสียเวลาและเขาก็ไม่อยากจะเจอ
“หืมมม”
“เนื่องจากมันเป็คำขอ วันนี้ชายชราจะไว้ชีวิตเ้าสักคราหนึ่ง แต่คราวหน้าถ้ายังเกิดเื่เช่นนี้อีก ต่อให้เ้าเป็บุตรชายเพียงคนเดียวของข้า สาบานได้ว่าชายชราจะตัดขาของเ้าทิ้งแล้วโยนให้หมาแดก”
“...”
“...”
หลังจากทิ้งคำพูดส่งท้าย ฮัวเหยาจินก็พากลุ่มทหารม้าของเขาจากไป ทำเอาฮัวเหลียงถอนหายใจออกด้วยความโล่งอก แต่กระนั้นเขาก็ยังไม่เลิกกระวนกระวาย รีบพูดบางอย่างออกมาเพื่อหวังจะให้จิ้งหยวนไปช่วยดู
“พี่ใหญ่ รีบไปช่วยผู้คนเร็วเข้า!!”
“ช่วย?”
“ช่วยผู้ใด?” จิ้งหยวนที่ได้ยินก็ถามออกมาอย่างสงสัย
“ก็หยานเอี้ยนไง เขาน่าจะถูกบิดาของข้าทุบตีอยู่ข้างในเป็แน่ รีบเข้าไปดูกันเถอะ ว่าตอนนี้เขาตายไปแล้วหรือเปล่า?”
“...”
คำพูดของฮัวเหลียงก็ทำเอาจิ้งหยวนตะลึง ฮัวเหลียงไม่ใช่สหายจอมเสเพลของเขาเพียงคนเดียว แต่ยังมีหยานเอี้ยนอีกคนที่เขาเคยยืนฟังเื่นินทาลับหลังเมื่อไม่กี่นาทีก่อน
“โห”
“บิดาเ้าช่างเหี้ยมนัก”
“ไม่คิดว่าจะสามารถเปลี่ยนคนผู้หนึ่งให้กลายเป็หมูได้”
เมื่อทั้งสองเดินเข้าไปในที่เกิดเหตุ ภายในข้าวของทุกอย่างต่างล้มระเนระนาด จนเมื่อมาถึงห้องดังกล่าว จิ้งหยวนก็ใที่พบเข้ากับใครสักคนที่นอนหมดสติอยู่
ครึ่งร่างเป็คนส่วนใบหน้านั้นบวมเป็หมู หากไม่รู้ว่าถูกขุนพลฮัวเหยาจินอัดมาก่อน เขาก็เกือบจะเข้าใจไปแล้วว่าคนที่นอนอยู่นี้คืออสูรหมู ตือโป๊ยก่าย
“มองทำไม”
“ข้าไม่แบกมันผู้นี้ขึ้นหลังหรอกนะ”
“ไปเรียกคนใช้ตระกูลหยานเพื่อพาเขาไปหาหมอสิ”
“...”
จิ้งหยวนเหลือกตามองบนแล้วพูดขึ้น เขายังมีแผลที่ศีรษะ แต่ฮัวเหลียงก็เอาแต่ยืนนิ่งสมกับที่เป็คนซื่อ ก่อนที่ในเวลาไม่นาน คนใช้สกุลหยางที่ถูกเรียกตัวมา จะพาคุณชายหยางของพวกเขากลับไปรักษาตัว
