ฟางซิ่นเดิมทีได้รับปากท่านอาจารย์ว่าจะพาท่านไปเดินเล่นในวันนี้ แต่พอเดินไปได้ครึ่งทาง กลับถูกกงจื้อิเรียกเข้าไปในวังหลวง ท่านผู้าุโจึงถูกทิ้งไว้ที่ถนนและรู้สึกไม่พอใจอย่างมาก
ฟางซิ่นจึงรีบยิ้มและพูดว่า “ท่านผู้าุโพูดถูกแล้ว อาหารในจวนท่านอัครมหาเสนาบดีถึงจะเป็ของหายากจากูเาและทะเล ก็ไม่สู้กับกับข้าวธรรมดาๆ บนโต๊ะของพวกเรา ท่านผู้าุโโชคดีที่มีน้องบุญธรรมและอันเกอเอ๋อร์คอยกตัญญู แต่ข้าสิน่าสงสารต้องมาคอยอาศัยกินข้าวที่นี่”
หากจะพูดว่าคนแก่ทั่วหล้านั้นมีนิสัยเหมือนกันหมด ขอแค่ได้ยินคนอื่นชมลูกหลาน ก็สามารถเปลี่ยนจากสิงโตดุร้ายกลายเป็แกะเชื่องได้ทันที
เป็อย่างที่คาดเอาไว้ท่านผู้าุโเหว่ยยิ้มอย่างภาคภูมิใจเมื่อได้ยินฟางซิ่นพูดแบบนี้ เขาโบกมือและพูดอย่างใจกว้างว่า “เ้าไม่ต้องแสร้งทำตัวน่าสงสารเลย ต่อไปอยากมาก็มาเถอะ ไม่ได้ลำบากอะไร ก็แค่เ้ามากินข้าวอีกคนหนึ่ง”
“ขอบคุณท่านผู้าุโ”
ฟางซิ่นยิ้มแย้มและคารวะ โดยไม่ถือสาหาความเลยแม้แต่น้อย ทำให้ทุกคนที่อยู่รอบโต๊ะต่างก็หัวเราะออกมา
ติงเหว่ยที่กำลังตักน้ำแกงอยู่ เมื่อเห็นท่าทางหัวเราะเล่นๆ ของเขาแบบนี้ก็นึกถึงเื่เก่าๆ ที่แม่นมกู่เล่าให้ฟังในตอนกลางวัน นางรู้สึกเ็ปในใจเล็กน้อย จึงเดินไปวางชามน้ำแกงลงตรงหน้าพี่บุญธรรมของนางและพูดด้วยรอยยิ้มว่า “พี่ใหญ่ วันนี้ข้าได้รับบัตรเชิญจากจวนของท่านด้วย ฟางฮูหยินจะจัดงานชุมนุมบทกวี ข้าแต่งบทกวีไม่เป็เกรงว่าพอถึงตอนนั้นคงจะต้องขายหน้าจริงๆ”
กงจื้อิเพิ่งจะได้ยินเื่นี้หลังจากที่ยุ่งมาทั้งวัน จึงหันไปมองทางฟางซิ่น
ฟางซิ่นที่กำลังต่อสู้กับลูกชิ้นอยู่ จึงตอบไปอย่างอู้อี้ว่า “ใครจะรู้ว่าฮูหยินใหญ่จะมีอารมณ์แบบนี้เมื่อไร เมื่อคืนบอกว่าสวนหลังบ้านหญ้าเริ่มเขียวแล้ว ฤดูใบไม้ผลิก็มาถึงแล้ว อยากจะเชิญบรรดาสตรีทั้งหลายมารวมตัวกันที่บ้าน และยังตั้งโต๊ะที่ลานหน้าให้ข้าเชิญเหล่าสหายมารวมตัวกันด้วย”
ติงเหว่ยได้ยินว่าฟางฮูหยินจัดงานเช่นนี้ ก็เข้าใจไปว่านางตั้งใจจะหาภรรยาให้ลูกเลี้ยงจึงรู้สึกเป็กังวลแทนฉู่ชีซี
“พี่ใหญ่ ท่านไม่ได้พูดเื่ของแม่นางฉู่ให้ท่านเสนาบดีฟังแล้วหรือ? ท่านแม่ทัพาุโฉู่ไม่ใช่บอกว่าจะคุยเื่การแต่งงานกับท่านอัครมหาเสนาบดีทันทีที่มาถึงเมืองหลวงหรือ?”
