ตอนที่คนทั้งสองกำลังสนทนากัน ด้านนอกก็มีเสียงนางกำนัลดังขึ้น “คารวะองค์ชายสาม”
“เปิ่นหวางจื่อ [1] ได้ยินว่าพี่สะใภ้รองเข้าวังมา จึงตั้งใจแวะมาทักทาย” องค์ชายสามม่อเสวียนเช่อพูดพลางผลักเปิดประตูตำหนักคุนิแล้วเดินเข้ามา
เมื่อเขาเห็นเยว่เฟิงเกอ บนใบหน้าพลันปรากฏรอยยิ้มทันที
เขารู้ว่าเยว่เฟิงเกอไม่มีทางผิดต่อคำสัญญาแน่ ในเมื่อนางบอกว่าจะรักษาให้เสด็จแม่ นางก็ต้องมาอย่างแน่นอน
เมื่อครู่เพียงเขาเห็นม่อหลิงหานก็พอจะเดาได้ว่า เยว่เฟิงเกอเองก็คงจะมาแล้ว คิดไม่ถึงนางจะมาที่ตำหนักคุนิจริงๆ
“พี่สะใภ้รอง” ม่อเสวียนเช่อส่งยิ้มเผยฟันขาวสะอาดให้เยว่เฟิงเกอได้เห็น
“คารวะองค์ชายสาม” เยว่เฟิงเกอลุกขึ้น แสดงท่าทีเคารพนบนอบต่อม่อเสวียนเช่อ
ม่อเสวียนเช่อเดินก้าวยาวๆ เข้ามา ก็เห็นว่าสีหน้าฮองเฮาไม่ซีดขาวเหมือนก่อนแล้ว และเริ่มดูดีขึ้นเล็กน้อย
ฮองเฮาเห็นว่าม่อเสวียนเช่อมาแล้วก็ยิ้ม กวักมือไปทางเขา
ม่อเสวียนเช่อรีบนั่งลงข้างเตียง จับมือฮองเฮาไว้ ก่อนจะเห็นว่าภาชนะที่วางอยู่ด้านข้างเต็มไปด้วยเืสีดำกองใหญ่ เขาขมวดคิ้วทันที
“เืเหล่านี้คือ? ” ม่อเสวียนเช่อกลับมามองเยว่เฟิงเกอ
เยว่เฟิงเกอกล่าวตอบ “เหล่านี้คือเืพิษที่ฮองเฮาสำรอกออกมา เมื่อเืพิษเหล่านี้ออกมาแล้ว แน่นอนว่าพิษในร่างกายของฮองเฮาย่อมจะถูกขจัดไปด้วย”
ม่อเสวียนเช่อส่งรอยยิ้มขอบคุณให้เยว่เฟิงเกอแล้วจึงหันศีรษะกลับไปหาฮองเฮา “เสด็จแม่ ตอนนี้ทรงรู้สึกเช่นไร ดีขึ้นบ้างหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ? ”
ฮองเฮาตบหลังมือม่อเสวียนเช่อเบาๆ กล่าวเสียงเบาว่า “ร่างกายของแม่ไม่เป็ไรมากแล้ว เช่อเอ๋อร์ไม่ต้องกังวลไป”
ม่อเสวียนเช่อได้ฟังคำของฮองเฮา ในที่สุดก็เบาใจลงไปมาก
เยว่เฟิงเกอคิดว่านางถอนพิษให้ฮองเฮาเรียบร้อยแล้ว ที่นี่ก็คงไม่มีเื่อะไรให้นางต้องทำอีก จึงยืนขึ้นเตรียมทูลลา
ทว่า ในตอนนี้เองเสียงแจ้งเตือนวีแชทในโทรศัพท์ของนางก็บังเอิญส่งเสียงดัง
เมื่อฮองเฮาได้ยินเสียงนี้ก็ชะงักไปทันที นางมองเยว่เฟิงเกอตาไม่กะพริบ เห็นว่าอีกฝ่ายกำลังหัวเราะแห้งๆ ไปสองเสียง “ฮองเฮาเพคะ ที่นี่ไม่มีเื่อะไรให้หม่อมฉันทำแล้ว หม่อมฉันขอทูลลาเพคะ”
เยว่เฟิงเกอพูดออกมาราวกับเมื่อครู่ตัวนางไม่ได้ยินเสียงอะไร ถอยหลังไปสองสามก้าวก็หมุนกายเตรียมจากไป
จู่ๆ ฮองเฮาก็เอ่ยปากรั้ง “ช้าก่อน”
เยว่เฟิงเกอใจเต้น รีบหยุดฝีเท้า
ตอนที่นางกำลังคิดว่าควรจะทำอย่างไรต่อไปดี ก็ได้ยินเสียงฮองเฮาออกปากถามตามตรง “เมื่อครู่เสียงอะไรหรือพระชายา ใช่เสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์หรือไม่? ”
ชั่วขณะที่ฮองเฮาพูดคำว่าเสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์ เยว่เฟิงเกอก็คล้ายได้ยินเสียงจาก์ หัวใจเต้นแรงอีกครั้ง
นางค่อยๆ หันกลับไปมองฮองเฮาด้วยดวงตาที่แฝงแววตื่นตะลึง
“เมื่อครู่ฮองเฮาตรัสว่าอะไรนะเพคะ? ” นางไม่ได้ฟังผิดกระมัง? เมื่อครู่ฮองเฮาเอ่ยถึงเสียงแจ้งเตือนโทรศัพท์?
