“ท่านพูดได้มีเหตุผลยิ่งนัก” ฮวาเจาเอ่ย
เจียงฉินชะงักงัน เหล่าเพื่อนบ้านก็พลันงุนงง นี่มันการคำนวณบัญชีแบบใดกัน? บ้านให้คนอื่นอยู่เปล่าๆ ผู้ที่อาศัยก็แค่ถนอมรักษามิให้ผุพัง มันสมควรหรือไม่?
“ท่านว่าบ้านหลังนี้ตอนนี้มีราคาเท่าไร?” ฮวาเจาถาม
เจียงฉินลอบหัวเราะเยาะความเขลาของฮวาเจา ในใจคำนวณอย่างรวดเร็ว การเปลี่ยนหลังคาหนึ่งครั้ง แค่เสื่อหญ้าก็ปาเข้าไป 20 หยวน ไหนจะค่าอาหารที่ต้องเลี้ยงคนงานอีกหลายหยวน 11 ปีที่ผ่านมา…
“500 หยวน!” เจียงฉินกล่าว
“เชอะ!”
“หน้าไม่อายจริงๆ!”
“นี่มันคิดบัญชีแบบไหน? 10 ปี 500 หนึ่งปี 50? บ้านใครเปลี่ยนหลังคาปีละ 50?” เหล่าเพื่อนบ้านต่างส่งเสียงเยาะเย้ย
พวกเขาส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในบ้านดิน หลังคามุงหญ้า ผู้ที่พิถีพิถันก็จะเปลี่ยนหลังคาทุกปี มิเช่นนั้นหญ้าจะผุพังและรั่ว บ้านใครๆ ก็รู้ดีว่าการเปลี่ยนหลังคาต้องใช้เงินเท่าไร
บางครอบครัวยังตัดหญ้าเองสานเสื่อเองเสียด้วยซ้ำ ถึงเวลาเปลี่ยนก็จะเรียกญาติสนิทมิตรสหายมาช่วยกัน เพียงแค่เลี้ยงอาหารก็พอ ไม่ต้องใช้เงินสักแดง
“ดูท่าป้าสามจะเลขไม่เก่งจริงๆ ไม่เหมาะกับการเป็นักบัญชี” ฮวาเจากล่าว
เจียงฉินเชิดคอขึ้น “หลังคาบ้านฉันแต่ละปีใช้หญ้าที่ดีที่สุด เสื่อที่ดีที่สุด! เลี้ยงข้าวก็ต้องเลี้ยงอย่างดีที่สุด ทั้งหมดนั่นมันเงิน! ยังไงก็ต้อง 500 หยวนขาดไม่ได้!”
“โอยแม่คุณ เพิ่งเคยได้ยินว่าบ้านดินบ้านใครมีค่าถึง 500 หยวน” เหล่าเพื่อนบ้านก็เริ่มส่งเสียงดัง
“ยังมีที่เด็ดกว่านี้อีกนะ นี่เธอไปอยู่บ้านคนอื่นฟรีๆ พอคุณของบ้านจะเอาคืน เธอกลับจะมาเอาเงินจากเขาเสียอีก!”
“นั่นสิๆ เอาบ้านให้คนอื่นอยู่ฟรีๆ แถมยังต้องเสียเงินให้เขาอีก? ทำไมฉันไม่เคยเจอเื่ดีๆ แบบนี้บ้างนะ?”
“ก็เพราะว่าคุณมันมีหน้าไง! ฮ่าฮ่าฮ่า~”
คนรอบข้างต่างหัวเราะร่วน ฮวาเจามีความสามารถเสียจริง แม้แต่ฮวาซานยังยอมศิโรราบ ฮวาเจายังสอนให้พวกเขาเพาะถั่วงอกขายหาเงินได้อีก! เหตุใดพวกเขาจะไม่เข้าข้างฮวาเจา?
ยิ่งไปกว่านั้น เจียงฉินคนนี้ ปกติก็ชอบมองคนด้วยหางตา น่ารังเกียจเสียจริง
เจียงฉินไม่สะทกสะท้าน เงิน 500 หยวนสำคัญกว่าหน้าตาเสียอีก
“บ้านหลังนี้มีค่า 500 หยวน?” ฮวาเจาถามอีกครั้ง
“มี! ทำไมจะไม่มี? ฉันดูแลบ้านหลังนี้อย่างดี ไม่มีบ้านไหนในหมู่บ้านดีเท่าหลังนี้อีกแล้ว! 500 หยวนเนี่ย ฉันเห็นแก่ความเป็ญาติถึงได้พูดน้อยไปนะ!” เจียงฉินกล่าว
“ได้ งั้นก็ 500 หยวน ขายให้ท่านแล้วกัน” ฮวาเจากล่าว
เจียงฉิน…
ทุกคน…
หลังจากที่ทุกคนอึ้งไปพักใหญ่ ก็พลันะเิเสียงหัวเราะดังลั่น “ฮ่าฮ่าฮ่า~”
“10 ปีที่ผ่านมา ถือเสียว่าแม่ฉันเห็นแก่ความเป็ญาติกัน ถึงให้ท่านอยู่ฟรีๆ” ฮวาเจากล่าว “ตอนนี้ใช้ราคาที่ท่านคิดว่าถูกที่สุด ขายให้ท่าน สุขใจนักหรือ?”