ฟางซิ่นชะงักไปชั่วขณะ เขาเดาว่านางคงเข้าใจผิดไปไกลแล้ว จึงรีบส่ายมือพลางพูดว่า “ไม่ใช่ เื่นั้นหารือกันไปนานแล้ว งานชุมนุมบทกวีครั้งนี้…ก็คืองานชุมนุมบทกวี”
ติงเหว่ยได้ยินดังนั้นก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก เมื่อเห็นหูของเขาที่แดงเล็กน้อยก็ยิ่งสบายใจ นางจึงยิ้มและเดินไปอุ้มลูกชายตัวอ้วนขึ้นมา ปล่อยให้ท่านอาจารย์ที่กำลังร้อนใจแย่งลูกชิ้นกับลุงอวิ๋นได้พักบ้าง
แต่แววตาของกงจื้อิกลับแสดงออกมาอย่างชัดเจน เขายกมือขึ้นชนแก้วกับสหายสนิทที่คบกันมานานพร้อมพูดเบาๆ ว่า “ขอบใจมาก”
ฟางซิ่นไม่รอช้าที่จะกลอกตาพร้อมส่งเสียงฮึดฮัดเบาๆ “ข้าทำเพื่อน้องสาวข้าเอง ไม่ใช่เพื่อเ้า อีกอย่างวันงานชุมนุมบทกวีนั้นเ้าอย่าได้มาเชียวนะ พอถึงตอนนั้นใครๆ ก็ต้องคุกเข่ากันหมด ทุกคนก็หวาดหวั่นกันไปทั่ว แล้วใครจะยังกล้ากินดื่มและพูดคุยกันเล่า”
กงจื้อิได้ยินดังนั้นก็อดหัวเราะไม่ได้ เมื่อก่อนไม่รู้สึกอะไร แต่เมื่อเขาเข้าวังหลวงไปในวันนี้ แม้แต่ท่านอัครมหาเสนาบดีฟางก็เริ่มทำความเคารพเขาอย่างเต็มที่ อวี้ฉือและคนอื่นๆ ก็ไม่เว้นที่จะคุกเข่าคำนับ ในที่สุดเขาก็เข้าใจแล้วว่าเหตุใดฮ่องเต้ถึงถูกเรียกว่า “ผู้โดดเดี่ยว" แน่นอนว่าเขาก็ยิ่งรู้สึกหวงแหนความอบอุ่นและความสนุกสนานที่ได้ร่วมโต๊ะกับสหายสนิทของเขา และรู้สึกดีใจที่ได้รับการ “กลอกตา” จากเพื่อนรักอีกด้วย…
บางทีอาจเพราะติงเหว่ยทำ “หงเซาซือจื่อโถว[1]” เป็ครั้งแรก ลูกชิ้นที่นางทำเหมือนมันเป็ศัตรูเหล่านี้กลับกลายเป็ที่ชื่นชอบของทุกคน คนแก่และเด็กต่างแย่งกันจนลูกชิ้นหมดโต๊ะ ลุงอวิ๋นกับท่านผู้าุโเหว่ยเกือบจะทะเลาะกันเพราะลูกชิ้นลูกสุดท้ายอีกด้วย ทำให้ติงเหว่ยรีบพูดว่าจะทำอีกในวันพรุ่งนี้ แล้วสุดท้ายก็คีบลูกชิ้นให้แม่นมกู่ไป
ถ้าเป็ยามปกติท่านแม่เฒ่าคงจะเกรงใจ แต่เมื่ออยู่ร่วมกันมาหลายวัน นางก็เริ่มเปิดใจและสนุกกับการนั่งกินอาหารร่วมกับทุกคนอย่างจริงใจ ดังนั้นคราวนี้แม่นมกู่ก็เลยตั้งใจกัดลูกชิ้นคำโตๆ อย่างเอร็ดอร่อย