ฮองเฮาเห็นว่าเยว่เฟิงเกอมีสีหน้าตื่นตะลึง นางทึกทักไปว่าตนคงจะกล่าวผิดไป ในโลกใบนี้จะมีคนที่ย้อนเวลากลับมาเช่นนางได้อย่างไร
คิดถึงตรงนี้ ฮองเฮาก็ยิ้มน้อยๆ กล่าวว่า “ไม่มีอะไร อาจเป็ข้าที่ฟังผิดไป ไม่มีทางเป็เสียงแจ้งเตือนโทรศัพท์ไปได้หรอก”
เมื่อเยว่เฟิงเกอได้ยินคำว่าเสียงแจ้งเตือนโทรศัพท์อีกครั้ง นางก็แน่ใจแล้วว่าตนไม่ได้ฟังผิดไป ไม่ได้ฟังผิดไปจริงๆ
ในขณะเดียวกับที่กำลังตกตะลึงนั้น ใบหน้าของเยว่เฟิงเกอก็ปรากฏรอยยิ้มกว้าง
ในเมื่อฮองเฮาพูดคำว่าเสียงแจ้งเตือนโทรศัพท์ออกมาได้ ก็มีความเป็ไปได้มากว่าฮองเฮาจะเป็คนที่ย้อนเวลามาจากศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด
เยว่เฟิงเกอตื่นเต้นเหลือเกิน นางถามด้วยความตื่นตระหนก “ฮองเฮาทรงรู้จักโทรศัพท์ด้วยหรือเพคะ? ”
ฮองเฮาเบิกตากว้างยิ่งกว่าเดิม
“พระชายาเองก็รู้จักโทรศัพท์? ”
เยว่เฟิงเกอไม่รู้แล้วว่าควรจะกล่าวอะไรดี จู่ๆ นางก็รู้สึกราวกับได้พบคนที่มาจากบ้านเดียวกันอย่างไรอย่างนั้น นางเดินก้าวยาวๆ เข้าไป กล่าวขึ้นอย่างไม่ค่อยมั่นใจนัก “าา์เหนือกว่าพยัคฆ์ประจำถิ่น...”