สุขใจบ้านแกสิ! ใบหน้าของเจียงฉินบิดเบี้ยว
ส่วนคนรอบข้างกลับสุขใจยิ่งนัก หัวเราะไม่หยุด
ฮวาเจาคนนี้ฉลาดจริงหนอ เพียงไม่กี่คำก็ล่อให้เจียงฉินติดกับได้แล้ว เมื่อก่อนไม่เคยเห็นเลย
“บ้านหลังนี้ฉันเสียเงินดูแลรักษาตั้งมากมาย ท่านไม่สำนึกบุญคุณก็แล้วไป ไฉนกลับมาเอาเงินกับฉันได้…” เจียงฉินยังคงกล่าวต่อ
จ้าวเหลียงไฉทนดูต่อไปไม่ไหวแล้ว “ท่านหุบปากเสียทีเถอะ! ตามที่ตกลงกันไว้แต่แรก การที่เขาจะเอากลับคืนมันก็สมควรแล้ว! ถึงจะไม่มีข้อตกลงกันแต่แรก ก็ไม่มีเหตุผลที่จะอยู่บ้านคนอื่นฟรีๆ แล้วยังจะมาเอาเงินจากเขา! อย่าไร้ยางอายนักเลย! ตอนนี้ถ้าอยากจะอยู่ต่อก็จ่ายเงินซื้อเสีย หากไม่อยู่ ก็รีบไสหัวไป!”
เจียงฉินปล่อยมือ
ฮวาซานหนิวรีบวิ่งออกไปทันที
“แกร๊ก” เสียงหนึ่งดังขึ้น ทหารกองกำลังที่อยู่ข้างกายจ้าวเหลียงไฉ ยกปืนที่สะพายอยู่ขึ้นเล็งไปที่ฮวาซานหนิว
ฮวาซานหนิวเบรกตัวกระทันหัน ล้มหน้าทิ่มดินอย่างน่าอนาถ
ทหารกองกำลังในตอนนี้มีสิทธิ์พกปืนได้ เป็ปืนเล็กยาว แต่หลังจากเลิกงานแล้วห้ามนำกลับบ้าน
“500 หยวน มันมากเกินไป! บ้านหลังนี้มีค่าแค่ 50 หยวน!” เจียงฉินไม่สนใจเสียหน้า เปลี่ยนคำพูด
วันนี้เสียหน้าไปมากแล้ว ไม่ต่างอะไรกับการเสียอีกเล็กน้อย หน้าไม่คุ้มค่า 500 หยวนอยู่ดี
ฮวาเจาเริ่มต่อรองกับเธอ ในที่สุดบ้านหลังนี้ก็ตกลงซื้อขายกันในราคาตลาดที่สมเหตุสมผลที่สุดคือ 150 หยวน
เดิมทีเธอก็ไม่ได้คิดจะเอาบ้านหลังนี้อยู่แล้ว
บ้านหลังนี้เป็บ้านที่จางกุ้ยหลานและฮวาเฟิงช่วยกันสร้างขึ้น ฮวาเจาเกิดที่นี่ ฮวาเฟิงก็จากไปที่นี่ บ้านหลังนี้มีเื่ราวในชีวิตของครอบครัว ทั้งดีและไม่ดี
ตอนนี้จางกุ้ยหลานแต่งงานใหม่ การอาศัยอยู่ที่นี่ก็ไม่เหมาะสมเท่าไร สู้ไปสร้างบ้านใหม่ที่อื่นจะดีกว่า
ฮวาเจาก็ไม่ได้คิดจะเอาเงิน 500 หยวนจริง เพียงแค่้าบีบให้ฮวาซานหนิวจนมุม หากทำเช่นนั้นก็เท่ากับเป็การบีบครอบครัวของฮวาซานให้จนมุมไปด้วย ซึ่งไม่มีประโยชน์อันใดต่อจางกุ้ยหลานเลย
แต่สิ่งที่เธอทำก็คือบังคับให้เจียงฉินเอาเงิน 150 หยวนมาจ่ายเสียตรงนั้น แล้วก็ตามจ้าวเหลียงไฉออกไป
เธอจะไปเลือกที่ดินสำหรับสร้างบ้านใหม่
สุดท้ายเธอก็เลือกที่ราบเล็กๆ แห่งหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้านเดิมของเธอนัก
ที่ตรงนั้นเล็กเกินไป สร้างบ้านไปก็จะไม่มีลานบ้าน ทุกคนจึงไม่อยากเลือก
“พุ่มไม้ตรงนี้ ฉันสามารถเคลียร์ออกสักไร่หนึ่งทำเป็ลานบ้านได้ไหม?” ฮวาเจาชี้ไปที่พุ่มไม้ขนาดใหญ่ด้านหลังที่ดิน
“ได้สิ” จ้าวเหลียงไฉตอบอย่างไม่ใส่ใจ “คุณเคลียร์ได้เท่าไหร่ก็เอาไปเท่านั้น”
ฮวาเจาส่ายหน้าอย่างเสียดาย “ไร่เดียวก็พอแล้ว หากมากกว่านี้แม่ฉันจะรักษาไว้ไม่ได้”
เธอมองออกว่าจางกุ้ยหลานเป็คนอ่อนโยน ไม่ว่าจะโดยธรรมชาติหรือเพราะถูกกดดันมานาน สรุปคือเป็คนดีที่ถูกรังแกได้ง่าย
บ้านคนอื่นมีลานบ้านแค่ไร่เดียว ถ้าเธอทำถึง 2 ไร่ จะไม่หาเื่ใส่ตัวหรอกหรือ?