แน่นอนว่า ท่านผู้าุโทั้งสองคนต่างพากันทำหน้าหงอย ทำให้ทุกคนหัวเราะออกมาไม่หยุด
บรรดาผู้เฒ่าผู้แก่น้อยใหญ่ในลานนอกบ้านก็ถูกปลาต้มน้ำมันกับพริกทำให้เผ็ดจนปากร้อนรุ่มไปหมด แต่ก็ไม่มีใครยอมวางตะเกียบลงเลย แม้จะต้องหยิบสุรามาดื่มเป็ระยะๆ ก็รู้สึกมีความสุขยิ่งนัก
ในขณะนั้น จวนอู่โฮ่วที่เคยเต็มไปด้วยความเศร้าหมอง ในที่สุดก็เหมือนเกิดใหม่ขึ้นมาอีกครั้ง เสียงหัวเราะดังขึ้นทั่วทุกมุมจนลมยามค่ำคืนที่แอบพัดเข้ามายังต้องย่องเบาลงอย่างไม่รู้ตัว…
หลังจากโต๊ะอาหารถูกเก็บไปแล้ว บรรดาผู้าุโก็ถอยกลับไปอย่างรู้ใจ ลูกชายตัวอ้วนเดิมทีตั้งใจจะอยู่กับพ่อที่ไม่ได้เจอมาทั้งวัน แต่แม่นมกู่กลับยิ้มและล้วงกระเป๋าสีสดใสออกมาหลอกล่อให้เขายอมเชื่อฟังและเดินตามไปอย่างว่าง่าย
ติงเหว่ยมองเหตุการณ์นั้นอย่างจนใจ และหันไปบ่นกับกงจื้อิว่า “ท่านดูลูกชายที่โง่เขลาของท่านสิ ต่อไปหากออกไปนอกจวนต้องระวังให้ดี ไม่อย่างนั้นวันหนึ่งอาจถูกใครหลอกพาหนีไปก็ได้!”
กงจื้อิโอบนางให้นั่งข้างเขาและหัวเราะเบาๆ “เ้าห่วงแต่ลูก แล้วไม่ห่วงว่าข้าจะถูกใครหลอกไปบ้างหรือ? ทั้งวันยังไม่เห็นเ้าส่งคนเข้าวังหลวงมาเยี่ยมข้าเลย”
บางทีอาจเพราะเพิ่งดื่มสุรามาหลายจอก เขาจึงได้ปลดกระดุมคอเสื้อออก หน้าตาที่เคยดูเข้มแข็งกลับนุ่มนวลลงและมีสีแดงระเรื่อ ดวงตายังมีแววเศร้าสร้อยซึ่งทำให้เขาดูแตกต่างจากความเ็าที่เคยมี แถมยังมีเสน่ห์อย่างบอกไม่ถูก
ติงเหว่ยมองเขาอย่างเหม่อลอยและไม่รู้ตัวเลยว่าตนเองกลืนน้ำลายลงไปอึกหนึ่ง ความหล่อเหลาที่น่ากินของเขาอาจรสชาติเป็เช่นนี้เอง
กงจื้อิรออยู่พักใหญ่แต่ไม่ได้คำตอบ จึงกระชับอ้อมแขนและกัดริมฝีปากของนางแรงๆ ครั้งหนึ่ง
ติงเหว่ยรู้สึกเจ็บ และความหึงหวงที่บ่มอยู่ในใจมาตลอดทั้งวันก็พุ่งพล่านออกมา
“ข้าจะไปสนใจท่านทำไม? ในวังหลวงไม่ใช่ว่ายังมีสตรีที่งดงามที่สุดในซีเฮ่าอยู่หรอกหรือ? ท่านก็คงไม่ต้องให้ข้าเป็ห่วงหรอก!”