“ผู้ถือเจดีย์สะกดปีศาจแห่งหนองน้ำ [2] ” ฮองเฮาพูดต่อประโยคถัดไปอย่างรวดเร็ว
ตอนนี้เยว่เฟิงเกอแน่ใจแล้วว่าฮองเฮาเป็ผู้ที่มาจากศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด เป็ผู้ที่ย้อนเวลามาเกิดใหม่เช่นเดียวกับนาง
“ฮองเฮา!” เยว่เฟิงเกอเข้าไปสวมกอดฮองเฮาด้วยใจที่ตื่นเต้น
ตอนนี้เองฮองเฮาถึงได้รู้ว่าแม่นางน้อยตรงหน้าเองก็ย้อนเวลากลับมาเช่นกัน
คนทั้งสองคิดไม่ถึงว่าในสถานที่เช่นนี้จะได้พบคนที่มาจากศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดเหมือนกันได้ พวกนางต่างแย้มยิ้มให้กันและกันอย่างตื่นเต้น ผ่านไปครู่หนึ่งก็พากันร้องไห้
เยว่เฟิงเกอดีใจจนอยากตายแล้ว ตอนนี้นางรู้สึกโชคดีจริงๆ ที่วันนี้นำโทรศัพท์เข้าวังมาด้วย ไม่เช่นนั้นนางเองก็คงไม่รู้ว่าฮองเฮาเองก็เป็เหมือนนาง เป็คนที่ ‘จากบ้านมาไกล’
แต่ขณะเดียวกับที่ตื่นเต้นดีใจ นางเองก็ทุกข์ใจด้วย
ถึงแม้นางและฮองเฮาต่างก็ย้อนเวลากลับมาเกิดใหม่ แต่ชะตากรรมของพวกนางได้ถูกกำหนดไว้แล้วว่า กลับไปไม่ได้
ทว่า ท่าทางของคนทั้งสองในตอนนี้ ทำให้ม่อเสวียนเช่อที่นั่งอยู่ด้านข้างตกตะลึงสุดขีด
“รอเดี๋ยว เสด็จแม่ พี่สะใภ้รอง พวกท่านเป็อะไรไป เหตุใดจึงคล้ายคนที่ไม่ได้พบกันมาเนิ่นนานอย่างไรอย่างนั้น? อีกทั้ง เมื่อครู่พวกท่านพูดถึงโทรศัพท์ มันคือสิ่งใด? ” ในที่สุดม่อเสวียนเช่อก็ทนมองต่อไปไม่ได้อีก เมื่อดึงสติกลับมาได้ก็รีบร้อนถามออกมาทันที
เมื่อครู่ฮองเฮาและเยว่เฟิงเกอตื่นเต้นกันเกินไปจนหลงลืมไปว่าองค์ชายสามเองก็ยังอยู่ที่นี่ด้วย
เมื่อคนทั้งสองได้ฟังสิ่งที่เขาพูดก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ พวกนางเช็ดน้ำตาบนใบหน้าแล้วถึงได้หันไปมองม่อเสวียนเช่อ
ในฐานะมารดาของม่อเสวียนเช่อ ฮองเฮาจึงไม่อยากปิดบัง นางบอกม่อเสวียนเช่อว่า ทั้งตัวนางและเยว่เฟิงเกอต่างก็ไม่ใช่คนของโลกนี้ แต่มาจากศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด
“ศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดเป็อย่างไร? ” เมื่อม่อเสวียนเช่อได้ยินเช่นนั้น นอกจากจะใแล้ว ยังสงสัยใคร่รู้ถึงสถานที่แห่งนั้น
ฮองเฮาบอกม่อเสวียนเช่อว่า ในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด รายทางต่างเต็มไปด้วยตึกสูงระฟ้า ส่วนผู้คนก็ไม่ได้สัญจรด้วยรถม้า แต่เป็รถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าและน้ำมัน ในมือของทุกคนต่างมีโทรศัพท์คนละเครื่อง โทรศัพท์นี้สามารถใช้ติดต่อหรือส่งข้อความหาคนอื่นได้
ไม่เหมือนที่นี่ที่มีเื่อะไรจะบอกกล่าวที ก็ต้องให้นกพิราบช่วยส่งสารให้ ไม่ก็ให้คนวิ่งนำสารไปส่ง