“ฉันจะไปหาคนในหมู่บ้านมาช่วยไหม?” จ้าวเหลียงไฉมองไปยังพุ่มไม้หนาทึบ
พุ่มไม้และหญ้าพวกนี้ขึ้นหนาแน่นมาก ยากที่จะเคลียร์ออกได้ หากไม่เป็เช่นนั้นที่ดินที่สวยงามเช่นนี้คงมีคนจับจองไปนานแล้ว
“ไม่ต้อง ฉันทำเองได้ ฉันมีแรงเยอะ คนเดียวก็เท่ากับสิบคน” ฮวาเจาพูดจบก็คว้าต้นไม้เล็กๆ ที่ดูท่าทางจะอายุห้าหกปีขึ้นมาแล้วกระชาก มันกลับถูกถอนออกมาทั้งราก
จ้าวเหลียงไฉเหงื่อตก ผู้ชายที่แข็งแรงที่สุดในหมู่บ้านยังไม่มีแรงขนาดนี้เลย
“งั้นก็แล้วแต่คุณ ค่อยๆ ทำ อย่าให้เหนื่อยล่ะ” จ้าวเหลียงไฉกล่าว
“ขอบคุณท่านลุง ขอให้ท่านลุงรีบทำโฉนดบ้านให้ฉันด้วยนะ”
“ได้ ฉันจะกลับไปทำเดี๋ยวนี้แหละ” จ้าวเหลียงไฉเดินจากไป
ฮวาเฉียงยังคงไม่วางใจ “ฮวาเอ๋ย คุณค่อยๆ ทำนะ คุณยังตั้งท้องอยู่ ต้องระวังด้วย! หรือว่าพวกเราจะหาคนมาช่วยดีไหม เราจะจ่ายเงินให้” หากไม่รบกวนคนอื่นก็ไม่เป็ไร
“ไม่ต้อง ของพวกนี้ถอนง่ายจะตายไป” ฮวาเจากล่าวพลางดึงต้นไม้เล็กๆ อีกสองสามต้นออกมาอย่างง่ายดาย แล้วโยนออกไปไกลๆ
ฮวาเฉียงก็หุบปากเงียบทันที
ฮวาเจาเริ่มเคลียร์พื้นที่ต่อไป เดินไปข้างหน้าก็ถอนต้นไม้ไปด้วย พุ่มไม้และต้นไม้ที่ขวางหน้าเธอดูเหมือนจะเป็แค่ต้นหอม ถอนออกมาอย่างง่ายดาย
ความจริงมันไม่ได้ง่ายอย่างที่เห็น ฮวาเจาแรงเยอะก็จริง แต่แรงยึดเกาะของต้นไม้ใหญ่ก็ไม่ใช่สิ่งที่คนปกติจะต้านทานได้ ฮวาเจาจะไม่ปกติเท่าไรนักแต่ก็ยังเป็คนอยู่ดี หากคิดตามหลักเหตุผลแล้ว มันไม่น่าจะง่ายขนาดนี้
แต่เธอมีพลังพิเศษ เธอสามารถดูดพลังงานจากพืชได้ พืชที่เธอจับนั้นก็จะถูกดูดพลังงานไปจนเกือบหมด เหลือไว้เพียงรูปลักษณ์ภายนอก ส่วนรากเหี่ยวเฉาไปแล้ว จึงถูกถอนออกมาได้ง่าย
ฮวาเจาขะมักเขม้นกับการทำงาน เพราะเธอกำลังฝึกฝนพลังของตน
เมื่อแรกได้พลังมา เธอทำได้เพียงสับเปลี่ยนพลังงานโดยไม่รู้ตัว ต่อมาก็สามารถสับเปลี่ยนได้ตามทิศทางที่้า ตอนนี้ก็สามารถควบคุมพลังงานภายในของพืชทำให้มัน “ภายนอกสวยงาม ภายในเน่าเปื่อย”
พูดง่าย แต่ก็เป็ผลจากการลองผิดลองถูกมาเป็เวลากว่า 2 เดือน
เธอรู้สึกว่าหากพยายามต่อไป เธออาจจะค้นพบวิธีใช้พลังพิเศษอื่นๆ ได้อีก