กงจื้อิชอบเวลาที่นางแสดงท่าทางโกรธเคืองแบบนี้เป็ที่สุด เขาจึงอดหยอกล้อไม่ได้ “ในเมื่อเ้าพูดแบบนี้ คืนนี้ข้าจะกลับไปนอนที่วังหลวงก็แล้วกัน”
พูดจบเขาก็ทำท่าจะลุกขึ้นทันที ติงเหว่ยใจนรีบโอบแขนเขาไว้แน่นและพูดอย่างร้อนรนว่า “หากท่านกล้าไป ข้าจะ...ข้าจะตีลูกชายท่าน!”
“ฮ่าๆ!” กงจื้อิหัวเราะเสียงดังอย่างอดไม่ได้ จากนั้นก็โอบหญิงสาวที่หน้าแดงอยู่ในอ้อมแขนอีกครั้ง พลางซุกหน้ากับเส้นผมของนางและพูดเบาๆ “ในโลกนี้ ไม่มีใครงดงามไปกว่าเ้าอีกแล้ว เ้านี่แหละคือสตรีที่งามที่สุดในใจข้า”
ติงเหว่ยรู้สึกหวานในใจ แต่ปากก็ยังไม่ยอมอ่อนข้อ “ดีแล้ว ข้าจะจำคำพูดท่านเอาไว้ ดังนั้นท่านต้องอยู่ห่างๆ จาก ‘จิ้งจอก’ ตัวนั้นไว้สักหน่อย ของที่นางส่งมาให้ก็ห้ามแตะ และห้ามเจอกับนางตามลำพังอีก นอกจากนี้ ของกินของใช้ของท่าน ข้าจะให้ตังกุยส่งไปให้ทุกวัน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือท่านต้องกลับมานอนที่นี่ทุกคืน ไม่งั้นลูกชายท่านคงจะคิดถึงแย่”
กงจื้อิได้ฟังก็หัวเราะอีกครั้ง ก่อนจะจูบหน้าผากของนางอย่างอ่อนโยน “เ้าแน่ใจหรือว่ามีแต่ลูกชายที่คิดถึงข้า?”
“ข้าคิดถึงท่านมากกว่า พอใจหรือยัง?” ติงเหว่ยโดนจับได้ก็หน้าแดงเป็ปูสุกและหยิกเข้าที่เอวของเขาอย่างแรง
“ดี ข้าสัญญาว่าแม้จะยุ่งเพียงใดข้าจะกลับมาทุกคืน เ้าเองก็ให้ตังกุยและคนอื่นๆ เข้าวังหลวงมาคอยดูแลข้า”
“อา นั่นเป็ความคิดที่ดีจริงๆ ในวังหลวงนั้นข้าไม่คุ้นเคยกับใครสักคน หากมีใครคิดไม่ดีขึ้นมาจะทำยังไง พรุ่งนี้ให้พวกตังกุยทั้งสี่คนผลัดกันตามท่านเข้าวังหลวงไป คอยปรนนิบัติรับใช้ดูแลน้ำชาและของว่างให้ท่าน ท่านลุงอวิ๋นเองก็อายุมากแล้ว จะให้เข้าออกวังหลวงเป็ประจำก็คงเหนื่อยเกินไป”
“ตกลง เ้าวางแผนตามที่เห็นสมควรเถอะ”
ทั้งสองโอบกอดกัน พูดคุยเื่ทั่วไปในครอบครัวอย่างอบอุ่น ด้านนอกนั้นมีจันทร์เสี้ยวลอยอยู่กลางฟ้า รอบข้างมีแสงดาวทอประกายระยิบระยับ ตัดกับความเ็าที่เคยเป็มาตลอด ช่างเป็ภาพที่อบอุ่นจนทำให้ผู้คนอดไม่ได้ที่จะหลงใหล
แต่ภายใต้ท้องฟ้าผืนเดียวกันนี้กลับมีทั้งคนที่มีความสุขและคนที่เศร้าหมองในสวนหลิวเซียน
ในสวนหลิวเซียน แม่นมาุโมองนายหญิงที่นั่งอยู่ข้างหน้าต่างด้วยสีหน้าที่ไม่ดีนัก นางจึงโบกมือไล่บรรดานางกำนัลออกไป จากนั้นเดินเข้าไปเบื้องหน้าอย่างแ่เบาเพื่อคลุมเสื้อคลุมให้นายหญิง พร้อมกับพูดปลอบเบาๆ ว่า “องค์หญิง ลมยามค่ำคืนเย็นลงแล้ว ยังไงก็รีบพักผ่อนสักหน่อยดีหรือไม่เพคะ?”