ม่อเสวียนเช่อฟังคำบรรยายเ่าั้ของฮองเฮาจนอึ้งงันไปอีกครั้ง ถึงแม้เขาจะไม่รู้ว่ารถยนต์และโทรศัพท์คืออะไร แต่กลับเริ่มมีความคิดเอนเอียงอยากจะเห็นโลกในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดขึ้นมาแล้ว
เยว่เฟิงเกอได้ฟังคำบรรยายของฮองเฮาก็เริ่มหวนนึกถึงบ้านในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดของนาง จากนั้นหยิบโทรศัพท์ของตนออกมาแล้วส่งให้ฮองเฮา
ฮองเฮาลูบโทรศัพท์เครื่องนั้น น้ำตาคลอหน่วย
นางไม่ได้เห็นโทรศัพท์มาสิบกว่าปีแล้ว ในโลกยุคโบราณนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างต่างทอดจังหวะให้ช้าลงไปหมด เดิมทีตอนอยู่ในยุคปัจจุบัน นางเคยเป็ถึงผู้บริหารหญิงของบริษัทแห่งหนึ่งที่ทำอะไรเด็ดขาดว่องไว แต่เพราะอุบัติเหตุทางรถยนต์ได้คร่าชีวิตนางไป ทำให้นางย้อนเวลากลับมาเกิดใหม่ที่นี่ เข้ามาอยู่ในร่างนี้
ตอนนั้นนางไม่ได้รับความโปรดปรานจากฮ่องเต้ จึงได้ค่อยๆ ฝากรอยเท้าตนไว้ในวังหลังแห่งนี้ทีละก้าวทีละก้าว และรบรากับนางสนมคนอื่นๆ ในวังหลัง สุดท้ายก็ได้รับความรักจากฮ่องเต้ ได้กลายเป็ฮองเฮา
ถึงแม้จะได้เป็ฮองเฮาแล้ว แต่นางก็ยังคิดถึงวิถีชีวิตในโลกยุคปัจจุบัน
การต้องมีชีวิตอยู่โดยไม่มีโทรศัพท์มือถือ ทำให้มีอยู่่หนึ่งที่นางไม่รู้ควรจะทำสิ่งใดดี แต่โชคยังดีที่ในวังหลังนี้ไม่เดียวดายนัก นางจำต้องรบรากับสนมคนนั้นคนนี้บ่อยๆ อย่างน้อยความวุ่นวายนี้ก็ทำให้นางได้รู้สึกสนุกบ้าง
นางรู้สึกว่าวังหลวงแห่งนี้ก็เหมือนกับบริษัทของนาง เป็สถานที่ที่จำเป็ต้องใช้สมองถึงจะอยู่ต่อไปได้
เมื่อเยว่เฟิงเกอได้ฟังเื่ราวจากฮองเฮาแล้ว นางก็อดไม่ได้ให้รู้สึกนับถือฮองเฮาผู้นี้ยิ่งนัก
หากเป็นางที่ย้อนเวลามาอยู่ในวังหลวงแห่งนี้ ตัวนางคงไม่ว่างไปรบรากับสนมนางในที่ไหน
เพียงเพื่อชายที่ไม่เคยเป็ของเราผู้เดียวอย่างแท้จริง การต้องไปยื้อแย่งกับสตรีคนอื่นนั้น เหนื่อยจะตาย
ไม่ต้องพูดถึงในวังหลวงหรอก เอาแค่ในจวนจั้นอ๋องที่นางและฉินหว่านต้องต่อกรกันไปมา นางยังไม่รู้สึกว่าน่าสนุกตรงไหน
หากไม่ใช่เพราะจะได้รับมูลค่าการซื้อที่มากขึ้น นางคงไม่คิดสนใจฉินหว่านด้วยซ้ำ
————————————————————————————————
เชิงอรรถ
[1] เปิ่นหวางจื่อ(本皇子)แปลว่าตัวข้าผู้เป็องค์ชาย
[2] าา์เหนือกว่าพยัคฆ์ประจำถิ่น ผู้ถือเจดีย์สะกดปีศาจแห่งหนองน้ำ(天王盖地虎,宝塔镇河妖)เป็ประโยคที่มีที่มามาจากนวนิยายเื่ยาวของจีน หลินไห่เสวี่ยหยวน《林海雪原》หรือ tracks in the snowy forest เื่ราวเกี่ยวกับการปราบปรามโจรแห่งดินแดนตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมีพื้นหลังอยู่ใน่าปลดแอก่ต้น ซึ่งประโยคที่ว่า าา์เหนือกว่าพยัคฆ์ประจำถิ่น ผู้ถือเจดีย์สะกดปีศาจแห่งหนองน้ำ มีความหมายว่า เ้าเป็แค่พยัคฆ์บนดิน ข้าเป็าาบน์ ข้าอยู่เหนือกว่าเ้า ข้าเป็โลกบาลหลี่ผู้ถือเจดีย์สะกดปีศาจน้อยในหนองน้ำอย่างเ้า