ซือหม่าหย่าหลานมองไปที่ประตูวังหลวงที่ปิดอยู่ และถามเบาๆ ว่า “แม่นม เขาออกจากวังหลวงไปจริงๆ น่ะหรือ?”
แววตาของแม่นมาุโแฝงไปด้วยความเ็ป แต่ปากกลับยิ้มตอบว่า “เพคะ องค์หญิง วันนี้ท่านแม่ทัพยุ่งมาก กลางวันก็ต้องประชุมกับขุนนางทั้งฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊กว่าร้อยคน ตอนค่ำก็ได้ข่าวว่ามีเื่ที่จวนอู่โฮ่วจึงรีบกลับไปเพคะ”
“แม่นม ข้าเองก็ไม่ใช่เด็กแล้ว”
ซือหม่าหย่าหลานค่อยๆ กำผ้าเช็ดหน้าที่อยู่ในมือแน่นขึ้น พร้อมกับพูดด้วยเสียงสั่นเครือว่า “หากเขามีใจ ต่อให้ยุ่งแค่ไหนก็คงจะแวะมาหาข้าบ้าง เขากลับไปจวนอู่โฮ่วก็ไม่ใช่เพราะมีเื่เร่งด่วนหรอก แต่เพราะอยากไปหาสองแม่ลูกนั้นต่างหาก เขาไม่้าให้ชื่อของข้าถูกวิพากษ์วิจารณ์ร่วมกับเขา”
“องค์หญิง...” แม่นมกู่ทำอะไรไม่ถูกและไม่รู้จะปลอบโยนอย่างไร จึงได้แต่โกรธแค้นหญิงสาวคนนั้นที่่ชิงความรักที่ควรจะเป็ขององค์หญิงไปแทน…
“บางทีผู้หญิงชั้นต่ำคนนั้นอาจใช้เล่ห์กลอะไรอีกแล้วก็เป็ได้ หรือไม่ก็ใช้ลูกมาเป็ข้อต่อรอง องค์หญิงอย่าได้เศร้าโศกไปเลยเพคะ วันหน้ายังอีกยาวไกล ท่านแม่ทัพจะต้องเห็นธาตุแท้ของนางในที่สุด”
“แต่ว่าแม่นม ข้าไม่อยากรออีกแล้ว” ซือหม่าหย่าหลานโยนผ้าเช็ดหน้าในมือทิ้งและลุกขึ้นยืนช้าๆ ก่อนจะมองไปที่ประตูวังหลวงที่ยังคงเงียบสงบเป็ครั้งสุดท้าย “พรุ่งนี้เตรียมวัตถุดิบด้วย ข้าจะเข้าครัวทำอาหารกลางวันให้เป่าเกอ”
“เพคะ องค์หญิง” แม่นมาุโไม่กล้าขัดคำสั่ง จึงรีบเรียกคนเข้ามาปรนนิบัติรับใช้องค์หญิงให้เตรียมตัวพักผ่อน หลังจากเสร็จสิ้น นางก็ค่อยๆ นำคนออกไปข้างนอก แล้วโบกมือไล่นางกำนัลให้ถอยไป จากนั้นก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจอีกครั้ง
ในฐานะองค์หญิงผู้สูงศักดิ์ที่สุดในประเทศ และเป็หญิงงามอันดับหนึ่งของซีเฮ่า ตอนนี้กลับต้องถูกบีบให้แข่งทำอาหารกับแม่ครัวคนหนึ่ง การต่อสู้นี้ยังไม่ทันเริ่มทว่าฝ่ายของพวกนางก็เหมือนจะตกเป็รองเสียแล้ว…
ต้นเดือนสองในฤดูใบไม้ผลิ แสงแดดอุ่นขึ้นกว่าเดือนหนึ่งเล็กน้อย กิ่งก้านของต้นหลิวริมถนนถูกสายลมที่ยังคงหนาวอยู่พัดไหว ปลายกิ่งกล้าแกร่งอวดสีเขียวอ่อนที่เริ่มผลิบาน เมื่อมองไกลๆ ก็ทำให้รู้สึกสดชื่นเบิกบานใจ
ชาวเมืองซีจิงยิ่งมองเห็นก็ยิ่งยินดี เหตุผลไม่มีอื่นใด แม่ทัพใหญ่ได้กลับเข้าวังหลวงแล้ว ขุนนางฝ่ายบู๊และฝ่ายบุ๋นเริ่มเข้าประจำการในราชสำนัก กองทัพนอกเมืองก็เริ่มทยอยเดินทางไปยังแนวชายแดนเพื่อป้องกันภัย
ทุกอย่างดูเหมือนจะกลับไปเป็เหมือนเดิม แต่ก็ยังแฝงด้วยความเปลี่ยนแปลงบางอย่าง แต่ถึงอย่างนั้น ชาวบ้านผู้เฒ่าผู้แก่ต่างก็ไม่ต้องกลัวตายอีกต่อไป ส่วนความเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยนั้นก็ไม่ใช่เื่ที่ชาวบ้านอย่างพวกเขาจะไปยุ่งเกี่ยวด้วย
แน่นอนว่า พวกเขาไม่กล้าเอ่ยถึงเหตุการณ์ใน่หลายวันที่ผ่านมา ที่ขุนนางฝ่ายบู๊และบุ๋นต้องหนีหัวซุกหัวซุนไปหลบซ่อนในบ้าน เหตุการณ์นี้ถือเป็วีรกรรมที่มีแต่จะเก็บไว้รำลึกในใจตอนนอนอยู่ในผ้าห่ม ยิ้มแย้มแอบหัวเราะอย่างลับๆ ผู้ใดจะกล้าเอามาพูดเป็เื่ใหญ่โต เพราะนั่นถือเป็การเสี่ยงตายอย่างแท้จริง
ไม่เห็นหรือว่าขุนนางฝ่ายบู๊และบุ๋นเข้าวังหลวงด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยช้ำ พวกเขาต่างก็มองชาวบ้านด้วยสายตาเคียดแค้นไม่ใช่หรือ? มีเพียงคนโง่เขล่าเท่านั้นที่จะยอมรับว่าตนเองขว้างหัวไชเท้าเน่าหรือไข่เน่าไปมากน้อยแค่ไหน
ดังนั้น เหตุการณ์สำคัญที่ควรจดบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ของซีเฮ่า ก็ถูกลืมเลือนไปโดยสิ้นเชิงภายใต้ความจงใจปกปิดของทั้งสองฝ่ายที่ทำากัน ส่วนสื่อกวน [2] ที่เข้มงวดและหัวรั้นผู้นั้น…วันนั้นก็ถูกลูกหลงเช่นกัน ตอนนี้เขากำลังพักฟื้นอยู่ที่จวนและได้รับาเ็จนไม่สามารถจับพู่กันได้…
หลังจากยุ่งอยู่ตลอดทั้ง่เช้า หลังจากส่งท่านเสนาบดีคนสุดท้ายกลับไปได้แล้ว ในที่สุดกงจื้อิก็มีเวลาว่างได้จิบชาสักถ้วย แต่พอชาเข้าปากก็รู้สึกได้ว่ารสชาติเปลี่ยนไป จึงหันไปมองทางตังกุยที่ยืนอยู่ข้างๆ แล้วถามว่า “มีของกินจากในจวนส่งมางั้นหรือ?”
-----------------------------------------
[1] หงเซาซือจื่อโถว 红烧狮子头 หมายถึง หัวสิงโตน้ำแดง ซึ่งเป็ชื่อเรียกหมูสับปรุงรสที่ถูกปั้นเป็ก้อนกลมๆ ขนาดใหญ่ มีลักษณตะปุ่มตะป่ำเหมือนหัวสิงโต
[2] สื่อกวน 史官 หมายถึง ผู้บันทึกเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์
